แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
15 พฤษภาคม 2021, 15:15 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: จิตอย่างไร ตายไปก็อย่างนั้น  (อ่าน 1832 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 16:52 »

จิตสวย จิตหล่อ จิตขี้เหร่ จิตเรียบ จิตยู่ยี่ จิตกล้า จิตขลาด
จิตนิ่ง จิตฟุ้ง จิตสบาย จิตข้อง จิตขาว จิตดำ จิตกุศล จิตอกุศล
ทุกคนรู้สึกได้ตลอดชีวิตว่ามีจริง เปลี่ยนได้เรื่อยๆจริง
ทว่าด้วยความไม่รู้ จึงไม่อยากเชื่อว่าจิตเป็นอย่างไร ตายไปก็อย่างนั้น
แถมยังเข้าข้างตัวเองว่า เคยมีรูปร่างหน้าตาและฐานะอย่างไร
ถ้าชาติหน้ามีจริง ก็คงเป็นเหมือนเดิมอย่างนั้น

กรรมขาวสร้างจิตขาว กรรมดำสร้างจิตดำ
เมื่อจิตแบบใดตั้งมั่นในขณะมีชีวิต หลังตายย่อมมีชีวิตใหม่สอดคล้องกัน
ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ ความเป็นอยู่ และชะตาดีร้าย

ปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของจิต เห็นจิตแปรไปตามกรรม
ทำให้จิตใสด้วยความฉลาดแบบพุทธ
ส่วนโมหะยึดอยู่ว่าจิตเที่ยงที่จะเป็นตน
ทำให้จิตขุ่นด้วยความไม่รู้แบบคนทั่วไป
แม้เป็นคนดี มีจิตขาว ก็เป็นขาวขุ่น ไม่ใช่ขาวใส

อย่าช้าเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัติในทุกชาติที่เราเกิด
ท่านเป็นผู้เดียวที่สอนวิธีรู้วาระจิตตนเองเพื่อให้เห็นว่าจิตไม่เที่ยง

เมื่อจิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ เมื่อจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ
(คือ เมื่อติดใจรูปเสียงกลิ่นรสขึ้นมา ก็ให้มีสติยอมรับความจริงว่ามีราคะอ่อนๆ
พอราคะหายไป ก็จะเห็นว่าจิตที่ปราศจากราคะเป็นอย่างไร)

เมื่อจิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ เมื่อจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ
เมื่อจิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
เมื่อจิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ เมื่อจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
เมื่อจิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ
เมื่อจิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น เมื่อจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

เห็นความเป็นจิตของตนบ้าง เห็นความเป็นจิตของคนอื่นบ้าง
เห็นทั้งจิตตนและจิตคนอื่น (ว่าต่างกันอย่างไร) บ้าง
เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมรู้สึกว่าเดี๋ยวจิตก็เกิด เดี๋ยวจิตก็ดับ
กระทั่งเห็นทั้งความเกิดและความดับของจิตเป็นเรื่องธรรมดา
จึงเลิกยึดมั่นว่าจิตแบบใดแบบหนึ่งเป็นตนเสียได้
ที่ตรงนั้นจิตย่อมโปร่งเหมือนฟองสบู่ใสๆที่ไร้ความรู้สึกว่ามีตัวของตน
เห็นชัดว่าคติที่ไปทั้งสูงและต่ำไม่มี
นั่นเอง คือความดับทุกข์จากการเกิดและตายด้วยความไม่รู้เสียได้
หรือถึงแม้ยังไปถึงความดับทุกข์ไม่ได้ ทุกข์ย่อมลดลง
ทางแห่งทุกข์ย่อมสั้นลง ความลุ่มหลงติดใจเหตุแห่งทุกข์ย่อมน้อยลง
กับทั้งจะได้ยินดีในเส้นทางแห่งพุทธะสืบไป

ดังตฤณ
มีนาคม ๕๖

ที่มา http://bit.ly/14vFkEb
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!