แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
13 พฤษภาคม 2021, 19:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 8 9 [10]
 91 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:18 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - จะทำอย่างไรให้รู้สึกดีกับตนเองได้คะ
เนื่องจากดิฉันเป็นคนจริงจังกับชีวิต จึงมักจะเครียดและวิตกกังวล
บางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็กที่ผ่านมา
ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด
ถ้าเป็นอย่างนี้ต้องเจริญสติให้รู้สึกผ่อนคลายใช่หรือเปล่าคะ




ตอบ – วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง
คือเห็นว่าตัวเองเนี่ยมีความก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางใดทางหนึ่งนะ
หรือไม่ก็ตัวเองเนี่ยมีประโยชน์กับชาวโลกในทางใดทางหนึ่ง

ถ้าไม่อย่างนั้นนะคนเราไม่มีทางรู้สึกดีกับตัวเองนะ
ต่อให้ได้ไปได้เหรียญทอง หรือว่าไปสอบได้ หรือว่าทำงานได้
หรือว่าได้เงินได้ทองอะไรมาแค่ไหนก็ตาม
มันจะเป็นความรู้สึกแค่วูบๆ วาบๆ ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองอย่างแท้จริง
ลองนึกดูนะ ถ้ามีใครบอกว่าคุณเป็นคนโชคดี
กับอีกคนหนึ่งบอกว่าคุณเป็นคนมีค่า
ความรู้สึกแบบไหนที่จะทำให้เรารู้สึกดีได้กับตัวเองจริงๆ
ความโชคดีนี่มันได้มาไม่ใช่ด้วยความพยายาม
มันไม่ใช่ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล ไม่ใช่ด้วยการก่อกรรม
แต่เป็นด้วยอะไรก็ไม่รู้ คนเราเนี่ยมันระลึกชาติไม่ได้
มันก็ไม่รู้ว่าบุญมาจากไหน ลาภมาจากไหน
ที่บุญหล่นทับเนี่ย ที่ส้มหล่น หรือว่าที่ถูกลอตเตอรี่อะไรต่างๆ เนี่ย
มันมาจากไหนก็ไม่รู้ มันไม่ได้ใช้ความพยายาม มันไม่ได้ใช้คุณค่าของตัวเอง

แต่ถ้าหากว่าจิตใจของเรา จิตวิญญาณของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
มันสามารถให้อภัยคนได้
มันสามารถสร้างค่าให้ตัวเองด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่นได้
วันหนึ่งเมื่อมีใครจะระลึกถึงเรา เมื่อเราจากไปแล้วเนี่ย
เขาจะพูดว่า เออ นี่คุณคนนี้นะช่วยให้ชีวิตฉันดีขึ้น
คุณคนนี้นะช่วยให้ฉันพ้นจากความยากลำบาก
คุณคนนี้นะให้อภัยฉันทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจ
อยากจะให้อภัยคนอื่นบ้าง มองโลกในแง่ดีขึ้นได้
อย่างนี้เนี่ยนะคือมันเป็นความทรงจำดีๆ ที่ถูกทิ้งไว้ในโลก
มันมีค่ามากกว่ากัน มันมีค่ามากกว่าความโชคดี

 ทีนี้มองกลับกันอย่างคุณบอกว่ามันเหมือนกับถูกทอดทิ้งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
อันนี้ก็คือความโชคร้าย ความโชคร้ายมาจากไหนไม่รู้
เราจำไม่ได้ เราระลึกชาติไม่ได้ว่าเคยไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกทอดทิ้ง
แต่เราสามารถมองออกว่า ความโชคร้ายเนี่ยมันไม่ได้แย่ไปกว่า
การที่เรางอมืองอเท้า ที่จะหมกจมอยู่กับความเศร้า
งอมืองอเท้าที่จะทำประโยชน์เฉพาะให้กับตัวเอง ไม่ทำประโยชน์ให้คนอื่นนะ
ความโชคร้ายนั้นมันยังดีซะกว่าการที่เราหมกจมอยู่กับความเศร้าไปเปล่าๆ
ถ้าหากว่าเราแค่จะเจริญสติเพื่อให้ความหมกจมนั้นมันถอนออก
นี่แค่นี้เรามีค่าขึ้นแล้ว มันจะรู้สึกดีกับตัวเองแล้ว
ว่าเกิดมาเนี่ยโชคร้าย แต่ชีวิตนี้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีได้
มันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่นะ



มันเป็นอะไรที่ดีกว่าคนที่เขามีความสุขอยู่แล้ว
แล้วเขาก็มาสร้างความสุขต่อยอดให้กับตัวเอง
เพราะคนที่มีความสุขแล้วมามีความสุขเพิ่มเนี่ย มันดูเหมือนง่าย
แต่คนที่เกิดมาไม่มีความสุข
แล้วสามารถทำให้ตัวเองมีความสุขได้ ทำให้คนอื่นมีความสุขได้
เคยถูกทอดทิ้งแต่เราไม่ทอดทิ้งใคร
เคยต้องให้กำลังใจตัวเอง ไม่มี ไม่ได้รับกำลังใจจากคนอื่น
แต่มีความสามารถที่จะให้กำลังใจคนอื่น สามารถที่จะให้กำลังใจตัวเองได้
คนแบบนี้ไม่ใช่หาง่ายๆ และมันเกิดขึ้นได้เพียงเราตั้งใจที่จะเป็นไปแบบนั้นนะ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cq1Mr8

 92 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:16 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - อยากถามเกี่ยวกับการสวดมนต์ครับ ว่าเวลาสวดควรตั้งใจอย่างไร
สวดแบบไหน มีคำแปลหรือไม่และควรสวดบทใดบ้างครับ



ตอบ - ควรสวดอิติปิโสบทเดียวเลยนะ
เพราะอิติปิโสเป็นบทที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เอง เป็นพุทธพจน์นะครับ
แล้วก็โดยภาษา ลักษณะของภาษาเนี่ย
ก่อให้เกิดความรู้สึกเยือกเย็น ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี
เนื้อหาของบทสวดก็เป็นสิ่งที่จะบอกความเป็นพุทธได้เช่นกัน
คือสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรมากไปกว่า
การได้เปล่งเสียงจากแก้วเสียงของเราเนี่ยให้เต็มเสียงนะ
แล้วก็บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ผู้มีพระคุณกับชีวิตของเรานะครับ ชีวิตของชาวพุทธ

สิ่งที่ออกมาเนี่ยมันก็จะเป็นกระแสสว่าง
กระแสความเมตตา กระแสความรู้สึกที่งดงาม
ไม่ใช่กระแสความรู้สึกอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น แบบใดแบบหนึ่ง
ซึ่งมันไม่ใช่กระแสแบบพุทธนะ

ถ้าอยากจะฟังรายละเอียดนะที่ผมไกด์ไว้ซึ่งมันยาวนิดหนึ่งนะครับ
ลองเข้าไปที่ http://soundcloud.com/dungtrin นี่แหละนะครับ
จะมีไฟล์อยู่ไฟล์หนึ่ง ชื่อว่า “แผ่เมตตา” นะ
คือผมจะพูดไกด์นำแผ่เมตตา แล้วก็จะมีเรื่องของการสวดมนต์
ซึ่งการสวดเนี่ย ถ้าหากสวดเป็น ถ้าหากสวดเต็มเสียงนะครับ
อาศัยแก้วเสียง เป็นตัวปรุงแต่งจิตเนี่ย
มันสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการแผ่เมตตาดีๆได้
เป็นการแผ่เมตตาชั้นดีเลย

ลองเข้าไปฟังดูนะครับ



โดย ดังตฤณ

ที่มา http://bit.ly/2cv7ysE

 93 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:12 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - หากเกิดเจ็บป่วยร้ายแรงหรือเกิดอุบัติเหตุ
จนกำลังจะตายด้วยทุกขเวทนาอย่างหนัก
ถ้าต้องการตายอย่างมีสติ
เราควรจะดูเวทนาในขณะนั้น หรือดูลมหายใจ หรือต้องทำอย่างไรครับ




ตอบ - จำไว้เลยนะสำหรับคนที่ตั้งใจจะเจริญสติตอนตายเนี่ยนะ
ตอนที่มันเข้าด้ายเข้าเข็ม จวนไปจวนอยู่นี่
คนที่เป็นไปได้จริงมีอยู่พวกเดียว คือพวกที่เจริญสติไว้ก่อน
และเจริญสติในแบบที่ใกล้เคียงกับภาวะ ณ ขณะนั้นๆ ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเราเคยเจริญสติรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก
จะเอาแต่ลมยาวอย่างเดียวลมสั้นไม่เอา มีสติเฉพาะลมยาว
อย่างนั้นเนี่ยโอกาสที่จะไปเจริญสติในขณะเข้าด้ายเข้าเข็มมันยากนะ
เพราะว่าลมหายใจในขณะเข้าด้ายเข้าเข็มน่ะ
ถ้าใครเคยผ่านมาก่อนจะรู้
ตอนตกใจ ตอนกำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ลมหายใจมันจะสั้น หรือไม่ก็กระตุกถี่ หรือไม่ก็มีความรู้สึกเหมือนกับ...
โดยเฉพาะพวกที่หายใจไม่ออกน่ะ
เป็นประเภท เป็นโรคอะไรบางอย่าง โรคหัวใจหรือว่าโรคหลายๆ โรค
อย่างตอนนี้ที่ระบาดกันเยอะแยะเลย พวกที่หายใจไม่ออกตอนนอน
ภาวะที่หายใจติดขัดขณะนอนหลับ
บางคนก็ไหลตายไปเลย บางคนก็จวนอยู่จวนไป
นี้พูดจากประสบการณ์ตรง เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน


ถ้าหากว่าเราไม่ได้เจริญสติ แบบที่จะดูลมหยุดหรือว่าดูลมหายใจสั้นไว้ก่อน
พอเกิดภาวะแบบนั้นเนี่ย มันเป็นไปไม่ได้เลยที่สติจะเกิดขึ้น
ถ้าเราจะไปเจาะจงดูลมหายใจนะ
แต่ถ้าหากว่าตอนกำลังตื่นอยู่ ตอนกำลังดีๆ อยู่เนี่ย เราฝึกดูแบบครบสูตร
ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสแนะไว้ในอานาปานสติสูตรเนี่ยนะ
ก็คือ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ลมหายใจยาวก็รู้ ลมหายใจสั้นก็รู้
รู้ไปทุกสภาพของกองลม ไม่ว่ามันจะดีไม่ดี
มันจะหยาบหรือละเอียด มันจะยาวหรือมันจะสั้น
เราดูหมดเราตามหมด เราเห็นหมด เห็นความไม่เที่ยง
แล้วก็รู้ว่าลมหายใจเนี่ย กองลมทั้งปวงเนี่ยมันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่ธาตุลม
ตรงนี้แหละที่มันจะมีสิทธิ์เวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเนี่ย
ไม่ว่าจะกำลังอยู่ในภาวะลมหายใจแบบไหน
มันสามารถเจริญสติ มันสามารถจุดชนวนสติขึ้นมาได้ทั้งหมด

แล้วจิตที่เคยชินกับการรู้สึกถึงลมหายใจทั้งปวง
มันจะมีความไวมากเลยนะ มันจะสามารถเห็นทันทีว่า
ณ ขณะนั้นภาวะลมหายใจของเรากำลังเป็นอย่างไรอยู่
หรือถ้าไม่พูดถึงลมหายใจมาพูดถึงเวทนาก็ได้
อย่างคนที่เจ็บพะงาบๆ ใกล้จะอยู่ใกล้จะไปเนี่ย
มักจะมีความทุรนทุรายทางกาย มีความกระสับกระส่ายทางกาย
หรือไม่ก็มีความอึดอัด มีความทุกข์ มีความเจ็บปวดบางอย่าง
ที่มันเหมือนกับมนุษย์มนาเขาไม่สามารถที่จะดูกันได้
แต่ถ้าหากว่าเราเคยผ่านมาก่อน
คืออย่างเช่นความเจ็บเล็กๆ น้อยๆ โดนยุงกัด โดนมดกัด
หรือว่าเวลาร้อนเร่าขึ้นมา เราดูอาการกระสับกระส่าย
นี่อย่างนี้เรียกว่าผ่านการเจริญสติดูทุกขเวทนามาก่อน
แล้วสามารถเอาไปแอพพลายด์ได้ เอาไปใช้ได้กับขณะใกล้ตาย

ลองดูตามความเป็นจริง
เวลาคนเกิดความทุกข์ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจ
มันมักจะหาทางหนีไปสู่ความสุข
ยกตัวอย่างเช่น อากาศร้อนขึ้นมา
ไม่ดูหรอกครับความกระสับกระส่ายทางกาย หรือว่าความกระสับกระส่ายทางใจ
แต่จะถามหาแอร์ทันที หรือไม่อย่างขั้นต่ำก็ต้องพัดลม
ต่อให้เคยเจริญสติมาแค่ไหนก็เถอะ ลองดูเถอะใจของคนน่ะ
มันไม่อยากจะดูหรอกความร้อน ความกระสับกระส่ายกายกระสับกระส่ายใจ
มันอยากจะหาแอร์ก่อน ใจมันพุ่งไปหาความเย็นก่อน
แต่ตอนจะตายเนี่ยนะ ถ้าเกิดความเร่าร้อนขึ้นมา ถ้าเกิดความกระสับกระส่ายขึ้นมาเนี่ย
มันเรียกหาแอร์ไม่ได้นะ ถ้าไม่ฝึกสติไว้ก่อน
มันไม่มีความเคยชินที่จะเข้าสู่ภาวะสำรวมใจให้มีสติขึ้นมาได้
เป็นไปไม่ได้เลย ต้องเคยผ่านมาเท่านั้นนะ

คำแนะนำ สรุปคำตอบก็คือว่า
จะดูลมหายใจหรือว่าจะดูเวทนาเนี่ยไม่สำคัญในขณะตาย
แต่สำคัญตรงที่ว่าตอนเรากำลังดีๆ อยู่เนี่ย
เราเคยฝึกเจริญสติเห็นลมหายใจในทุกๆ สถานการณ์ไว้บ้างหรือเปล่า
เราเคยเจริญสติเห็นทุกขเวทนาในทุกๆ สถานการณ์ไว้บ้างหรือเปล่า
ถ้าหากว่าในขณะดีๆ อยู่ เราดู ดูมันหมด จะลมหายใจ จะเวทนา จะสภาพจิต
ดูครบสูตรตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ให้ดูในสติปัฏฐาน ๔
นั่นแหละเรียกว่าเป็นคนที่เตรียมตัวตายไว้พร้อมแล้ว

ต่อให้ไม่คิดนะว่านั่นคือการเจริญมรณสติ
ต่อให้ไม่คิดว่านั่นคือการพยายามที่จะเอาตัวรอดให้ได้ในขณะตายแบบฉุกเฉิน
ถ้าคุณเจริญสติปัฏฐาน ๔ เป็นนักเจริญสติจริงๆ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้
ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเตรียมตัวตายแล้วนะครับ

 

โดย ดังตฤณ

ที่มา http://bit.ly/2cmeBAU

 94 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:18 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
เหตุใดหลังจากนินทาบางคนเสร็จแล้วรู้สึกเฉยๆ
แต่นินทาอีกคนเสร็จกลับฟุ้งซ่านจัด?

ข้อเท็จจริงก็คือ
คุณไม่ได้ใช้แค่ความคิดและคำพูดในการนินทา
คุณยังใช้ ‘จิต’ ไปในการนินทาด้วย

นี่เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก
และคนส่วนใหญ่ก็ไม่เฉลียวใจสังเกต
จิตที่หวังดี มีความงดงาม
จิตที่คิดนินทาว่าร้าย มีความร้าย
จิตที่ใส่ร้ายป้ายสี มีความสกปรก

จิตของบุคคลที่เป็นเป้าหมาย
ก็มีความใหญ่เล็กไม่เท่ากัน
แล้วก็มีความสะอาดสกปรกแตกต่างกัน
คนสุจริต รักษาศีล ไม่เบียดเบียนใคร
ใจจะกว้างใหญ่และสะอาด
เป็นธรรมชาติที่ปราศจากภัยเวรทางกาย วาจา ใจ
ส่วนคนทุจริต เป็นผู้ทุศีล ชอบเบียดเบียนกัน
ใจจะแคบเล็กและสกปรก
เป็นธรรมชาติที่เต็มไปด้วยภัยเวรทางกาย วาจา ใจ

หากเอาความสกปรกร้ายกาจของใครมาพูดถึง
ด้วยเจตนาป้องกันไม่ให้คนใกล้ตัวเข้าไปพัวพัน
อันนั้นถือเป็นเจตนาดี จึงไม่มีโทษเท่าใด
โดยเฉพาะเมื่อแจ้งให้ทราบพฤติกรรมร้ายเฉพาะที่รู้
พอพูดเสร็จก็รู้สึกเฉยๆ เกือบๆเสมอตัว
ไม่ได้ว้าวุ่นใจไปกว่าเดิม

แต่แม้นินทาว่าร้ายคนเลวจริง จิตสกปรกจริง
ถ้าเจตนาเอามัน ไม่ใช่เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนพ้องรู้ทัน
อย่างนั้นเท่ากับเอาความเลวทางจิตของเขา
มาเปื้อนจิตตัวเองเป็นมลทินไปด้วย
จึงหลีกเลี่ยงที่จะฟุ้งซ่าน กระวนกระวายกว่าปกติไม่ได้

ยิ่งหากนินทาว่าร้ายคนที่ไม่มีภัยเวรกับใคร
ไม่มีแม้ใจอยากเบียดเบียนใครตอบ
ก็เหมือนทำพื้นที่สะอาดให้กลายเป็นสกปรก
จิตของผู้นินทาย่อมสกปรกขึ้นเป็นทวีคูณ
รู้สึกฟุ้งซ่านจัด หรือกระทั่งรู้สึกเหม็นเน่า
ราวกับอยู่ดีๆ เอาจิตไปหมักในถังส้วมเสียอย่างนั้น

กรรมทางวาจา
ปรากฏที่จิตเป็นสำคัญในทันที
ไม่ต้องรอชาติหน้ามาพิสูจน์
ยิ่งสะสมวจีทุจริตมากขึ้นเพียงใด
ใจยิ่งฟุ้งซ่านไม่เป็นสุขมากขึ้นเท่านั้น


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1xuOgJN

 95 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:17 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ระหว่างนานๆโกหกทีแบบจังๆ
กับบิดเบือนโน่นนิดนี่หน่อยทุกวัน
อันไหนมีผลให้ความจำผิดเพี้ยนมากกว่ากัน?
การเปลี่ยนดำเป็นขาว ซ้ายเป็นขวา
ผิดเป็นถูก ทำเป็นไม่ทำ
ซึ่งใจรู้อยู่ว่าไม่ตรงกับความจริงอย่างสิ้นเชิง

การสแกนสมองพบว่า
ทำให้สมองทำงานหนักขึ้นสามส่วน
ส่วนแรก คือส่วนของการดึงความจำเก่าขึ้นมา
แล้วสร้างมโนภาพลวงขึ้นแทรกซ้อน
ส่วนที่สอง คือส่วนการคิดลวง
เพื่อกดทับการคิดจะพูดความจริงเอาไว้
ส่วนที่สาม คือส่วนอารมณ์กระวนกระวาย
อันเป็นธรรมชาติของอารมณ์หลอกลวง

ถ้านานๆโกหกที
คุณจึงรู้สึกแย่ รู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ
เพราะสมองทำงานหนักผิดปกติ
แถมมีการสับภาพความจริงกับภาพหลอก
แบบที่ต้องเข้าช่องความทรงจำถาวร
คือเล็งให้แม่นว่าภาพหลอกต้องเกิดกับใคร
เมื่อพูดคุยกับเขาอีกเกี่ยวกับเรื่องที่หลอกไว้
นี่เอง เป็นเหตุให้คนเราไม่ชอบโกหก
ถ้าคนฟังไม่ได้มีความหมายมากพอ
ก็ไม่อยาก ‘ออกแรงมุสา’ ให้เปลืองพลังงานเปล่า

แต่การสอดแทรก ‘ความเห็นส่วนตัว’
เข้าไปในความจริงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ชนิดจงใจตีไข่ใส่สี หรือจับแพะชนแกะ
ด้วยความมุ่งหวังให้ผู้ฟังเข้าใจคลาดเคลื่อน
หรือกระทั่งเอาคำพูดของเจ้าตัวมาทั้งหมด
แต่ดัดแปลงน้ำเสียงเสียใหม่
จากมีหางเสียงเป็นห้วนกระชาก
เพื่อให้คนฟังนึกว่าเจ้าตัวอยู่ในอารมณ์เดือด
ทั้งที่เจ้าตัวอยู่ในอารมณ์ดี
อย่างนี้เรียกว่าตั้งธงไว้
จะให้เกิดความเข้าใจผิดกัน
เพื่อผลที่ตัวเองต้องการ

พอพูดบิดเบือนทำนองนี้ทุกวัน
จนกระทั่งสมองทำงานแบบ ‘สับขาหลอก’ เป็นปกติ
สมองของคุณจะทำงานซับซ้อน
กระทั่งแยกไม่ออกว่าความทรงจำไหนกันแน่
ที่ตรงกับความจริงบริสุทธิ์
เหมือนทุกความจริงมีสิ่งแปดเปื้อนปลอมปนไปหมด
เนื่องจากคิดลวงซ้อนคิดจริง
ถักทอสอดแทรกไปด้วยกันจนไม่ต้องออกแรงกดทับ
แล้วก็ไม่มีความกระวนกระวาย
เนื่องจากมีข้ออ้างกับตัวเองว่า ‘ก็ตูพูดจริงอ้ะ!’

สรุปคือบิดเบือนนิดผิดเพี้ยนหน่อยทุกวัน
มันกลายเป็นความทรงจำเบี้ยวๆขนาดมหึมาได้
ถ้ามีคนใกล้ตัวที่คุณรู้ว่าเป็น ‘จอมบิด’ อยู่
ก็จะพบได้หลายครั้งว่าเขา ‘จำสับสน’
แยกไม่ออกว่าอันไหนเกิดขึ้นจริงๆข้างนอก
อันไหน ‘เหมือนเกิดขึ้นจริง’
ในมโนของเขาล้วนๆกันแน่

ก็ขนาดยังไม่ตาย
ความจำยังเพี้ยนได้ตามวิธีคิด
ตายแล้วจะมีชะตาใหม่
ถูกใส่ไคล้ให้ชีวิตเบี้ยวบิดแค่ไหน
ก็คงไม่น่าแปลกใจเลย
สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
โทษสถานเบาของนักมุสา
คือถูกใส่ไคล้ให้ชีวิตผิดปกติได้ไม่เลิก

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1C0diMh

 96 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:15 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
อารมณ์โกรธตอนขับรถ
เกิดจากผีสิง เปรตดลใจ
หรือเป็นอาถรรพณ์ลี้ลับอย่างไร
ทำไมคนเคยใจเย็น
จึงใจร้อน ด่วนด่า ด่วนชกต่อย
หรือกระทั่งด่วนยิงกันตายกลางถนนได้?

หากคุณเคยพบพานประสบการณ์จำพวก
ทำเรื่องขี้หมาให้กลายเป็นฟืนเป็นไฟ
ประเภทแค่จอดรถข้างฟุตบาทขวางทางหลัก
ประเภทยื่นหัวรถล้ำออกมานอกเขตยูเทิร์นเกินไป
ประเภทมาทีหลังแต่ขอตัดหน้าแซงคิวก่อน
แล้วคุณอยากลดกระจกลงมาด่าสาด
ทั้งที่ตอนอยู่บนดินนอกรถ
เคยโดนคนเอาตัวเข้าขวางทาง
เคยโดนคนเดินแซงหน้า
เคยโดนคนกระทบกระทั่ง
ก็ไม่เห็นจะมีอารมณ์หุนหันพลันแล่นได้ขนาดนั้น
นั่นแหละ แปลว่าคุณรู้จัก ‘อารมณ์คนขับ’
ที่แตกต่างจาก ‘อารมณ์ตัวเอง’ มาบ้างแล้ว

หากเจริญสติ
สติที่เจริญแล้วจะเปิดโปงเรื่องลึกลับ
ให้กลายเป็นเรื่องโจ่งแจ้งไปในทันที
ไม่ใช่ผี ไม่ใช่เปรต ไม่ใช่อาถรรพณ์นอกตัว
แต่เป็นอัตตาธรรมดาๆนี่แหละ ที่เป็นเหตุ

ถ้าไม่เคยสังเกต ลองสังเกต
ผู้หญิง ใส่รองเท้าส้นสูง
อัตตาจะเหมือน ‘สูงขึ้น’
ผู้ชาย ใส่ชุดเต็มยศ
อัตตาจะเหมือน ‘พองขึ้น’
พูดง่ายๆว่าแค่ เสื้อผ้า หน้า ผม บางๆ
ก็ทำให้จิตถูกปรุงแต่งไปว่า
สูงขึ้น พองขึ้น ได้แล้ว
ยิ่งหากใครเคยมีประสบการณ์ใส่ชุดเกราะหนาๆ
ก็จะยิ่งเข้าใจว่ามันทำให้
รู้สึกมีอัตตาที่แข็งแกร่งกว่าปกติไปได้

รถราก็ทำนองเดียวกัน หรือยิ่งกว่านั้นอีก
อัตตาของเราถูกปรุงแต่งไปตามสภาพรถที่เราควบคุม
โดยความเป็นรถ มันใหญ่กว่าตัวเรา
มันพุ่งไปได้เร็วกว่าขาเรา
แล้วมันก็แข็งแกร่งกว่าร่างกายของเรา
เมื่อเราควบคุมมันอยู่
เราจึงรู้สึกถึง ‘อัตตาของรถ’
ที่ใหญ่กว่า แรงกว่า แกร่งกว่า อัตตาของเราอยู่ตลอด

มีข้อพิเศษแยกย่อยไปกว่านั้น
หากเป็นรถที่มองได้จากมุมสูงกว่าชาวบ้าน
สายตาเราจะเห็นรถชาวบ้านเป็นเต่าเตี้ยไปหมด
หากเป็นรถแพง ให้สัมผัสภายในหรูหรา
พอมองออกไป รถชาวบ้านจะกลายเป็นกระป๋องผุไปหมด

ในทางกลับกัน หากรถของเราให้ความรู้สึก ‘กระจอก’
เราอาจเก็บกดและเกิดอุปาทานอยู่ลึกๆว่า
สายตาภายนอกมองมาอย่างเหยียดหยาม
คนทั้งถนนเห็นเราเป็นเบี้ยล่างกันไปหมด

ถ้าอยู่ในภาวะขับขี่ปกติก็เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ
เหมือนเราเป็นตัวเดิม คิดอ่านแบบเดิม
แต่พอเกิดเรื่องหรือมีสิ่งผิดปกติขึ้นมา
‘อัตตาของรถ’ จะขับดันโทสะให้แรงขึ้นกว่าอัตตาของเรา

ผู้เจริญสติเพียงระลึกว่า
เมื่อใดตัวอยู่หลังพวงมาลัยรถ
เมื่อใดเท้าเหยียบคันเร่งรถ
เมื่อใดสายตามองออกไปนอกรถ
เมื่อนั้นจิตพร้อมจะถูกรถห่อหุ้มให้เกิดอุปาทาน
ประเภทชอบพุ่งไปข้างหน้า ไม่ชอบหยุด
หรือประเภทข้าใหญ่กว่า อย่ามองข้าด้อยกว่า
ซึ่งอาจแตกต่างไปจากอัตตาเดิมๆมาก

เมื่อเห็นอัตตาของรถชัดขึ้นทุกวัน
พอโทสะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเมื่อใด
จะได้รู้สึกว่า ‘นั่นไม่ใช่เรา’
ไม่ถือเอาโทสะนั้นเป็นอารมณ์ของเรา
แต่เป็นโทสะของรถ เป็นโทสะของเหล็กไป
ใจจะมีสติกว่าเดิม กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเล็กๆของเรา
และเป็นตัวของตัวเองเร็วขึ้นได้

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1NCbEsG

 97 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:08 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
แต่ละคนมีความผิดที่ย้อนคิดแล้วเสียดแทงแสลงใจ
ตอนทำลงไปไม่รู้ว่ามันผิด ตอนย้อนคิดถึงรู้สึกว่าน่าอาย
คล้ายสะกิดแผลที่ซุกไว้ให้ปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาอีก
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด
คิดกี่ทีก็เป็นทุกข์ อยากย้อนกลับไปแก้ก็ย้อนไม่ได้แล้ว
คนอื่นได้ยินไปแล้ว ใครๆก็เห็นหมดแล้ว

เรื่องบางเรื่อง อาจเกิดขึ้นในวัยเด็ก
แต่ถ้าทำให้รู้สึกผิดแรงๆ หรืออับอายขายหน้ามากๆ
คุณจะไม่ลืม แม้เวลาผ่านไป อายุมากขึ้นเพียงใดก็ตาม
นั่นก็เพราะความทุกข์ไม่มีวัย ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีหน้าตา
มีแต่ระดับความแรงมากพอจะทำให้ฝังใจจำหรือไม่

เมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งกระตุ้นให้นึกถึงเรื่องเก่าๆ
แล้วเกิดความทุกข์ร้อน กระสับกระส่าย
รู้สึกผิด หรือเหมือนตัวตลก
อับอายขึ้นมาราวกับเรื่องเพิ่งเกิดหยกๆ
ขอให้ทราบว่า นั่นคือ ‘ปม’ ที่ไม่มีทางแกะออก
มีทางเดียวคือคุณต้องใช้ประโยชน์จากมัน

ก่อนอื่นอาจพิจารณาดูว่า
ความผิดพลาด หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นๆ
ยืนพื้นอยู่บนจิตใจหรืออารมณ์ประมาณไหน
เช่น อารมณ์คึกคะนองอยากกลั่นแกล้ง
อารมณ์เจ็บใจอยากเอาคืน
อารมณ์อยากอวดบ้า กล้าเด่นดัง
อารมณ์เห็นแก่ตัวอยากหลอกลวง
อารมณ์อยากเผยใจ ไม่สามารถทนเก็บ
อารมณ์เพศที่อดไม่ได้
อารมณ์หิวเงินจนหน้ามืด
อารมณ์ปล่อยใจอยากเพ้อพล่ามพูดไม่คิด
หรือเป็นอารมณ์ปกติ
แต่ไม่รู้ว่าพูดแล้วจะเข้าใจผิดกัน
ไม่รู้ว่าทำแล้วจะเกิดความเสียหาย เป็นต้น

เมื่อเห็นอารมณ์อันเป็น ‘รากฐานของกรรม’
ให้พิจารณาต่อไปว่า
อารมณ์แบบนั้นยังคงมีอยู่ในเราไหมในวันนี้?
ตอบให้ตรง ตอบให้ชัด
ถ้ามีก็ตอบตัวเองว่ามี เพื่อให้เกิดวูบความรู้สึกว่า
ตัวเดิมที่เคยผิด เคยน่าอาย มันยังคงอยู่
และอาจแผลงฤทธิ์
เพิ่มเรื่องผิด เพิ่มความน่าอายขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้
คุณจะมีแก่ใจคิดแก้ คิดเปลี่ยน
คิดต่อสู้ คิดต้านทานกับมัน
ไม่ต่างจากศัตรูร้ายที่ต้องกำจัด
ไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามเสียดแทงใจกันอีก

แต่ถ้าตัวเดิมที่เคยผิด เคยน่าอาย มันหายไปแล้ว
คือ อารมณ์แบบนั้นไม่หลงเหลือ
ไม่มีผิด ไม่มีพลาด ไม่มีพลั้ง ไม่มีเผลอเช่นนั้นอีกแล้ว
ก็ให้บอกตัวเอง อาจแค่คิด
หรืออาจหาญเปล่งเสียงออกมาทางปากชัดๆว่า
"เป็นคนละตัวกันแล้ว ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว"
คุณจะได้เกิดวูบความรู้สึกว่านั่น เป็น ‘อนัตตาที่หายไป’
เหลือแต่ ‘ความทรงจำที่ยังเตือนอยู่’
ทว่าความทรงจำดังกล่าว ก็ไม่ใช่ ‘กรรมใหม่’ อีกต่อไปแล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องต้องน่ารู้สึกผิดหรือรู้สึกอายอีกแล้ว

ตัวตนของคุณมีสองภาครบกันอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
‘ความไร้สติที่เป็นอดีต’ กับ ‘ความมีสติที่เป็นปัจจุบัน’
หากความมีสติที่เป็นปัจจุบันชนะ ใจคุณจะสงบสุข
แต่หากความไร้สติที่เป็นอดีตชนะ ใจคุณจะทุกข์ร้อน

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1CrGbo6

 98 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:07 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
‘อภัย’ มีหลายแบบ
แต่ละแบบช่วยใจโล่งสบายได้ต่างกัน
เจือจางบาปได้ต่างกัน
เป็นฐานให้ต่อยอดพัฒนาจิตได้ต่างกัน

โดยย่นย่อ ระดับของการอภัย
ยกระดับจิตได้หลายชั้น หลายภูมิ
มีผลต่อสายโซ่ภัยเวรต่างกัน
ทั้งปัจจุบันและในอนาคต

ระดับหยาบ
อยากคิดให้อภัย
แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันฝืดฝืน
แสดงว่าใจยังคุมแค้น ยังสะอาดไม่จริง
หรือให้อภัยแล้วเศร้าสร้อยหงอยจ๋อย
ดูเป็นที่สมเพชในสายตาคนอื่น
แล้วก็น่าให้รู้สึกหดหู่สำหรับตัวเอง
แสดงว่าใจยอมแพ้ แค่ไม่อยากต่อสู้
หาใช่ ‘แข็งแรงพอจะอภัย’ แต่อย่างใด

ระดับกลาง
คิดให้อภัยจริง แต่กลับไปกลับมา
จู่ๆโมโหโกรธาขึ้นมาเองใหม่
แล้วย้อนกลับไปคิดให้อภัยอีก
แสดงว่าใจยังเอาแน่เอานอนไม่ได้
มีตะกอนความเกลียดชังหรือพยาบาทอยู่
พร้อมจะถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาเองเมื่อถึงเวลา
พูดง่ายๆว่า แข็งแรงพอจะอภัยจริง
แต่ก็อ่อนแอพอจะกลับมา ‘นึกแค้น’ ใหม่ได้

ระดับละเอียด
ให้อภัยแล้วยิ้มสบายหายห่วง
ให้อภัยแล้วเปล่งประกายสุขสดใส
อีกทั้งอภัยแล้วอภัยเลย ไม่กลับกลอกไปมา
แสดงว่าใจสะอาดจริง แข็งแรงจริง มั่นคงจริง
แบบนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในสายตาคนอื่น
แล้วก็น่าเบิกบานใจสำหรับตัวเองด้วย

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ที่อภัยได้ต่างระดับกัน
ก็เพราะระดับของใจต่างกัน
หรือใจเล็งเหตุเล็งผลต่างกัน

ถ้าถูกแซงคิว ถ้าโดนขวางทางรถ
แล้วคุณเกิดความโกรธเฉียบพลัน ยากจะห้ามใจ
แต่อุตส่าห์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วคิดว่า ช่างมัน
เราจะอภัย เราจะปล่อยมันไป
แต่ว่าใจและสายตายังเล็งแลอยากเอาเรื่อง
อยากกรากเข้าไปด่าทอ กระชากคอมาตบ
นี่เรียกว่าอภัยแบบแกล้งข่มใจอดทน
ไม่ให้ผลเป็นความเบากายสบายใจใดๆเลย
ชนวนความคิดเป็นกุศล แต่จิตยังเป็นอกุศลเต็มๆ

แต่ในสถานการณ์เดียวกัน
ถ้าถูกแซงคิว ถ้าโดนขวางทางรถ
สำรวจตนแล้วแน่ใจอยู่กับตัวเองว่า
คุณไม่ใช่คนมักง่ายแซงคิวคนอื่น
ไม่เคยจงใจแกล้งขวางรถคนแปลกหน้าให้รอเล่น
คุณจะเปรียบเทียบจิตเขาจิตเรา
แล้วรู้สึกชัดขึ้นมาขณะหนึ่งว่า
คุณกำลังเห็นจิตวิญญาณต่างภพ
แม้ร่างกายติดอยู่บนพื้นโลกเดียวกัน
แต่จิตวิญญาณอยู่คนละมิติ
ไม่น่าให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมิติของเขา
ไม่แม้พัวพันด้วยจิตหยาบๆระดับเดียวกับเขา
จากนั้นคุณจะหลุดจากการเกาะเกี่ยวของความโกรธ
เหมือนจิตเบ่งบานขึ้นมา ปีติเอ่ออ่อนๆ
นี่เรียกว่าอภัยแบบพิจารณาธรรมตามจริง
ความคิดเป็นกุศลจริง แล้วดวงจิตก็เป็นกุศลจริง

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ชัดว่า
การอภัย ไม่ได้หมายถึงการปล่อยไปทุกอย่าง
หลายเรื่อง หลายเหตุการณ์ในชีวิตจริง
การไม่ทำอะไรกับคนผิดเลย
คือการไม่มีกติกาอะไรเลย
มีผลให้สันดานดิบของคนเรากำเริบแรงขึ้นได้
ผิดแล้วผิดอีกเพราะนึกว่าไม่เป็นไร

การลงโทษมีหลายแบบ
ถ้าใจคุณอภัยจริงแล้วลงโทษ
ก็มักมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น
แต่หากยังคุมแค้นแล้วลงโทษ
ผลมักเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง
เช่น ถ้าเป็นความผิดสถานเบา
จิตที่อภัยแล้ว จะพูดตำหนิด้วยน้ำเสียงเจือเมตตา
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางสำนึกผิด
ส่วนจิตที่ยังคุมแค้น
จะด่าทอรุนแรงด้วยเสียงแข็งกระด้าง
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางเข้าข้างตัวเอง อยากเอาชนะ

สังเกตการลงโทษด้วยการตีของพ่อแม่แต่ละบ้าน
บางบ้านตีลูกแล้วลูกกลายเป็นเด็กก้าวร้าว
ชอบออกไประบายความรุนแรงใส่คนอื่น
นั่นเพราะพ่อแม่ตีพร้อมเสียงโกรธเกรี้ยว
ลูกจึงกลัวเกรงและโกรธเกลียดเก็บกด
แต่บางบ้านตีลูกแล้วลูกดีขึ้น ว่านอนสอนง่ายกว่าเดิม
นั่นเพราะพ่อแม่ตีพร้อมสอนด้วยเหตุผลเยือกเย็น
ลูกจึงยำเกรงและไม่โกรธเกลียด
เพราะเข้าใจอะไรๆดีขึ้น จิตใจอ่อนโยนเป็นกุศลขึ้น

หลายครั้ง ถ้าอยู่ในขณะจิตที่เปี่ยมเมตตา
แค่ลงโทษด้วยรอยยิ้มและแววตาเห็นใจ
คุณก็ทำให้ใครหลายๆคนเข่าอ่อนด้วยใจสำนึก
ไม่อยากทำผิดอีก ทั้งที่ยังไม่ทันพูดสักคำ

เมื่อใจสะอาด ปราศจากความคุมแค้น
คุณจะมองออก อ่านขาดในครั้งต่อๆไปว่า
แค่ไหน เรียกว่าอภัยยังไม่หมด หรืออภัยหมดจดแล้ว
สังเกตจากความมืดและความสกปรก
ถ้ายังโกรธ ยังเกลียด ยังพยาบาทลึกๆ
ก็รู้ว่าใจยังหวงความมืดไว้
หวงความสกปรกไว้
หวงความยุ่งเหยิงซัดส่ายไว้
อาจจะภายใต้ข้ออ้างต่างๆนานาว่าสมควรแล้ว
แต่ถ้าหายโกรธ หายเกลียด หายพยาบาทสนิท
อยู่ดีๆจะไม่นึกถึงบุคคลอันเป็นเป้าหมาย
นั่นเพราะไม่มีการหวงความมืด
ไม่มีการหวงความสกปรก
ไม่มีการหวงความยุ่งเหยิงซัดส่ายไว้อีกแล้ว
แม้จะไม่มีการพูดจากัน ไม่มีการมองหน้ากัน
คุณก็รู้อยู่กับใจว่าไม่มีอะไรตกค้าง
จิตของคุณอภัยหมดจดแล้ว


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/19uTqKE

 99 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:05 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
คนส่วนใหญ่ทราบว่าการดูถูกคนเป็นสิ่งที่ผิด
แต่แม้ไม่พูดออกมาทางปาก
ก็แอบคิดอยู่ในใจเรื่อยๆ
แล้วก็เผลอทำร้ายจิตใจกันด้วยสายตาอยู่บ่อยๆ

ยุคไอทีมีช่องทางให้ดูถูก
ได้มากกว่าสายตาและคำพูดผ่านปาก
ทั้งการใช้ภาษาเขียน ทั้งรูปล้อเลียน
ทั้งภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง
ซึ่งไม่มียุคไหนสมัยใดทำได้เท่า

เมื่อถึงยุคที่เปิดโอกาสให้แสดงความในใจได้เต็มที่
ข้อความส่วนใหญ่สะท้อนว่าใจคนคิดอย่างไรต่อกัน
และเราก็พบว่าคนส่วนใหญ่คิดต่อกันในทางไม่ดี
ส่วนใหญ่เอาความคิดของตนเป็นมาตรฐานวัดความดี
ส่วนใหญ่อยากให้บทเรียนที่เจ็บแสบกับคนอื่น
โดยไม่ค่อยคิดอยากได้แบบเรียนดีๆจากคนอื่นบ้าง

ถ้าอยากเปลี่ยนโลก
อยากให้ใครต่อใครดีขึ้นตามที่เราคิดจริงๆ
สิ่งที่ต้องเอาชนะให้ได้เป็นอันดับแรก
คือเสียงด่า และถ้อยคำดูถูกในหัวของเราเอง
เพราะมันใช้สำหรับการจุดไฟเผาทำลาย
ไม่ใช่สำหรับการจุดไฟให้แสงสว่างนำทางใคร

เพียงคุณเอาชนะเสียงด่า
เสียงดูถูกในหัวของตัวเองได้คนเดียว
ผ่านวันผ่านเดือนปีไป
โลกใกล้ตัวคุณจะค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เพราะถ้อยคำที่เลือกเขียนเป็นข้อความทิ้งไว้ในเน็ต
จะเป็นไปในทางที่ชวนให้ใครๆเห็นแง่ดีของคนอื่นบ้าง
ไม่ใช่มีแค่ข้อความร้ายๆให้อ่านกัน
ตาม ‘หน้าแสดงความเห็น’ ส่วนใหญ่เหมือนทุกวันนี้


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1BLiHaU

 100 
 เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 14:04 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ผู้หญิงไม่ได้ชอบแต่ความอบอุ่น
และไม่ใช่อยากได้แค่ที่พึ่ง
แต่ยังอยากได้ที่ระบายอารมณ์
หรือไม่ก็ใครสักคนที่เก่งพอ
จะปัดเป่าให้อารมณ์ร้ายของตนหายไป


ธรรมชาติขั้นมูลฐานของผู้หญิงนั้น
มีฮอร์โมนมากชนิดกว่าผู้ชาย
ไวกับรายละเอียดหยุมหยิมได้ยิ่งกว่าผู้ชาย
ที่สำคัญคือรู้สึกว่า ต้องทำอะไรมากกว่าผู้ชาย
แต่กลับต้องเสียเปรียบผู้ชายไปทุกเรื่อง
จึงแทบจะเป็นปมฝังใจ
ที่ผู้หญิงอยากได้ผู้ชายเป็นที่ลง ที่ระบาย
บางทีก็ถึงขั้นอยากหาเรื่องตุ้บตั้บ
หยิกข่วนกันดื้อๆแบบไม่สมเหตุสมผล


ข้อเท็จจริงก็คือ
ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ได้อยากทำตัวเป็นที่พึ่ง
ไม่ได้อยากเป็นถังขยะรองรับอารมณ์ใคร
และสำคัญคือไม่ฉลาดพอ
ที่จะช่วยให้ใครหายสับสน ขณะที่ตัวเองก็ยังงงๆอยู่


ร้ายกว่านั้นคือเพิ่งมีการวิจัย
ค้นพบว่าผู้ชายเจ้าอารมณ์กว่าผู้หญิงเสียอีก
พูดง่ายๆว่าไม่มีใครอ่อนแอทางวิญญาณกว่าใคร
ในโลกความจริงจึงไม่น่าแปลก
ถ้าจะพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่
อยากได้ความอ่อนหวานของผู้หญิง
มาช่วยเจือจางความขมขื่นในอารมณ์ตนบ้าง
อยากเห็นสีหน้าสีตาสงบงามของผู้หญิง
เพื่อช่วยละลายความรู้สึกนึกคิดอันอัปลักษณ์ของตนบ้าง


เมื่อธรรมชาติเล่นตลกให้ชายหญิงต้องจับคู่กัน
ด้วยความคาดหวังคล้ายๆกัน
โจทย์จึงไม่ควรเป็นการมานั่งแบ่งข้าง
เพื่อจ้องชี้ถูกชี้ผิดว่าข้างไหนควรทำอะไร
ข้างไหนได้เปรียบเสียเปรียบเพียงใด
ข้างไหนควรเสียสละรับผิดชอบท่าไหน
แต่ควรมาพินิจให้เห็นภาพรวมว่า
ชายหญิงเป็นภาวะต่างภพ ต่างมิติจริงๆ
จึงเข้าใจกันไม่ได้ด้วยความแบ่งแยกทางเพศ
แต่เป็นไปได้ที่จะเข้าถึงกัน
ด้วยความเสมอภาคทางกุศลจิต
เพราะจิตเป็นธรรมชาติไร้เพศ
และกุศลก็เป็นธรรมชาติด้านสว่าง
ดุจแสงที่ช่วยส่องให้เห็นกันและกันกระจ่างได้


พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพื่อจะไปด้วยกันรอด
เริ่มต้นชายหญิงพึงมีศรัทธาในทางเดียวกัน
อันนี้เราจะเห็นได้ว่า ถ้ามีศรัทธาในศาสดาองค์เดียวกัน
เราก็จับคู่ทำอะไรดีๆร่วมกันได้ง่ายขึ้น
เช่น นั่งสวดมนต์ระลึกถึงพระคุณของพระศาสดาด้วยกัน
รู้จักรสสุขสงบวิเวกเดียวกันได้บ่อยตามปรารถนา


ยิ่งสุข ยิ่งสว่าง
ยิ่งเจริญรุ่งเรืองทางจิตวิญญาณร่วมกัน
จิตต่อจิตยิ่งรู้สึกถึงความเสมอภาคมากขึ้น
แบ่งแยกหรือเกี่ยงงอนทางเพศน้อยลง
ฉะนั้น นอกเหนือจากธุระในการครองเรือนตามปกติ
กิจกรรมทางศาสนาจึงควรเกิดร่วมกันทุกวันด้วย
เช่น เป็นความเย็นใจให้กันและกันด้วยการเปล่งวาจา
สัญญาณว่าจะรักษาศีลข้อ ๓ ให้สะอาด
อาสาว่าถ้าลำบากอะไรขอให้ได้ช่วยเหลือกันเสมอ
ตลอดจนพูดคุยกัน แนะนำธรรมะดีๆให้กัน


เหล่านี้ แม้ดูเหมือนง่าย
แต่ลองแล้วจะรู้ว่าเป็นการสร้างเสาหลัก
อันได้แก่ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ไว้ในเรือน
คุณจะลืมเรื่องความแปลกแยกแตกต่างที่มีมาแต่กำเนิด
หันมานึกถึงเรื่องความกลมกลืนที่มีขึ้นด้วยการร่วมสร้าง
เป็นความอบอุ่น เป็นที่พึ่งให้กันและกัน
ช่วยเหลือกันและกันในการทำลายอารมณ์ร้าย
ไม่ใช่จุดชนวนอารมณ์ร้ายขึ้นในบ้าน
หรือขยายอารมณ์ร้ายนอกบ้านให้ลุกลามไปกันใหญ่


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1Ih9awj

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!