แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 พฤษภาคม 2021, 00:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: กำลังจะตายนึกถึงอะไรดี?  (อ่าน 3740 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 21 มิถุนายน 2011, 13:13 »

ช่วงนี้ข่าวแผ่นดินไหวและภัยพิบัติเริ่มซาๆไป
ช่วยให้ชาวโลกส่วนใหญ่คลายวิตก
และเลิกคุยเรื่องโลกแตกทั้งวันเสียได้

ผมเห็นเป็นจังหวะดีที่จะชวนคุยเรื่องมรณสติ
ในแบบที่ไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัว
เพราะห่างข่าวน่าเหงื่อตกออกมาบ้าง
แต่ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่ามีสิทธิ์ขยับเข้าใกล้ได้อีก

หลายคนได้ยินคำว่า "มรณสติ" แล้วยังไม่เข้าใจ
ว่าเป็นหลักการเตรียมตัวตายหรืออย่างไรแน่
แล้วถ้าจะเตรียม ควรเตรียมอย่างไร
มีวิธีที่แน่นอนเป็นขั้นเป็นตอนท่าไหนกัน

คือเราต้องเข้าใจและเห็นภาพรวมให้ได้ก่อนครับ
ขณะจะตายนั้น ตามธรรมชาติของจิตแล้ว
ถือว่าเป็นภาวะเข้าด้ายเข้าเข็มที่พลาดไม่ได้
เพราะถ้าคิดไม่ดี จิตถูกครอบงำด้วยนิมิตร้ายๆ
จนเกิดภาวะอกุศล มืดสนิท ปิดกั้นแสงสวรรค์ล่ะก็
สภาพศพจะสวยหรือไม่สวย วิญญาณก็โทรมแน่นอน

ศพไม่สวยอย่างมากก็ทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง
จัดการลากไปเผาหรือฝังเดี๋ยวเดียวจบ
แต่วิญญาณโทรมนี่
คุณต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมด้วยตนเองไปอีกนาน
อย่านึกง่ายๆว่าฟังพระสวดอภิธรรมในงานศพตัวเอง
แล้วจะเลื่อนชั้น สว่างไสวปรูดปราดทันใจเหมือนในหนัง

วิญญาณโทรมได้อย่างไร?
สำนวนทางพุทธเรียกว่ามีจิตเศร้าหมอง
แล้วจิตเศร้าหมองได้อย่างไร?
ก็ด้วยความคิด คำพูด หรือการกระทำอันเป็นอกุศลให้หม่นมัว
ที่ชัดก็ตอนทุรนทุรายครวญครางไม่อยากตาย
หรือตื่นตระหนกกับภัยพิบัติที่ปรากฏโดยไม่คาดฝัน
ที่นับเป็นอกุศลเพราะจิตไม่สบาย ไม่สว่าง
มีแต่ความกระสับกระส่าย ภายในเหมือนมืดบอด
กระแสจิตพร้อมจะยึดติดและปักแน่นกับนิมิตร้ายๆ คลายยาก

การเตรียมตัวตายจึงไม่ใช่เรื่องอัปมงคล
ตรงข้าม เป็นมหามงคลต่างหาก
ใครจะว่าอย่างไร หาว่าตื่นข่าวเกินเหตุก็ช่าง
เราเตรียมของเราตามธรรมเนียมนิยมของเหล่าอริยสาวกเสียอย่าง
ย่อมได้ชื่อว่าเป็นไปเพื่อความเป็นพุทธผู้ไม่ประมาท
เป็นไปเพื่อความมีวิญญาณสวยสด
และเป็นไปเพื่อภาวะหลังความตายที่งดงาม

โลกจะแตกหรือไม่แตกก็ไม่รู้นะครับ ไม่มีใครรู้
รู้แต่ว่าก่อนโลกจะแตกนี่
เราๆท่านๆมีสิทธิ์ตายกันทุกคน
สงกรานต์ที่ผ่านมาก็มีคนตาย
สังเวยเทศกาลแห่งการเดินทางกลับบ้านไปตั้งหลายร้อย
คนเหล่านั้นก็เคยกลัวโลกแตก
แต่ต้องมาตายเสียก่อนโลกแตก
เราเองไม่นึกว่าจะตายวันนี้
ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ตายเช่นกัน

เมื่อกล่าวถึงนัยสำคัญว่าทำไมต้องเตรียมตัวตายแล้ว
คราวนี้ก็มาเจาะรายละเอียดว่าวิธีเตรียมเขาเตรียมกันอย่างไร
เพื่อให้เห็นการเตรียมตัวตายที่ง่ายที่สุด
ขอให้สมมุติว่าถ้าเกิดภัยพิบัติขึ้นตรงหน้าเดี๋ยวนี้เลย
คุณจะนึกถึงอะไร?

ตอบได้ไหมครับ? ถ้าตอบไม่ได้ ยังอ้ำอึ้งอึกอัก
ก็แสดงว่าคุณยังไม่เคยฝึกเตรียมตัวตายไว้ก่อน
พอถูกถามเข้าจึงนึกไม่ออก บอกไม่ถูก
ว่าควรเอาจิตไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งใด

ผมถามแล้วนึกไม่ออกไม่เป็นไร
แต่ถ้ามัจจุราชถามแล้วนึกไม่ออก อันนั้นเป็นเรื่องแน่

หากคุณนึกออก บอกถูก
สบายใจได้ทันที อบอุ่นใจในบัดดล
ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ
คุณมีสิทธิ์ตายดีมากกว่าตายร้าย
จัดเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกนี้ทีเดียว

ซ้อมไว้ครับ ถามตัวเองบ่อยๆว่าถ้าต้องตายกะทันหัน
เห็นอะไรใหญ่ๆกำลังจะพลิกมาทับให้ตายดับในวินาทีหน้า
เลือกหรือยังว่าจะนึกถึงอะไร
หลังจากซ้อมบ่อยเข้า
พอเจอของจริงจะนึกได้จริงๆเป็นอัตโนมัติ
ทำนองเดียวกับคนซ้อมหนีไฟไว้ดี
พอมีเรื่องขึ้นจริงๆก็ไม่ลนลาน รู้ทางหนีทีไล่ชัดเจน
พุ่งตัวไปตามทิศที่ซักซ้อมแบบไม่ต้องเงอะงะใดๆ

ถ้าถามว่าพุทธศาสนาแนะให้นึกถึงอะไร?
ให้เร็วที่สุดและดีที่สุดคือพระพุทธเจ้าครับ
เพราะท่านเป็นแหล่งบุญที่ใหญ่ที่สุด
เป็นแสงสว่างที่ยิ่งกว่ามหาสุริยะในโลกวิญญาณ
แต่ถ้าคุณนึกถึงพระพุทธเจ้าเดี๋ยวนี้แล้วไม่อบอุ่น
ไม่ปีติปลาบปลื้ม เพราะไม่ค่อยได้อ่านพุทธพจน์
ไม่เคยได้ดีจากการทำตามคำสอนของท่าน
ไม่ค่อยมีความเลื่อมใสผูกพันโดยตรงจากการสวดมนต์
อันนี้ก็ไม่เป็นไร นึกถึงพระสงฆ์สาวก
นึกถึงผ้าเหลืองที่คุณมีใจผูกพันอยู่จริงๆ
ได้ดีเพราะเชื่อและทำตามท่านสอนมาแล้วจริงๆ
ก็นับว่าเป็นหลัก เป็นที่พึ่งให้อบอุ่นพร้อมไปดีได้เช่นกัน

หรือหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคว้งคว้าง
บอกตัวเองตรงๆว่าไม่เลื่อมใสใครเลย
อดสงสัย อดระแวง
อดคิดไม่ดีต่างๆนานากับครูบาอาจารย์ไม่ได้
คุณก็ยังมีที่พึ่งเหลืออยู่ คือพระธรรมอันมีจริงในตน

สำหรับคนที่ไม่อยากมีเวรกับใคร
คนที่ฝึกอภัยไม่ผูกใจเจ็บไว้ก่อน
คนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ทานเป็นประจำ
ก็จะมีสิทธิ์เลือกรู้สึกถึงกระแสเมตตาในตน
ถ้านึกเมื่อไรรู้สึกดีเมื่อนั้น ก็แปลว่าใช้การได้ครับ

แต่ถ้านึกถึงภาวะทางใจของตนเองเดี๋ยวนี้
แล้วพบกว่ายังติด ยังข้อง ยังหม่นหมอง ยังฟุ้งซ่าน
ยังอยากด่า ยังอยากทำร้ายทำลาย
ยังอยากแก้แค้นเอาคืน หรือยังกังวล ห่วงคนโน้นคนนี้
นี่ก็ใช้การไม่ได้อีกครับ ต้องหาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งสุดท้ายกันต่อ

มาขุดคุ้ยกันว่าเรามีดีอะไรพอใช้ได้บ้าง
ถ้าใครหมั่นตอบแทนพ่อแม่
ก็เอาบุญที่ทำไว้กับพ่อแม่มาช่วยก็ใช้ได้เหมือนกันครับ
เพราะพ่อแม่เป็นรากแห่งชีวิต
บำรุงรากไว้อย่างไร ชีวิตนี้และชีวิตหน้าก็สอดคล้องตามนั้น
ทั้งบุญที่เกิดจากความอยากให้พ่อแม่มีความสุข
ทั้งบุญที่เกิดจากความอดกลั้นไม่โต้ตอบยามพ่อแม่ร้ายใส่
อย่างไรก็ได้ นึกเป็นภาพรวมๆว่าเราอยากให้ท่านได้ดีมีสุข
ไม่อยากให้ท่านเป็นทุกข์
เท่านี้ก็เป็นการรวบรวมกำลังบุญมาทันใช้เฉพาะหน้าแล้ว
แต่ถ้าบอกว่าไม่ไหว ฝืนรู้สึกนึกคิดดีๆกับพ่อแม่ไม่ได้จริงๆ
ก็ยังมีแผนสำรองเหลืออยู่ครับ ยังไม่ต้องกลัว
พุทธศาสนาชี้แหล่งขุมทรัพย์ไว้เยอะ

เอาของติดตัวมาใช้
ให้คุณนึกว่าตอนนี้กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
ถามตัวเองว่าลมหายใจนี้เป็นของคุณหรือของอะไร
จะค่อยๆเห็นว่าลมหายใจเป็นสมบัติของความแตกพัง
ขาเข้าก็ไม่เที่ยง ขาออกก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ยาวเดี๋ยวก็สั้น
เป็นเพียงภาวะธรรมชาติพัดเข้าพัดออกไม่ต่างจากลมอื่นๆ
คุณจะเกิดความรู้สึกว่าใจคลาย วาง ว่างจากความถือมั่น
ไม่รู้สึกว่าลมหายใจเป็นบุคคล เป็นตัวชายหญิง
อย่างน้อยก็จะเกิดเป็นอาการทางจิตปลอดโปร่งขึ้นมาชั่วขณะ

นั่นแหละ ถ้าซ้อมนึกไว้จนชำนาญ พอถึงเวลาใช้จริง
มันจะกลายเป็นดวงธรรมชั้นเลิศ
ตีตั๋วเข้าสวรรค์หรือถึงนิพพานกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงมาก
เหมือนสมัยพุทธกาลที่เมื่อมีพระคอยบอกทางตาย
ท่านให้ระลึกไปเรื่อยๆว่ากายนี้ ใจนี้ มีอะไรบ้างที่เที่ยง
เมื่อจิตของเรานึกได้ว่าไม่มีอะไรสักอย่างที่เที่ยง
ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของเรา
และกระทั่งไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นตัวเราจริง
เมื่อนั้นจิตก็ปล่อยหมด เป็นอิสระจากอุปาทาน
พลังหนักแน่นของจิตก่อนตายที่ช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
จะรวมกระแสที่เคยซัดส่ายให้ผนึกถึงฌาน สว่างโพลงโล่งรอบ
ปิดกั้นทางไปอบายภูมิโดยเด็ดขาด

สรุปแล้ว จะนึกถึงอะไรก็ตาม
ขอแค่ซ้อมนึกอยู่ทุกวันว่าถ้าต้องตายไม่ดี
เราจะนึกถึงสิ่งดีอันใด
ให้เกิดความอบอุ่นใจได้เร็วๆ
คุณจะไม่กลัวเลย ว่าต้องตายท่าไหน

การเดินทางข้ามภพนั้น
แตกต่างจากการเดินทางข้ามประเทศมาก
คุณไม่ต้องเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองกันยาวๆ
ถ้าจิตดี มีความสว่างใส
ก็เป็นตราประทับเข้าเขตสวรรค์ในตัวเองกันเลย
ช่วงก่อนจิตจะดับ จะมีอาการทบทวนชีวิต
ถ้าจิตมีกำลังดี
ก็จะเหมือนคุณนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาขณะอารมณ์ดี
จำได้แต่เรื่องดีๆที่สร้างไว้
ราวกับไม่เคยก่อกรรมชั่วมาก่อนเลย
พลังของกรรมดีที่นึกได้แบบไหลมาเทมานั่นเอง
จะไม่ทำให้คุณสะทกสะท้าน
มีแต่รื่นเริง มีแต่อยากพุ่งไปข้างหน้า
ไม่เหลียวกลับมาดูข้างหลังแบบอิดออดอาวรณ์ใดๆอีก

ดังตฤณ
เมษายน ๕๔
ที่มา http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=579:2011-04-20-16-09-17&catid=34:lite-talk&Itemid=59


บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!