แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 พฤษภาคม 2021, 04:57 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
 81 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:48 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันพยายามฝึกสละออกด้วยการทำทาน
แต่ดูเหมือนใจยังไม่ค่อยยอมสละทุกข์ทิ้งไปเท่าไหร่นัก
ยังคงวนเวียนถึงเรื่องในอดีตอยู่เสมอ ทำอย่างไรจะละวางได้คะ


ตอบ - ก็มองไป อย่าเพิ่งไปเร่งรัดให้มันสละออก
อย่าเพิ่งเร่งรัดให้มันมีอาการของทานจิตเต็มสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะว่าจิตของคนเราเนี่ยต้องฝึก
แม้แต่การให้ทานก็ต้องฝึกนะ
ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะเป็นนักให้ทานขั้นแอดวานซ์กันได้
ตั้งแต่วันแรกหรืออาทิตย์แรก

ขอให้สังเกตใจไปก็แล้วกัน ยอมรับตามจริง
ตอนนี้เรารู้ใช่ไหมว่าใจมันยังไม่พร้อมสละออก
ก็เห็นไปว่าทุกครั้งที่จะหยิบยื่นอะไรให้ใครนะด้วยมือเนี่ย
มือยื่นออกไปแล้วแต่ใจเนี่ยมันจะคอยชักกลับ
เหมือนกับมีหนังสติ๊กคอยที่จะดึงมือกลับ
มันมีอาการแหนหวงอยู่ มันมีอาการรู้สึกว่าให้มากไปหรือเปล่า
มันมีอาการรู้สึกหนืดๆ ฝืดๆ อยู่
อย่างไรก็แล้วแต่นะ ให้ยอมรับตามจริงไป

อันนี้มันจะเกิดประโยชน์ พอเราสังเกตนะ
ในการให้ทานครั้งต่อๆ ไปเนี่ย
มันจะรู้เลยว่าอาการหนืดๆ อาการฝืดๆ แบบนั้นเนี่ย
ยังเท่าเดิมอยู่หรือเปล่า หรือว่ามันง่ายขึ้นสบายขึ้น
ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นว่า
เออ อาการฝืดอาการฝืนเนี่ยนะมันไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง
ยอมรับตามจริงไป เดี๋ยวมันน้อยลง เดี๋ยวมันก็กลับมากขึ้นมา
แบบนี้ได้ทั้งบุญคือการให้ทาน คือการสละออก
และบุญคือการเจริญสติ
เห็นภาวะทางใจที่มันไม่เท่าเดิม ที่มันแตกต่างไปเรื่อยๆ


นั่นแหละเราจะมีกำลังใจในการให้ทานยิ่งๆ ขึ้นไป
เพราะว่ามันเห็นชัดไง มันเห็นอาการหวง มันเห็นอาการยึด
มันเห็นว่า อ้อ นี่แค่นี้เอง แค่นี้เองเหรอที่จิตเนี่ยมันรั้งเราไว้
มันผูกเราไว้ มัดเราไว้กับกองทุกข์ กองกิเลสทั้งปวง
แค่อาการหวงแบบไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร แค่นี้เอง
ถ้าหากว่าเราเห็นจี้เข้าไปบ่อยๆ เห็นอย่างยอมรับตามจริง
เห็นอย่างไม่ได้ต้องการที่จะไปปรับไปเปลี่ยนไปแก้อะไรมันทันทีทันใด

ในที่สุดแล้วการเห็นอนิจจังของความหวง
มันจะกลายเป็นประโยชน์สองด้านขึ้นมา
ด้านแรกก็คือนะ ใจเนี่ยมันสละออกไปเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นะ
เราจะรู้สึกว่าเหมือนกับใจเนี่ยเปิดกว้าง
เราจะรู้สึกเหมือนกับปีติเนี่ยนะ เป็นสายธารที่มันหลั่งไหล
มันเอ่อขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบนะ
แล้วก็ตัวของปัญญาเองมันก็จะพัฒนา มันก็จะก้าวหน้า
เวลาที่เราไม่สามารถให้อภัยใครได้ มันก็เห็นแบบเดียวกัน
อาการหวงไว้ หวงความพยาบาทไว้ หวงความเคียดแค้นไว้
ถ้าหากว่าเห็นอาการหวงความพยาบาทไว้บ่อยๆ
ความพยาบาทมันก็คลายออก ไม่ต่างจากอาการหวงของเลย

นี่เรียกว่าเป็นการได้ทั้งบารมีทางทาน
แล้วก็บารมีทางการเจริญสติไปควบคู่กันนะครับ
แล้วเราจะเห็นเลยว่าไม่มีอะไร ไม่มีสิ่งใดนะ
ที่ทำให้เราเห็นอาการทางใจได้ชัดเจนเท่ากับการมีบุญช่วย
การให้ทานนั่นแหละคือตัวบุญ
แล้วถ้าหากว่าเราให้ทานเป็น
ในที่สุดแล้วจิตทั้งดวงเลยนะ ที่มันมีความพร้อมจะให้เป็นปกติเนี่ย
มันก็จะเป็นเนื้อเดียวกันกับจิตที่มีสติไปด้วย

 

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cM52eY

 82 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:44 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันมีนิสัยคิดมากและมักคาดหวังให้คนอื่นเลิกทำไม่ดีกับตัวเอง
ทำให้เป็นคนที่มีความทุกข์ได้ง่าย พยายามปล่อยวางแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ
จะทำอย่างไรให้อาการคิดมากไม่เลิกนี้ลดลงได้คะ




ตอบ - สรุปก็คือว่าเรามีนิสัยคิดมาก แล้วก็แคร์คนอื่นมากไป
ใจไม่ยอมแล้วก็มีอาการที่เหมือนกับ
พูดง่ายๆ อยู่กับอาการคิดมากไม่เลิกนะ
อาการคิดมากไม่เลิกเนี่ยส่วนใหญ่นะครับ มันก็เป็นความเคยชิน
มันเป็นการสั่งสมที่เรายอมรับให้มันเกิดขึ้นนะ
เรายอมให้มันมีความสำคัญ มีอิทธิพลเหนือจิตใจของเรา
ขอให้สังเกตดูเถอะ คนที่คิดมากเนี่ยนะ
วันๆ เนี่ยก็คือจะวน เหมือนใจเนี่ยจะวนเข้าไปสู่อาการคิดมากนั้น
โดยไม่อาจบังคับหรือควบคุมนะ

ถ้าหากว่าเรามองเห็นพฤติกรรมของจิต
ว่ามันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ
คือถ้ามันเป็นตัวเรา เราต้องสามารถบังคับได้
แต่นี่มันไม่ใช่ตัวเรา มันมีอิทธิพลเหนือตัวเรา
มันมีความสามารถที่จะย้อนกลับมาได้ตลอดเวลา
เรื่องที่จะชวนให้คิดมากนั้นน่ะ สังเกตบ่อยๆ
คือไม่ใช่ไปต่อต้านมันหรือพยายามจะระงับมันนะ
อันนี้เป็นยุทธวิธี ถ้าหากว่าเราไปพยายามต่อต้านมัน
แสดงว่าเรายอมรับว่ามันเป็นตัวของเรา
คือเราพยายามสั่งให้ตัวเองเลิกคิด
ถ้าเลิกคิดได้แปลว่าความคิดนั่นเป็นตัวของเรา

แต่ถ้าหากว่าเราสังเกตว่ามันเป็นแค่พฤติกรรมทางใจ
เป็นแค่ความเคยชินทางใจที่จะย้อนกลับไปคิดมาก คิดซ้ำคิดซาก
แล้วอาการทางใจนั้นไม่มีความเป็นเรา ที่เราจะไปควบคุมอะไรมันได้
ดูมัน สมมุติว่ามันมาวันละสิบครั้ง มาวันละยี่สิบครั้ง
นับไปเลยก็ได้นะ เอากระดาษมาจดมาติ๊ก (tick) ไป
ว่าวันนี้คิดมากเรื่องเดิม เรื่องคนนั้นที่เราแคร์น่ะ คนคนหนึ่งนะที่เราแคร์เนี่ย
ติ๊กไปเลย พอคิดครั้งหนึ่งคิดมากครั้งหนึ่ง ติ๊กไป
เอาจดใส่กระดาษหรือว่าจดใส่มือถือก็ได้
ขอให้เกิดการรับรู้ก็แล้วกันว่ามันเกิดขึ้นวันละกี่ครั้ง

ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้นนะ ไม่ต้องไปห้าม
ไม่ต้องไปเข้าข้างตัวเองว่านี่เป็นสิ่งที่เราจะไปควบคุมมันได้อย่างไรนะ
แต่ให้เห็น มองตามจริงเลยว่า มันย้อนกลับมาได้กี่ครั้ง
แล้วทุกครั้งที่มันย้อนกลับมา เรามีสติระลึกนะว่านี่มันกลับมาอีกแล้ว

แค่นั้นนะ แค่ระลึกว่าเนี่ยเราจะติ๊กว่ามันกลับมาอีกแล้ว
ไม่ไปทำอะไรกับมันอย่างอื่น
ในที่สุดแล้วเมื่อใจยอมรับว่ามันเป็นแค่พฤติกรรมทางใจ
เป็นแค่ความเคยชินทางใจที่มันจะกลับไปคิดมาก ที่มันจะย้อนกลับไปไม่เลิกนะ
มันก็จะฉลาดขี้น จิตจะมีความรู้สึกว่า เออ นี่ไม่ใช่ตัวเรา

คุณอาจจะต้องเห็นไปสักประมาณสิบยี่สิบครั้ง หรือสามสิบครั้ง
หรือบางทีเป็นร้อยครั้งในช่วงเวลาวันหรือสองวัน
สาระสำคัญก็คือเมื่อพยายามมองให้เห็นอย่างนี้
เห็นความจริงว่ามันย้อนกลับมาเอง เป็นพฤติกรรมของใจ
เป็นความเคยชินของใจที่ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่ใช่เราเชื้อเชิญมันมา
ใจมันจะฉลาด และเมื่อใจฉลาดเห็นว่านั่นเป็นแค่พฤติกรรมความเคยชินของใจ
มันถอนออกมาจากอาการนั้นโดยที่คุณไม่ต้องพยายาม
มันจะค่อยๆรู้สึกว่า เออ มันจะมากี่สิบกี่ร้อยรอบก็ตาม
เราแค่รู้ เราแค่ตระหนักว่าสักแต่เป็นอาการของใจ
ไม่ใช่ตัวของเรา ไม่ใช่เรื่องน่ากลุ้มใจของเรา
ตัวนี้แหละที่มันจะทำให้จิตค่อยๆ ถอนออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ


ลองดูนะ คือถ้าฟังดูเนี่ยมันอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่าจะถอนออกมาได้อย่างไร
แต่ถ้าคุณฝึกจริงๆ เนี่ย แล้วฝึกเป็นรูปธรรมเลยนะ
คือคิดครั้งหนึ่งติ๊ก ติ๊กไปเลยแล้วไม่ต้องทำอะไร
ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องพิจารณา
ไม่ต้องไปพยายามที่จะแก้ไข หรือว่าระงับยับยั้งความคิดอะไรทั้งสิ้นนะ
แค่มีความรู้สึกขึ้นมาในแต่ละครั้งจริงๆ ว่ามันมาเองนะ
ติ๊กไปๆ สิบครั้ง ยี่สิบครั้ง สามสิบครั้ง หรือร้อยครั้ง
แล้วคุณจะพบความจริงนะว่าใจมันฉลาดขึ้นได้
ขอให้ลองทำดู อันนี้ไม่ใช่คำแนะนำที่จะทำให้คุณเข้าใจเดี๋ยวนี้
แต่เอาไปลองปฏิบัติเพื่อที่จะให้เกิดผลจริง ในเวลาที่จิตมันฉลาดแล้วนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cM4lST

 83 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:40 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เวลาไหว้พระหรือทำบุญหากเราจะอธิษฐานว่า
ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าเห็น จะได้หรือไม่คะ



ตอบ – อธิษฐานอย่างนั้นก็ได้ เพื่อเป็นทิศทาง
การอธิษฐานก็เหมือนกับการตั้งเส้นทางนะว่าเราจะไปทางทิศไหน
แทนที่จะเดินดุ่ม เดินไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นะครับ
เราก็ประกันตัวเองว่าเราจะขึ้นเชียงใหม่นะ เราจะไม่ลงไปทางใต้นะ
แบบนี้นะก็เกิดความชัดเจนว่ายิ่งเดินเราก็จะยิ่งขึ้นเหนือ

อันนี้ถ้าเวลาทำบุญนะครับ
แล้วอธิษฐานว่าอยากจะได้เห็นธรรมตามที่พระพุทธเจ้าเห็น
ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้น่าตำหนิอะไร แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดด้วย
เป็นแค่เหมือนกับการบอกตัวเอง
ว่าเราจะดำเนินรอยตามพระบาทของพระศาสดานะครับ
ถ้าหากว่าจิตมีความรู้สึกอิ่ม จิตมีความรู้สึกสว่างอยู่ในบุญกุศล
แล้วก็มีการสำทับ มีการกำกับเข้าไป
เหมือนกับคนที่คอยบอกทางกับคนขับ
แล้วก็คนขับนั้นมีกำลัง
คนขับนั้นกำลังขับยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูงอยู่
ว่าให้ไปที่เชียงใหม่นะครับ
คนขับก็จะรู้สึกว่าเต็มใจพร้อมรับ
แล้วก็รถยนต์ก็สามารถจะวิ่งไป แล่นไป
ด้วยสมรรถนะที่เต็มกำลัง เต็มพิกัดของมันอยู่นะ
บุญเนี่ยมีความแรงแบบนั้นแหละ ถ้าหากว่ามีความอิ่ม มีความเต็มแล้วนะ
เหมือนกับเราได้คนขับชั้นดี แล้วก็พาหนะชั้นเลิศมา

ส่วนที่ว่าเราจะพุ่งไปทางไหน นี่แหละก็คือการอธิษฐานแบบนี้แหละ
แล้วอธิษฐานเนี่ย ต้องอธิษฐานด้วยความเข้าใจนะ
ว่าบุญนั้นไม่ได้ส่งให้เราได้เห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า
เป็นแค่ทิศทางนะ เป็นแค่ที่เราจะมั่นใจว่าเรากำลังขึ้นเหนือ
แต่การที่เราจะได้เห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า
ก็ต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ นะครับ
เจริญสติตามที่พระพุทธองค์ประทานแนวทางไว้

ถ้าหากว่าไม่ปฏิบัติ พูดง่ายๆ นะคือไม่เห็นเข้ามาในกายใจ
โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
อย่างไรๆ จะทำบุญจะอธิษฐานอีกแค่ไหน กี่กัปกี่กัลป์ก็ตามนะครับ
ไม่มีสิทธิ์ที่จะให้ได้เห็นธรรมตามพระพุทธเจ้าแน่นอน


แต่ถ้าทำตามนะก็ชาตินี้แหละ ไม่ไกลเกินเอื้อม
พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้นะ ใครก็ตามที่เจริญสติปัฏฐานเต็มที่
อย่างช้าเจ็ดปี ได้เป็นพระอรหันต์
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้เป็นพระอนาคามี

เรื่องพระโสดา เรื่องพระสกทาคา นี่ท่านไม่พูดถึงเลย
เอาว่ากันที่ความเป็นอรหันต์ ความเป็นอนาคามีกัน


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2ckW6SK

 84 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:37 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เรื่องกรรมวิบากเกี่ยวกับการทำให้เพศตรงข้ามเข้ามาหลงรัก
ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ควรระวังตัวเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อย่างไรครับ


ตอบ – ผมไม่แน่ใจว่าคำถามหมายถึงอย่างไรนะ
ผมตอบเป็นอย่างนี้ก็แล้วกันนะว่าการลวงให้เขามารัก ลวงให้เขามาหลงเนี่ย
เป็นกรรมที่จัดเข้าหมวดมุสาวาทนะ
คือไปลวง แล้วเป็นการล่อลวงด้วยราคะ
จิตนี่สองชั้นเลยนะ เป็นอกุศลสองชั้น

คือมีความปักใจแน่วเข้าไปในเรื่องของราคะ ในเรื่องของความพิศวาส
แล้วเป็นความพิศวาสในแบบล่อลวง ล่อให้หลง
โดยที่เจตนาเนี่ยอาจจะไม่ได้ชอบเขาจริงอะไรแบบนั้น
หรือบางทีมันมีความเคยชินแบบหนึ่งของชายหนุ่มหญิงสาวที่มีหน้าตาดี
ที่เสน่ห์แรง รู้ตัวว่าเป็นที่รักที่หลงของใครง่ายๆ
บางทีนะไปชายหูชายตา ไม่ว่าชายว่าหญิงนะ ทำให้คนเขาเข้าใจผิดนึกว่ามาชอบ
นี่ตัวนี้เนี่ยนะ สิ่งที่เป็นกรรมที่เกิดขึ้นทันทีเนี่ย
ก็คือการลวงล่อ กรรมแห่งการลวงล่อ ลวงเนี่ยก็คือหลอกนั่นแหละ
ใจเนี่ยไม่ได้จริงอยู่ แต่ไปแกล้งทำให้เหมือนกับมีใจแบบนั้นเนี่ย

ผลที่จะได้รับชัดๆ เลยนะครับก็คือปัจจุบันจิตใจจะเป็นคนหมกมุ่น
ฟุ้งซ่านเกี่ยวกับเรื่องของการล่อให้หลง ลวงให้ยึด
จิตเนี่ยจะมีการยึดมั่นถือมั่นสูงมาก
แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่สามารถลวงใครต่อใครให้มาหลงตัวเองได้มากๆ เนี่ยนะ
สิ่งที่เห็นในปัจจุบันก็คือใจเนี่ยจะหลงง่าย
จะมีความเซนซิทีฟ (sensitive) จะอ่อนไหวมากเลย
เห็นใครหน้าตาดี เห็นใครน่าชอบใจหน่อยเนี่ย
จะหลงยึดๆ ยึดๆ เข้าไป แล้วก็คิดฟุ้งซ่านไม่หยุด
แล้วในภายภาคหน้าเนี่ย ยิ่งถ้าหากว่าเกิดชาติใหม่จะยิ่งชัดนะ
จะเป็นคนที่ถูกหลอกลวงโดยตลอดเลย

คือพูดง่ายๆ ว่ามีรักเนี่ย ทำนายได้เลยว่าโดนหลอก
โดนหลอกใช้บ้าง โดนหลอกให้เข้าไปพัวพันกับความยึดหลงผิดๆ บ้าง
หลอกให้หลง หลอกให้รัก แล้วก็ถูกทิ้งไป อะไรแบบนี้เนี่ย
จะโดนกันเรียกว่าทั้งชาติเนี่ยไม่รู้จะทำอย่างไรจะดิ้นหลุดนะ
กรงกรรมเขามัดไว้แน่น

 
โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cWrcff

 85 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:36 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – อยากขอคำแนะนำเรื่องการสวดมนต์ว่าควรจะเริ่มจากบทไหน
และจำเป็นต้องแผ่เมตตาทุกครั้งหรือไม่
และขอให้ช่วยแนะนำวิธีเจริญสติให้หายจากความเจ็บปวดจากเรื่องในอดีต
ซึ่งบางครั้งเหมือนจะลืมได้แล้ว แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกเศร้าและเสียใจค่ะ



ตอบ - เอาตรงนี้ก่อน คำถามสุดท้ายก่อน
ที่บอกว่าบางครั้งก็รู้สึกเศร้าและเสียใจ บางครั้งก็เหมือนจะลืมได้
ตรงนี้อย่าไปพยายามให้มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นนะ
ตรงนี้เป็นจุดที่ดีมากๆ ตรงนี้เป็นจุดสังเกตที่จะเป็นประโยชน์มากๆ
จำไว้นะ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็เศร้าเนี่ย
ให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้แหละ ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้
เพื่อที่จะได้เห็นว่าไอ้ที่มันลืมได้เนี่ย ไม่ใช่เพราะเราบังคับให้มันลืม
แต่มันมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่เหมาะสม
ที่ทำให้ใจเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เหมือนจะเลือนๆ ไป


ตอนที่ลืมได้เนี่ยนะ สังเกตอาการของใจนะ
มันเป็นอิสระอยู่ มันไม่พุ่งเข้าไปหาอดีต
มันไม่เกาะเกี่ยวเข้ากับใบหน้าของใคร ไม่ย้อนไประลึกถึงน้ำเสียงของใคร
ใจเป็นอิสระอยู่ แล้วก็สามารถที่จะรู้เห็น
ว่าเรากำลังอยู่ในภาวะอย่างนี้เนี่ย
มันเป็นอย่างไร ปลอดโปร่งแค่ไหน สุขมากแค่ไหน
หรือว่ามีความรู้สึกว่าสุขแบบหม่นๆ สุขแบบปลอดโปร่งหรือสุขแบบหม่นๆ
มันสามารถสังเกตได้นะ จากอาการที่ใจไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งภายนอก
แต่บางครั้งกลับรู้สึกเศร้าแล้วก็เสียใจขึ้นมา


ตรงนี้พอเศร้าปุ๊บนะ ถือเป็นโอกาสทองเลย
คือยอมรับตามจริง อย่าไปพยายามที่จะทำให้หายเศร้า
ยอมรับตามจริงลงไปเลยว่าใจของเรามีอาการเกาะเกี่ยว มีอาการยึดแน่น
อยู่กับอะไรอย่างหนึ่งหรือใครคนหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะ มันเป็นเวลาที่ผ่านมาแล้ว ล่วงมาแล้ว
ไม่ใช่เวลาปัจจุบันแล้วแน่ๆ
ความเศร้านะ จำไว้เลยนะ ความเศร้าความเสียใจเนี่ย
ส่วนใหญ่มันไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรมากระแทกตรงๆ ณ เวลาปัจจุบันในวินาทีนี้
แต่เป็นอาการที่ใจของเรามันบังคับไม่ได้ บังคับตัวเองไม่ได้
มันพยายามพุ่งไปหาใครคนหนึ่งหรืออะไรอย่างหนึ่ง ด้วยความยึดมั่นถือมั่น


พอเศร้าปุ๊บให้บอกตัวเองเลย
นี่คือจังหวะ นี่คือโอกาสที่เราจะได้เห็น
ว่าอาการของใจที่ยึดมั่นถือมั่นหน้าตามันเป็นอย่างไร

มันจะมีความรู้สึกบีบๆ มันจะมีความรู้สึกเกร็งๆ มันจะมีความรู้สึกฝืนๆ
มันจะมีความรู้สึกเหมือนกับโหยหาอาลัยอาวรณ์อ้อยอิ่ง
อาการจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่
ให้บอกตัวเองว่านี่แหละที่เขาเรียกว่าอาการยึด
พอเราตั้งจุดสังเกตไว้ว่านี่เรียกว่าอาการยึด มันจะค่อยๆ เห็นจริงๆ นะ
เออ ใจเนี่ยมันมีอาการขมวดได้ มันมีอาการบีบรัดได้
มันมีอาการนึกถึงมโนภาพอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วเข้าไปยึดเข้าไปจับอย่างแรง
นี่เป็นโอกาสได้ศึกษา

เริ่มต้นขึ้นมาจากการยอมรับตามจริง
อย่าไปพยายามให้มันหายไปนะความเศร้าเนี่ย
แต่เห็นว่าความเศร้า ความรู้สึกเสียใจนี่มันเปลี่ยนได้
ทันทีที่เรามองเห็นว่าอาการยึดมั่นถือมั่นของจิต หน้าตามันเป็นอย่างไรปุ๊บเนี่ย
อาการเศร้าหายทันทีหรือเปลี่ยนแปลงไปทันที
จากมากกลายเป็นน้อย จากน้อยกลายเป็นไม่เหลือเลย
จะรู้สึกว่าปลอดโปร่ง เป็นอิสระขึ้นมาชั่วขณะ
แต่ความเป็นอนัตตาของจิตมันก็จะแสดงตัว ด้วยอาการหวนย้อนกลับมานึกถึงอีก
โดยที่เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าเดี๋ยวมันย้อนกลับไปแน่ๆ
ย้อนกลับมาเราก็เห็นอีก ถ้าย้อนกลับมาอีกร้อยครั้ง
เราถือว่ามีโอกาสที่จะดูอีกร้อยครั้ง
อย่าไปมองว่า แย่จัง เราทำไม่ได้สักที
การที่เรามีโอกาสฝึกอีกร้อยครั้งนั่นน่ะ
สติมันก้าวหน้าไปไม่รู้เท่าไหร่เลยนะ
อาจจะภายในวันเดียวเนี่ย
ก้าวหน้ารุดหน้าไปยิ่งกว่าคนที่พยายามฝืนบังคับตัวเองให้ลืมซะ

ที่ถามว่าจะสวดบทไหนก่อน
สวดอิติปิโสอย่างเดียวเลยนะ สวดหลายๆ รอบ
แต่ละรอบเนี่ยก็ให้สังเกตดูว่าฟุ้งซ่านมากหรือฟุ้งซ่านน้อย
ต่างจากรอบอื่นๆ แค่ไหน

รอบนี้ฟุ้งซ่านมาก รอบแรกน่ะฟุ้งซ่านมากแน่ๆ นะ
แต่รอบสองดูซิว่ามันสงบลงไหม รอบสามกลับมาฟุ้งหนักขึ้นอีกหรือเปล่า
สวดให้ได้สักสามรอบหรือเจ็ดรอบนะ เอาให้ได้ทุกวัน
จะรู้สึกเลยถึงความแตกต่างนะ
เราจะมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของอาการฟุ้งซ่านขึ้นมา

สำคัญคืออย่าไปบังคับเด็ดขาดนะ อย่าไปห้ามไม่ให้มันฟุ้งซ่าน
แต่ให้ยอมรับตามจริง เพื่อที่จะดูเพื่อที่จะเห็นว่ามันต่างไปอย่างไรนะครับ

ส่วนจะแผ่เมตตาหรือไม่แผ่เมตตาเนี่ย
จริงๆ แล้วแค่สวดอิติปิโสก็ไม่จำเป็นต้องแผ่เมตตาแล้ว
เนื่องจากว่าการสวดอิติปิโสบทนี้เนี่ยนะบทเดียวเลยเนี่ย
มันเป็นเมตตาอยู่แล้ว เป็นพุทธพจน์ที่เรามีแต่สรรเสริญ
มีแต่บรรยายสรรพคุณ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ นะครับ
มันเป็นลักษณะจิตที่แผ่ออก มันเป็นลักษณะจิตที่เปิดอยู่แล้ว


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cM3Et9

 86 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:30 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ในการฝึกรู้ลมหายใจเข้าออกนั้น
ควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่รู้สึกเหมือนเป็นการบริกรรมครับ


ตอบ - วิธีง่ายที่สุดนะก็คือให้อยู่กับลมหายใจในระหว่างวัน
ฝึกแบบที่เราจะเอาเบสิกก่อน
การฝึกแบบเอาเบสิกเนี่ยนะ คือการไม่หลับตา
แล้วก็เหมือนกับรู้ไปธรรมดาๆ เนี่ยแหละ
ว่านี่กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่ ท้องมันพองอยู่หรือว่าท้องมันยุบอยู่
เอาตามจริง เอาตามเนื้อผ้า เอาตามที่มันปรากฏอยู่ โดยลักษณะเฉพาะของเรานี่แหละ
ถ้าหากว่าเราสามารถรับรู้ในระหว่างวัน
ได้ว่านี่กำลังหายใจเข้า นี่กำลังหายใจออก อยู่ได้เรื่อยๆ นะ
จนเกิดความรู้สึกว่าเราชินที่จะรู้สึกขึ้นมาเอง
ว่านี่กำลังหายใจเข้านี่กำลังหายใจออก
มันก็จะค่อยๆ เห็นขึ้นมาในลักษณะปลีกย่อย
เช่นว่าครั้งนี้หายใจยาว เพราะว่าร่างกายมันต้องการลมมากกว่าเมื่อครู่นี้
ครั้งนี้หายใจสั้นลงเพราะว่ารู้สึกในอกมันอัดเต็มแล้ว
มันเหมือนกับลมมันเข้าไปอัดแน่น ไม่มีพื้นที่ใหม่ให้กับลมระลอกอื่น

มันจะเห็นไปเรื่อยๆ โดยที่เรายังไม่ต้องตั้งใจให้มันเป็นสมาธิ
หรือว่ามีความสงบอะไรขึ้นมาทันทีทันใดหรอก
แต่พอสะสมเบสิกของการรู้สึกถึงลมหายใจในระหว่างวันไปเรื่อยๆ แล้ว
มันจะมีผลใหญ่หลวงเลยตอนที่เรานั่งสมาธิเป็นเรื่องเป็นราว

มาหลับตานะ มาอยู่ในห้องพระ อยู่หน้าโต๊ะหมู่บูชา หรือว่าจะทำในห้องนอนก็แล้วแต่
เราจะไม่รู้สึกเลยว่านี่เป็นการบริกรรม นี่เป็นการนั่งสมาธิ
นี่เป็นการทำอะไรที่ผิดแปลกเป็นพิเศษ
เพราะเราชินแล้วกับการเห็นลมหายใจที่เข้าออกตามปกติ

เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนอานาปานสตินะ ท่านย้ำคำนี้มากๆ เลย
ตอนที่ท่านสอนสติปัฏฐาน ๔ ท่านจะย้ำคำนี้
ว่าดูตามที่มันปรากฏอยู่เป็นปกตินั่นแหละ
ที่มันกำลังปรากฏให้ดูตามปกตินั่นแหละ
ไม่ต้องไปพยายามทำอะไรให้มันพิเศษขึ้นมา

อย่างคนไทยบางทีไปสอนเรื่องว่าให้บริกรรมกำกับ หรือว่านับหนึ่งสองสาม
หรือว่าดูว่ากระทบกับจะงอยจมูกที่ไหน โพรงจมูกตอนไหน ตรงไหนอะไรต่างๆ
มันเลยเกิดการสังเกตมากเกินไป ตั้งใจสังเกตมากเกินไป
กลายเป็นการเพ่งให้ใจเนี่ยไปรับรู้อยู่ในจุดแคบๆ ที่มีการสืบคำสอนกันมา
ซึ่งบางทีบางคนบังเอิญตั้งจิตไว้ถูก จิตอยู่ที่อิริยาบถก่อน
มันก็อาจจะประสบความสำเร็จ
แต่ส่วนใหญ่เนี่ยมันจะพุ่งเป้าไปแคบๆ เล็กๆ
แต่ทีนี้ถ้าเราใช้การสังเกตลมหายใจในระหว่างวันเนี่ย
จิตมันจะไม่แคบ เพราะมันจะรู้สึกถึงลมหายใจตามปกติไป


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cDhy3x

 87 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:26 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life

ถาม - ตอนนี้กำลังหัดเจริญสติค่ะ
พบว่าระหว่างวันมีความเหม่อลอยที่เกิดจากความคิดของตัวเอง
แต่พอมาระยะหลัง สังเกตว่าความเหม่อลอยลดน้อยลง
แต่กลับกลายเป็นใจลอยออกไปเลย เป็นบ่อยมาก แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
แบบนี้ควรจะแก้ไขอย่างไรดีคะ


 

ตอบ – เอาตามหลักที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ก็แล้วกันนะ
เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าตัวเองเหม่อลอยนะ ก็หายใจสักครั้งหนึ่ง
ถ้าบอกตัวเองถูกว่า ตอนนี้กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
นี่ตัวนี้แหละ มันก็จะเกิดสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวทันที

การฝึกสังเกตว่าเราเหม่อลอยไปเมื่อไหร่ เราเผลอไปตามความคิดเมื่อไหร่
เป็นเรื่องดี เป็นก้าวแรกที่มันทำกันได้
แต่พอเราสามารถสังเกตใจตัวเองออกแล้วเนี่ย
ก็น่าจะหาเครื่องยึดหรือว่าวิหารธรรม
คือถ้าไม่มีจุดยึด ไม่มีจุดตรึงให้ใจอยู่กับที่เลยเนี่ย
มันไม่รู้จะเอาอะไรเป็นหลัก
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอานาปานสตินะ
คือการเอาลมหายใจมาเป็นเครื่องเจริญสติเนี่ย
มันจะปิดช่องไม่ให้เกิดการเหม่อ
ไม่ให้เกิดการเลื่อนลอย ไม่ให้เกิดการฟุ้งซ่านได้นะ
โอกาสที่อะไรจะเป็นคลื่นรบกวนเข้ามาแทรกเนี่ย มันก็ยากขึ้น

วิธีการง่ายๆ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกตัวว่าเหม่อ
เนี่ยบวกเข้าไป ถามตัวเองเลย นี่หายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่ แล้วถามแค่ครั้งเดียวพอ
แต่ละครั้งที่เรารู้สึกตัวว่าเหม่อ มันกลายเป็นตัวกระตุ้น
ให้สติมาอยู่กับสิ่งที่ควรอยู่ กระตุ้นให้สติกลับมารู้กับสิ่งที่ควรรู้
ความเหม่อมันก็จะค่อยๆ สลายตัว หายไปเองนะครับ

แต่อย่าใจร้อนนะ อย่าคิดว่าทำแค่วันสองวันแล้วมันจะเกิดความสำเร็จ
ได้ผลอะไรที่มันชัดเจนขึ้นมาทันทีทันใด
เราต้องใช้เวลา เราต้องสร้างความเคยชิน
ซึ่งความเคยชินเนี่ย คำว่าความเคยชิน คำเดียวนะ ต้องไม่ใช้เวลาน้อยกว่า ๒ อาทิตย์
ความเคยชินเนี่ย เขาวิจัยกันมาแล้วนะ
เราจะตั้งใจทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ย ถ้าทำสม่ำเสมอได้ ๒ อาทิตย์
มันจะติดเป็นนิสัย แล้วทำง่ายขึ้นเรื่อยๆ มันจะฝืนน้อยลงเรื่อยๆ
นี่คือหลักการนะครับ

 

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cDhYqp

 88 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:24 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - ในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งที่ควรได้ทำหรือทำให้ได้ในทางธรรมคืออะไรครับ



ตอบ – อันนี้ก็ต้องมองนะว่าพระศาสดาของศาสนาพุทธ
ตั้งพุทธศาสนา สถาปนาพุทธศาสนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไรนะครับ
ถ้าหากว่ามองกันที่ความเป็นพุทธ แล้วได้คำตอบชัดเจน
อันนั้นแหละก็จะเป็นคำตอบให้กับโจทย์ข้อนี้เช่นกัน
เพราะอะไร เพราะว่าพุทธศาสนาไม่ได้พูดเรื่องจะทำอัตตาให้มันดีที่สุด
แต่ตรงข้ามเลยจะทำอัตตาให้มันหายไปได้อย่างไร
เพราะว่าถ้าอัตตาหายไปได้นะ
สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นตามหลังต่อมาเป็นเงาตามตัว
ก็คือความเป็นอิสระจากต้นเหตุแห่งทุกข์

ต้นเหตุแห่งทุกข์ทางพุทธศาสนาเนี่ย
พระศาสดาเราค้นพบว่ามันเป็นอาการที่ใจมันพุ่งๆ ออกไป
มันทะยานออกไปยึด มันมีลักษณะที่กระวนกระวาย มันมีลักษณะที่รุ่มร้อนนะ
ด้วยเหตุคือมีความอยากโน่นอยากนี่ อยากได้นั่นอยากได้นี่
อยากได้ อยากมี อยากดี อยากเป็น
ลักษณะของความอยากทั้งหลายเนี่ย ที่มันเกิดขึ้นกับพวกเราทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้กระทั่งในขณะนี้ ในวันนี้เนี่ย มันก็ไม่ได้หายไปไหน
คือเราๆ ท่านๆ เนี่ยยังเวียนว่ายกันอยู่ในวงจร วัฏฏะของความอยาก
นี่แหละที่มันเป็นต้นเหตุของความกระวนกระวายทางใจ
ต้นเหตุของความรุ่มร้อนทางใจ

ซึ่งพระพุทธเจ้าเนี่ยนะท่านอุบัติขึ้นมาแล้วค้นพบ
ว่าถ้าหากสามารถดับความกระวนกระวาย อันเกิดจากอยากทั้งปวงนี้ได้
จิตจะเข้าสู่ความสงบในแบบที่ไม่กลับกำเริบขึ้นมาอีกได้
นี่ตรงนี้ถ้าหากว่าไม่มีการค้นพบ
ไม่มีการรับรองยืนยันจากบุคคลระดับศาสดาแล้วเนี่ย
ก็จะไม่มีใครในโลกเลยที่มั่นใจว่ามีภาวะอย่างนั้นได้จริง
แล้วถ้าหากว่าไม่มีคนทำตาม ไม่มีคนพิสูจน์จนเห็นผล
ก็จะไม่มีการสืบทอดคำยืนยัน ที่จะตกทอดจากรุ่นถึงรุ่นไปได้
นอกจากนั้นก็จะต้องมีคนพบเห็นบุคคลอันเป็นหลักฐานของพระพุทธศาสนา
สามารถที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพวกท่านแล้วรู้สึกว่า เออ ดีจริง เย็นจริง
แล้วก็รู้สึกว่าพวกท่านไม่มีทุกข์จริงๆ
มันก็จะเกิดแรงบันดาลใจ
 

ทีนี้ถ้าหากว่า เราไม่มีแรงบันดาลใจที่จะให้ทำตามแบบนั้น
เราก็จะยังเป็นคนธรรมดาที่ตั้งคำถาม
ว่าอะไรเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดที่ควรทำ ที่พึงมีในฐานะของมนุษย์
ถ้าหากว่ามองว่านี่ไม่ใช่แค่ชาติเดียว
นี่ไม่ใช่แค่เกิดหนเดียวตายหนเดียว
แต่เป็นการอยู่ในระหว่างการเดินทางที่ไม่มีต้นไม่มีปลาย
อยู่ในระหว่างการเดินทางเวียนว่ายตายเกิดเป็นอนันตชาติ
อะไรล่ะที่จะถือว่าคุ้มกับการเกิดมามากที่สุด
ตรงนี้ถ้าหากว่าเรามานั่งหาคำตอบกันจากคนร้อยคน เราก็จะได้ร้อยคำตอบ
แต่ถ้าหากว่าไปหาคำตอบจากพระอรหันต์ท่าน
ท่านก็จะบอกว่าหาให้เจอว่าอะไรคือต้นเหตุของความกระวนกระวาย
อะไรคือต้นเหตุของความทุกข์
ถ้าหากว่าดับต้นเหตุของความกระวนกระวาย
ดับต้นเหตุของความทุกข์ความร้อนได้แล้ว
มันก็จะพลอยตัดภพตัดชาติ
ไม่ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปด้วยนะ


เอาเป็นข้อสรุปก็คือ เรามาถามพระศาสดากันก็แล้วกัน
คิดอย่างนี้นะว่าถ้าพระศาสดาท่านยังอยู่
แล้วไปตั้งคำถามนี้ท่านจะตอบว่าอย่างไร
อันนี้มั่นใจได้เลยว่าพระพุทธเจ้านะครับ
จะตรัสตอบว่าขอให้ค้นให้พบเถอะ
ว่าอะไรคือต้นเหตุของความทุกข์ อะไรคือต้นเหตุของภพชาติ
แล้วพยายามดับสิ่งนั้นซะ

นี่แหละที่มันควรทำให้ได้ ควรจะศึกษาให้เข้าใจกระจ่างนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cUoXgi

 89 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:22 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – อยากรบกวนถามว่าถ้าดิฉันรู้สึกว่าทุกข์มากจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
ดิฉันควรจะอดทนนั่งสมาธิไป ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่สงบ แบบนี้จะเป็นการดีหรือเปล่าคะ


ตอบ - ไม่ดีนะ คือการนั่งสมาธิเนี่ยขอให้ทำความเข้าใจไว้ที่เบื้องต้น
ว่าเราไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อจะกดจิตให้มันสงบ
เพื่อที่จะให้ในหัวเราปลอดโปร่ง
ปราศจากเรื่องฟุ้งซ่าน เรื่องที่มันกำลังติดพันอยู่ ไม่ใช่นะ
การนั่งสมาธิ จะหลับตาหรือว่าลืมตาขึ้นมาเดินจงกรมก็ตามเนี่ย
จุดมุ่งหมายแบบพุทธคือให้มีสติเห็นสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่ตามจริง
ถ้าหากว่าเรานั่งสมาธิอยู่ แล้วรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ให้ดูความทุกข์ ไม่ใช่ไปดูลมหายใจ ไม่ใช่ไปดูคำบริกรรมอย่างอื่น

เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเรามีความทุกข์มาก
แล้วกำลังของความทุกข์น่ะมีแรงดันเอาชนะสติได้เนี่ยนะ
แล้วเราพยายามไปสู้มัน ก็เหมือนกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
หรือนะเอาเด็กตัวผอมๆ แห้งๆ เนี่ย
ไปพยายามสู้กับพวกซูโม่หรือว่านักมวยปล้ำที่ตัวมันต่างกันมากเนี่ย

ทางที่ดีที่สุดเวลาเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา
ให้เห็นความทุกข์เดี๋ยวนั้นเลยว่า
มันทุกข์ที่ตรงไหน ส่วนไหนของร่างกาย
มือกำอยู่ไหม มือเกร็งอยู่ไหม
ถ้ามือเกร็งอยู่ มือกำอยู่นะ นั่นแสดงว่ามีความทุกข์แล้ว
ปรากฏที่กายอย่างเห็นชัดๆ เลย มันมีฟีดแบคทางร่างกายที่สะท้อนอยู่
ถ้าหากว่ามันมีความรู้สึกอึดอัดกลางอก ก็ให้ดูความรู้สึกอึดอัดที่กลางอก
พอเห็นความรู้สึกอึดอัดที่ส่วนไหนของร่างกาย
ส่วนนั้นมักจะคลายให้เห็นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น
แล้วความรู้สึกทางใจมันก็จะสบายขึ้น
หรือถ้าเกิดความรู้สึกวุ่นวาย ปั่นป่วน ฟุ้งซ่าน
ก็ให้ดูว่า เนี่ยลักษณะของใจเนี่ยนะมันมีอาการปั่นป่วนอยู่
มันมีอาการที่วกวนอยู่ มันมีอาการที่ไม่จบ ไม่จบไม่สิ้นไม่สงบ
แล้วอย่าไปอยากสงบ ให้ดูความไม่สงบ
จนกระทั่งเห็นว่าความไม่สงบเนี่ยมันแสดงตัวชัดๆ
ถ้าเมื่อไหร่คุณเห็นความไม่สงบแสดงตัวชัดๆ
เมื่อนั้นนะคุณจะเห็นว่าลักษณะความไม่สงบ
มันจะค่อยๆ แปรตัวไป ค่อยๆ อ่อนกำลังลง

นี่คือธรรมชาตินะ ถ้าคุณไม่เห็นอะไร สิ่งนั้นจะเหมือนคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เห็นอะไรเมื่อไหร่ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงให้ดูเกือบจะในทันที

ขอให้เห็นจริงๆ เถอะ ไม่ได้เห็นด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่เห็นเพราะอยากจะให้มันสงบ ไม่ใช่เห็นเพราะว่าอยากจะให้มันหายไป
ไม่ใช่เห็นด้วยอาการขับไล่ไสส่ง แต่เห็นด้วยอาการเป็นผู้ดู
นั่งสมาธิครั้งต่อไปนะ แค่ตั้งใจเท่านั้นแหละ
ว่าเราจะดู เราจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง
เพื่อเห็นความไม่เที่ยงของมัน ไม่ใช่คาดหวังว่าจะให้เกิดความสงบ
แล้วการนั่งสมาธิครั้งนั้นของคุณจะไม่สูญเปล่านะครับ




โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cv6Zip

 90 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:20 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เพื่อนของดิฉันถูกผู้ชายที่มาจีบหลอกว่ายังโสด
เมื่อทั้งคู่ก็ได้คบหากันแล้วเธอก็จับได้ว่าเขามีแฟนอยู่ก่อน
แต่ทั้งคู่ยังคงแอบคบกันต่อไป
หลายครั้งที่เพื่อนมาขอคำปรึกษา ดิฉันก็รู้สึกอึดอัดเพราะคิดว่าเธอทำผิดอยู่
แต่บางครั้งก็เอนเอียงไปว่าเพื่อนเราไม่ผิดหรอก
เพราะไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
แบบนี้ดิฉันควรจะแนะนำเธออย่างไรดีคะ



ตอบ – ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชายมีแฟนแบบไหน
เพราะว่าสมัยนี้ คือยุคเราเนี่ยนะจะมีความซับซ้อนเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์
เกี่ยวกับเรื่องศีลข้อสามนี้ค่อนข้างจะมากทีเดียว
เพราะว่าใช้คำว่าแฟน มันคลุมเครือมากๆ นะ
บางทีเนี่ยเราบอกว่าเพิ่งคบกัน แต่จริงๆ มีอะไรกันไปแล้ว
หรือบอกเป็นแฟนกัน แต่จริงๆ เนี่ยอยู่กันมาห้าปีสิบปีแล้วอย่างเปิดเผย
ทุกคนรับรู้แล้วว่าเนี่ยอยู่ด้วยกันมา ใช้คำว่าเป็นแฟน ไม่ใช่สามีไม่ใช่ภรรยา
โดยแท้แล้วพฤติกรรมเนี่ยเป็นสามีภรรยากันเรียบร้อย
ถ้าเป็นสมัยก่อนเนี่ยไม่มีใครเขาใช้คำว่าแฟนกัน
เขาใช้คำว่าผัวคำว่าเมียกันไปชัดๆ เลย

แล้วอย่างในยุคเก่ายุคก่อนเนี่ยนะ คือไม่มีการคบลองใจกันนานๆ นะ
คือถ้าหากว่าชอบพอกันก็สู่ขอกันเลย
แล้วบางยุคเนี่ยไม่มีสิทธิ์กระทั่งจะขอกันเองหรือว่าคบหาชอบพอกันเอง
แต่ว่าจะต้องมีพ่อแม่จับคลุมถุงชนอะไรแบบนั้น มันมีความชัดเจน
คือแน่นอนว่ามันไม่ดีตรงที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนใจได้หลังจากอยู่ด้วยกันแล้ว
แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ว่ามันชัดเจนว่าใครมีสิทธิ์ ใครไม่มีสิทธิ์

แต่ยุคของเราเนี่ยที่เป็นอิสระ มีความอิสระเป็นตัวของตัวเองมากๆ เนี่ย
มันกลายเป็นสร้างปัญหา มันกลายเป็นเหมือนกับไปสร้างเงื่อนไขขึ้นมา
เพียงด้วยการใช้คำว่าแฟนหรือว่าคนคบหาลองใจอยู่
แต่โดยพฤตินัยแล้วเนี่ยมันก็คือผัวเมียกันเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ถ้าหากว่าเราคำนึงถึงความชัดเจนนะครับ
ถามให้ชัดๆ ว่าเขามีอะไร เขามีความเป็นอยู่เปิดเผยกับแฟน
ที่เขาเรียกว่าแฟนนั่นน่ะหรือเปล่า
ถ้าหากว่าพูดง่ายๆ ว่าเป็นสามีภรรยากันโดยพฤตินัยแล้ว
แล้วก็อยู่กันแบบเปิดเผย
เพื่อนเขาทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาฝ่ายแฟนเนี่ย
สามารถรับรู้ได้ว่าอยู่กินมาด้วยกัน
หรือว่ามีความเปิดเผยว่าเป็นคนที่มีความลึกซึ้งต่อกันเนี่ย
อย่างนี้ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเด็ดขาด
คือเราควรให้คำแนะนำไปเลยว่า
คนที่เขามีใครต่อใครรอบข้างรับรู้ว่าอยู่ด้วยกันเนี่ย ถือว่ามีเจ้าของแล้ว

จริงๆ ถ้าเอาตามกติกานะ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก็คือว่า
หญิงมีเจ้าของโดยนับเริ่มตั้งแต่มีมาลัยคล้องคอ
หมายถึงว่าธรรมเนียมหรือว่าประเพณีท้องถิ่นไหน
ที่ถือว่าการหมั้นหมายใช้พวงมาลัย
สมัยนี้ใช้แหวนหรือว่าสมัยไหนจะใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรก็แล้วแต่
บอกว่าจองตัวแล้วเนี่ย
อันนั้นถ้าใครขืนไปยุ่งด้วยถือว่าเป็นความผิดในศีลข้อสามแล้ว
ถ้าหากว่าอันนี้เขาไม่มีเครื่องหมั้นหมาย
แต่ว่าก็เป็นที่รับรู้สำหรับเพื่อนๆ หรือว่าหมู่ญาติสนิทมิตรสหายของเขา
ก็ถือว่ามีเจ้าของแล้วเช่นกัน


ในยุคที่หญิงชายมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เป็นเจ้าของของกันและกันอย่างยุคเราเนี่ย
ก็ถือว่าทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิงต่างเป็นสมบัติของกันและกัน
ไม่สามารถที่จะไปแบ่งปันได้โดยพฤตินัยนะครับ
อันนี้ก็คงให้คำแนะนำกับเพื่อนได้เท่านี้
แต่ว่าเพื่อนจะคล้อยตามหรือไม่คล้อยตามก็เป็นสิทธิ์ของเพื่อนนะครับ




โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2c7CR97

หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!