แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 พฤษภาคม 2021, 05:05 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
 71 
 เมื่อ: 16 กันยายน 2016, 15:24 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ถ้าหากเราทุกข์เพราะชีวิตคู่จนรู้สึกเข็ด แล้วตั้งใจว่าจะอยู่เป็นแม่ใบเลี้ยงเดี่ยว
ดูแลลูกๆ อย่างดี ควบคู่ไปกับการทำทาน รักษาศีลและปฏิบัติธรรม
แต่กลับมีเรื่องความรักที่ไม่ถูกต้องแต่ชวนให้ใจอ่อนเข้ามาอีก เราควรวางตัวอย่างไรดีคะ



เรื่องราวความรักอันไม่สมหวัง ชีวิตคู่ที่ไม่ได้ดังใจคิดนี้ อันที่จริงมีอยู่มากหลายค่ะ หลายท่านที่เมื่อพบประสบการณ์อันขื่นขม ก็ได้แปรสิ่งนั้นเป็นพลังในการมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นไปจากสังสารวัฏนี้ให้จงได้ ทว่าเรื่องนี้ก็ไมได้ง่ายนักเพราะความเป็นปุถุชน อาจทำให้ต้องเจอเหตุที่มาทดสอบจิตใจว่าจะหวั่นไหวไปกับกามกิเลสในใจตนหรือไม่ ซึ่งการจะชนะกิเลสได้นั้นถึงไม่ยากเกินไป แต่ก็ไม่ง่ายเลยค่ะ


ดังเรื่องราวของลูกค้าหญิงวัยกว่าสามสิบ นามสมมติว่าคุณอาร์ทิมิส ซึ่งตามพื้นดวงเดิมนั้นมีปัญหาเรื่องคู่ครองอยู่แล้ว เจ้าตัวเล่าว่าสามีที่อยู่กินกันมาจนมีลูกนั้น แต่เดิมทีเดียวเขาเป็นคนดีมาก จนญาติๆ ของเธอล้วนชื่นชม ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปเขากลับเปลี่ยนเป็นคนละคน ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งไม่รับผิดชอบ ปล่อยภาระทางเศรษฐกิจทั้งการหาเลี้ยงครอบครัวและการดูแลลูกๆ ให้ตกเป็นของคุณอาร์ทิมิสทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีผู้หญิงอื่นเป็นภรรยาน้อย แถมยังพูดจาและมีพฤติกรรมก้าวร้าว นอกจากนี้ยังมีคดีความจนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ เพิ่งจะได้รับอิสรภาพมาไม่นานอีกด้วย ฟังแล้วเหนื่อยใจแทนลูกค้า เห็นใจด้วยค่ะเพราะว่าก่อนแต่งงานเธอและครอบครัวก็ล้วนเชื่ออย่างสนิทใจว่าสามีเป็นคนดี มากลายเป็นแบบนี้คงเสียความรู้สึกอย่างหนักค่ะ คุณอาร์ทิมิสถามว่าพอจะมีหนทางเลิกรากับสามีได้บ้างไหม ตอบตามดวงว่าท่าทางจะไปจากกันยากสักหน่อย เพราะสามีมีเธอเป็นที่พึ่งพิง แต่ก็แนะนำให้ลูกค้าพยายามทำความดีตามที่ทำมาทั้งทาน ศีล ภาวนา ตลอดจนอโหสิ ไม่ผูกใจเจ็บ เพื่อว่ากรรมดีใหม่ๆ จะได้ช่วยให้เรื่องราวระหว่างเธอและสามีดีขึ้น จนกระทั่งสามารถไปจากกันได้อย่างไม่ต้องเป็นศัตรูกัน


อย่างไรก็ตามปัญหาหลักตามที่เห็นในดวงชะตาในขณะนี้ กลับไม่ใช่เรื่องนี้ กลายเป็นเรื่องของการมีผู้ชายอีกคนเข้ามาในชีวิตมากกว่า เมื่อแจ้งลูกค้าไปตามที่รู้สึก คุณอาร์ทิมิสก็เปิดเผยว่าอันที่จริงช่วงที่ผ่านมาด้วยเหตุแห่งหน้าที่การงาน ทำให้เธอได้มีโอกาสใกล้ชิดผู้ชายวัยสี่สิบกว่าปี รูปร่างหน้าตาดีมากคนหนึ่ง (ขอสมมตินามว่าคุณโอไรออน) เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากันก็ยิ่งน่าประทับใจ ตัวคุณโอไรออนเองนั้นมีภรรยาแล้ว แต่เขาก็ยังมีเวลามาพูดคุยกับคุณอาร์ทิมิส คอยช่วยรับฟังปัญหาชีวิต เสมือนว่าฝ่ายชายนั้นสุดแสนดีและสุดแสนที่จะเข้าอกเข้าใจคุณอาร์ทิมิส ในยามที่เธอสับสนและทุกข์ตรมกับชีวิตก็สามารถปรึกษาเขาได้


ทว่าเมื่อสนิทสนมกันมากเข้า ประกอบกับความถูกตาต้องใจในด้านรูปลักษณ์ ย่อมทำให้ลูกค้าหญิงหวั่นไหว ประกอบกับฝ่ายชายก็ส่งข้อความทำนองว่าชวนให้มา “ปีนต้นงิ้วกันไหม” ตลอดจนเรียกขานเธอด้วยสรรพนามสุดหวานเลี่ยนว่า “เจ้าหญิงของผม” ลูกค้าบอกว่าตอนนั้นเคลิ้มเลยนะ แต่มานึกทีหลังแล้วออกจะน่าขำมากกว่าน่าเคลิบเคลิ้ม (_ _!) เมื่อคุณอาร์ทิมิสถามถึงภรรยาที่บ้าน คุณโอไรออนก็บอกว่า “อย่าไปพูดถึงเขาเลย คุยเรื่องของเราดีกว่า” ว่าก็ว่าเถอะค่ะ อันที่จริงวิธีการพูดแนวๆ นี้นี่ได้ยินได้ฟังจากลูกค้าที่พลาดและเกือบพลาดมาแล้วหลายท่าน จนสรุปได้ว่าคงใช้กันมาหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ยังได้ผลสำหรับคนที่อ่อนไหวจิตใจอ่อนแออยู่แล้ว ด้วยรูปร่างหน้าตา น้ำคำวาจา ความเข้าอกเข้าใจ ทำให้คุณอาร์ทิมิสเคลิ้มไปมิใช่น้อย แต่ชะรอยที่บุญที่เคยทำและธรรมะที่เคยฝึกฝนมายังช่วยประคองจิตใจให้ไม่อ่อนไหวไปถึงขนาดยอมมีสัมพันธ์ทางกายเลยเถิดไปกับเขา ในที่สุดเธอจึงคิดว่าจะต้องเลิกคุยกับเขาแล้วล่ะ


เนื่องจากรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่จะนำทุกข์มาซ้ำเติมชีวิต ที่เดิมก็ทุกข์สาหัสเพราะชีวิตคู่ของตัวเองกับสามีอยู่แล้ว คุณอาร์ทิมิสซึ่งแต่แรกได้ตั้งใจว่าจะไม่มีใครอีกและจะอยู่อย่างมีศีล ๕ เป็นหลักไปชั่วชีวิต เมื่อได้พบกับศัตรูที่ร้ายกาจคือกิเลสในใจตัวเองก็ทำเอาเข้าใจเลยค่ะว่ากิเลสตัณหานั้นน่ากลัวขนาดไหน ณ เวลาที่สนทนากันนั้น ลูกค้าหญิงบอกว่าตั้งใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าจะเลิกติดต่อกับคุณโอไรออนอย่างเด็ดขาด ซึ่งหมอดูก็สำทับว่าช่วงแรกๆ อาจจะทรมานเพราะอาการอยากคุยอยากได้ยินเสียงเขาสักหน่อย แต่อดทนไปสักพัก เดี๋ยวจะดีขึ้นเรื่อยๆ และถ้าเธอตั้งใจจริง ภายในไม่ถึงครึ่งปีนับจากนี้ เยื่อใยทางใจในด้านชู้สาวก็จะหมดลง เหลือแต่ความทรงจำที่ถึงจะจำได้ก็ไม่ทำร้ายให้เป็นทุกข์อีก แต่ไม่ต้องกลับไปเป็นเพื่อนกับคุณโอไรออนแล้วนะคะ เพราะเขาอันตรายเกินไปสำหรับคุณ ต่างคนต่างอยู่ห่างๆ กันแล้วเมตตากันฉันเพื่อนมนุษย์แบบนี้ดีกว่าค่ะ


เรื่องของภรรยาหลวงที่สุดท้ายกลายเป็นภรรยาน้อยของผู้ชายอีกคนหนึ่งนี้ เคยได้รับฟังอยู่บ้าง จากชีวิตจริงของลูกค้าหญิงบางท่าน ซึ่งบอกได้เลยค่ะว่าทุกข์ยิ่งกว่าเดิมเพิ่มหลายๆ เท่า ส่วนฝ่ายชายที่มาเป็นสามีคนที่สองนั้น เคยได้ฟังคำบอกเล่าจากชายกร้านโลกพร่องคุณธรรมบางรายว่า เขามองเธอผู้อ้างว้างเป็นเหมือนเหยื่ออันโอชะ ยิ่งกำลังอ่อนแอ เศร้าสร้อย ยิ่งง่ายที่จะตกเป็นเหยื่อ “เหงานักใช่ไหม มา จะทำให้หายเหงาเอง” ได้ฟังแล้วใจหายมากค่ะ เพราะรู้ดีว่าเมื่อฝ่ายหญิงเผลอพลาดไปแล้ว สุดท้ายชายใจร้ายดังกล่าวก็คงไม่ได้ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับเธอหรอก สุดท้ายเขาก็จากไปพร้อมกับแผลเป็นขนาดใหญ่ ตอกย้ำลงไปบนความชอกช้ำจากแผลเดิมที่มีอยู่ ซึ่งแผลเดียวก็เจ็บเกินพอแล้ว สองแผลยิ่งทรมานสาหัสเข้าไปใหญ่ค่ะ เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งลูกค้าและท่านที่ร่วมชะตากรรมเดียวกันนะคะ ขอให้แน่วแน่อย่าแพ้กิเลสค่ะ


ชีวิตของเราคงจะไม่ยุ่งยาก ถ้าหากว่าเลือกทำในสิ่งที่สมควร แม้สิ่งนั้นจะไม่ถูกใจกิเลส เป็นเหตุให้ออกจะทรมานเพราะความอยากสักหน่อย แต่ถ้าไม่ยอมตามใจกิเลส หนีให้ไกล ใจเข้มแข็งแล้วละก็ สุดท้ายกิเลสย่อมพ่ายธรรมะในใจของเราแน่นอนค่ะ



(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 72 
 เมื่อ: 16 กันยายน 2016, 15:22 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ตอนนี้ผมอายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว กำลังมีปัญหาครอบครัวหนักมากจนไม่อยากอยู่กับภรรยาอีกต่อไป
อันที่จริงเราเข้ากันไม่ได้มานานแล้วแต่ผมอดทนมาตลอด
ไม่นานมานี้ได้พบผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกอัธยาศัยกันมาก
จนอยากหาความสุขให้ตัวเองบ้างด้วยการเลือกใช้ชีวิตคู่กับคนที่เข้ากันได้จริงๆ
แต่ภรรยาไม่ยอมหย่าให้ ผมควรทำอย่างไรดีครับ



อันที่จริงเรื่องความรักของวัยหลังเกษียนนี่มีอยู่มากมายนะคะ ได้เคยรับฟังทั้งจากเจ้าของเรื่องเอง และจากลูกค้าบางท่านที่อยู่ในฐานะลูกได้บอกเล่าความกลัดกลุ้มให้ฟังว่าคุณแม่คุณพ่อกำลังจะเลิกกัน หรือมีบุคคลที่สามในชีวิตคู่ของบุพการี ว่าไปแล้วผู้ที่ต้องตกอยู่ในสถานะนี้ก็ไม่มีความสุขกับความสัมพันธ์ในลักษณะนี้หรอกค่ะ แถมยิ่งอายุมากก็ยิ่งหาคนปรับทุกข์ยากขึ้นด้วยค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณอเมริโก (นามสมมติ) ลูกค้าชายวัยหกสิบกลางๆ ซึ่งเมื่อคำนวณดวงออกมาแล้วก็เห็นว่าเขาเป็นทุกข์กับเรื่องชีวิตคู่มากทีเดียว ในดวงชะตานั้นต้องอยู่ร่วมกับคู่ครองอย่างกระทบกระทั่งมาตลอดด้วยอุปนิสัยของทั้งคู่ เสมือนแล่นนาวารักผ่านพายุตลอดเวลา ยิ่งในช่วงที่ผ่านมานี้ปัญหาดูจะทวีมากขึ้น รวมทั้งมีบุคคลที่สามมาเกี่ยวข้องด้วย คุณอเมริโกเล่าให้ฟังว่าตอนนี้แยกบ้านอยู่กับภรรยาเดิม (ขอสมมตินามว่าคุณจาไมก้า) แต่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกันตามกฎหมาย เขาย้ายมาอยู่อีกจังหวัดหนึ่งกับภรรยาคนที่สอง (ขอสมมตินามว่าคุณบาฮาม่า) ซึ่งอ่อนวัยกว่าสิบกว่าปี โดยที่คุณจาไมกาไม่ยินยอมและขอปรับปรุงตัวและพยายามใช้วิธีการทุกวิถีทางที่จะให้คุณอเมริโกกลับไปอยู่เป็นครอบครัวกันเหมือนเดิม ฝ่ายลูกค้านั้นรู้สึกหมดใจกับภรรยาเดิม เพราะว่านิสัยเข้ากันไม่ได้และได้อดทนมาเป็นสิบปีแล้ว ส่วนคุณบาฮาม่าซึ่งรู้มาตั้งแต่แรกว่าคุณอเมริโกมีภรรยาแล้วนั้น แม้ลูกค้าจะบอกว่าเป็นสุขในการอยู่ร่วมกันมาก แต่อีกไม่นานหลังจากนี้เธอจะไปทำงานที่ต่างแดน ก็ถือเป็นการแยกกายให้ห่างกันไปโดยปริยาย


ความทุกข์ของลูกค้าคือไม่สามารถแยกทางกับภรรยาเดิมได้ ในขณะเดียวกันก็ยังอาลัยอาวรณ์ที่ภรรยาน้อยกำลังจะจากไปไกล เมื่อได้ฟังแล้วก็ปลอบใจลูกค้าว่าให้คิดว่าเป็นการให้โอกาสคุณจาไมก้าตามที่เธอขอ แล้วก็เป็นการพิสูจน์ด้วยว่าคุณกับคุณบาฮาม่ารักกันจริงไหม เพราะเพิ่งใช้ชีวิตร่วมกันไม่นานปี แตกต่างจากคุณจาไมก้าที่อยู่กันมา ๒๐ – ๓๐ ปี การได้เห็นข้อดีข้อเสียต้องไม่เท่ากันอยู่แล้ว อีกทั้งถ้ามองในแง่ศีลห้าถึงอย่างไรก็ไม่ถูกต้อง เพราะคุณอเมริโกยังไม่ได้หย่า จะฟ้องหย่าลูกค้าก็คงไม่ทำ ครั้นจะขอให้ภรรยาอนุญาตให้มีอีกบ้านไปเลยจะได้ไม่ผิดศีล คุณอเมริโกบอกว่าภรรยาไม่มีทางยอม


ลูกค้าเปิดใจว่า “ผมก็อายุขนาดนี้แล้ว เหลือเวลาของชีวิตอีกไม่นาน ผมก็อยากมีความสุขบ้าง” ฟังแล้วก็เห็นใจลูกค้าค่ะ รู้ดีว่าถ้าเลือกได้มนุษย์ทุกคนก็อยากวาดชีวิตให้ได้ดั่งใจตัวเองไปทุกอย่าง แต่ความถูกต้องต้องมาเหนือกว่าความถูกใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดศีลธรรม จึงตอบคุณอเมริโกไปว่า “ถ้าหากคุณคิดว่าที่ผ่านมาได้อุทิศตัวเพื่อครอบครัว เป็นคนดีมาตลอด ก็อย่าให้บั้นปลายชีวิตลงเอยแบบนี้เลยค่ะ การครองคู่ด้วยความเป็นทุกข์ที่ผ่านมานั้น เราไปแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่เราเลือกได้คือกรรมปัจจุบันที่เลือกเส้นทางชีวิตอันปราศจากการผิดศีล เพื่อที่เราในอนาคตจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะถ้าชาตินี้รักษาศีล ๕ ไม่ได้ โอกาสที่ชาติถัดไปจะได้เกิดในสุคติภูมิคงไม่มี แล้วก็ตามที่คุณพูดเองว่าเหลือเวลาในชีวิตไม่ยาวนานนักแล้ว แปลว่าเวลาในการสะสมความดีเป็นเสบียงบุญมีไม่มากแล้ว ดังนั้นอย่าให้ชีวิตลงเอยแบบนี้เลยค่ะ ถ้าคิดว่าทำดีมาทั้งชีวิต ก็ควรจะเลือกข้างความถูกต้องของศีลธรรมต่อไป


ทุกครั้งที่รับฟังปัญหารักสามเส้าเราสามคน จะรู้สึกเข้าใจลูกค้าค่ะว่าพวกเขาจะต้องเดือดร้อนใจมาก และไม่มีใครอยากจะเจอเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะในฝ่ายที่ต้องผิดศีลข้อกาเมฯ แต่แม้ว่าจะเห็นใจสักเพียงไหนก็ไม่เห็นด้วยที่เลือกทางนี้ จริงอยู่ที่ว่าบางครั้งชีวิตก็บีบคั้นเหลือเกิน เหมือนเชื้อเชิญให้เดินทางที่ผิด เพื่อที่สุดแล้วจะได้ทุกข์หนักชนิดตกนรกทั้งเป็นตั้งแต่ยังไม่ตาย หลายครั้งที่ลูกค้าระบายความในใจว่าทุกข์ทรมานขนาดไหน ตัดใจไม่ขาดอย่างไรบ้าง เจ็บปวดรวดร้าวอาลัยอาวรณ์เพียงใด ก็ต้องปลอบประโลมว่าเชื่อว่าเขาหรือเธอเป็นทุกข์จริงๆ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าการที่เราต้องมาเจอเรื่องราวสาหัสขนาดนี้ เพราะเราในอดีตชาติได้ทำผิดมา เลือกที่จะตามใจตัวเองจนเป็นเหตุให้วันนี้ต้องมาใช้หนี้กรรมแบบนี้ เอาละ แม้จำอดีตไม่ได้ว่าเคยเลือกทางไว้อย่างไร ขอให้เราในชาตินี้เลือกทางที่เป็นความถูกต้องในข้างคุณธรรมไว้เถิด ยอมทุกข์เพราะไม่ได้สมใจกิเลส ดีกว่าตามใจกิเลสแล้วต้องทุกข์ทั้งในชาตินี้ และทุกข์แบบข้ามภพข้ามชาติค่ะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 73 
 เมื่อ: 16 กันยายน 2016, 15:18 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ดิฉันมีเรื่องกระทบกระทั่งกับคนในที่ทำงานค่ะ
ถึงไม่คิดจะลาออกแต่ก็อึดอัดใจอยู่เหมือนกันกับคนที่ต้องร่วมงานด้วย
แบบนี้จะวางตัวอย่างไรให้อยู่ทำงานต่อไปได้แบบไม่ทุกข์มากนักคะ



การทำงานร่วมกันกับคนหลากหลาย ย่อมมีทั้งที่เข้ากันได้และเข้ากันแทบไม่ได้นะคะ มีคนจำนวนไม่น้อยที่รักในงานแต่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ถึงขนาดต้องตัดใจลาออกเลยทีเดียว สำหรับคนที่เลือกที่จะทำงานต่อไป ถ้าหากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชวนให้หงุดหงิดแล้ว ก็คงต้องหาวิธีทำใจและวางตัวให้ทุกข์น้อยที่สุดค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณวาเลนเซีย (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงซึ่งเคยตรวจดวงกันมาก่อน ในครั้งนี้เมื่อคำนวณดวงชะตาออกมาแล้ว ก็รู้ว่าเธอกำลังเผชิญปัญหาเรื่องงาน จึงเริ่มการสนทนาด้วยการให้ข้อมูลกับลูกค้าว่า ตามแผนที่กรรมที่ปรากฏนั้น เธอจะได้งานที่มีความมั่นคงแต่มักจะมีแต่เพื่อนร่วมงานที่มั่นใจในตัวเอง ค่อนข้างเจ้าโทสะ มีลักษณะการแข่งขันกันอยู่ในที แต่โชคดีที่ว่าเจ้านายซึ่งแม้จะมีบุคลิกไปในทางเงียบขรึม จนเหมือนออกจะเย็นชาไปสักหน่อยนั้น จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ส่วนตัวของคุณวาเลนเซียเองนั้นถือว่าเป็นคนนิสัยน่าคบหาทีเดียว คือรักสงบ ไม่ค่อยอยากมีเรื่องอะไรกับใคร ยอมได้ก็ยอมไป อย่างไรก็ตามในช่วงนี้คงต้องทนสักหน่อยเพราะบรรยากาศรอบข้างดูจะชวนให้เกิดโทสะเป็นพิเศษ ลูกค้าถามว่าปัญหาเรื่องเพื่อนร่วมงานจะร้ายแรงขนาดทำให้ทำงานที่นี่ต่อไปไม่ได้หรือไม่ ตอบเธอไปว่า “ไม่หรอกค่ะ คุณทำงานที่นี่ไปได้เรื่อยๆ” แม้จะถูกความร้อนเข้าประชิดตัวแต่ไม่ได้กระทบความมั่นคงในหน้าที่การงาน อีกทั้งหัวหน้าก็ค่อนข้างเข้าใจ แม้ว่าท่านจะดูเหมือนเงียบๆ แต่ก็ดีต่อเธอนะ


ในประเด็นสภาพแวดล้อมในที่ทำงานนั้น ได้สนทนากับคุณวาเลนเซียว่าขอให้มองเป็นฉากชีวิตที่กรรมเก่าได้จัดวางไว้ให้ แต่ละคนจะได้สิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับกรรมของตนเสมอ แม้จะเป็นจากกรรมเก่าอันนานแสนนาน จำไม่ได้แล้ว แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าทุกสิ่งมีที่มาที่ไป ถ้าเข้าใจว่ากรรมเก่าได้สร้างทาง หน้าที่ของชาวพุทธที่ตระหนักในเรื่องกรรมวิบาก ย่อมต้องแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมปล่อยให้จิตใจตนเองอยู่ในข้างความมืดความรุ่มร้อน ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเดินตามเส้นทางกรรมเดิม ดังนั้นจึงต้องตอบความมืดและความร้อนด้วยความสว่างและความเย็นด้วยเมตตาและอภัยทาน เพราะถ้าตอบความมืดด้วยความมืด ตอบความร้อนด้วยความร้อน ก็คือยอมรับความมืดและความร้อนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วความมืดและความร้อนก็จะไม่ไปจากชีวิตของเราเสียทีค่ะ ดังนั้นไม่ว่าใครจะก่อความมืดหรือความร้อนให้ก็ตาม ขอให้เราเป็นผู้เลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางกรรม ด้วยการตอบชั่วด้วยดีเสมอไป ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็ไม่ใช่เพื่อใครแต่เพื่อความสุขทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้าของเราเองค่ะ


คุณวาเลนเซียฟังแล้วก็เปิดใจว่าเหตุการณ์ช่วงนี้เป็นดังที่ว่ามาคือมีเรื่องชวนทะเลาะกับคนในที่ทำงาน เหตุจากเธอทำงานผิดพลาดเล็กน้อยไปหนึ่งครั้ง แต่กลับถูกเพื่อนร่วมงานต่อว่าและนำเรื่องดังกล่าวไปพูดกับคนอื่นไม่รู้จักจบจักสิ้น แม้จะไม่สบายใจกับเรื่องนี้ สิ่งที่เธอเลือกกระทำคือไม่โต้ตอบ ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียว คุณวาเลนเซียบอกว่าก็คิดว่าอดีตเคยทำอะไรมาก็ไม่รู้หละ แต่ปัจจุบันโดนแบบนี้ แล้วในปัจจุบันเนี่ยถ้าตอบโต้เขาไป ก็คาดได้เลยว่าในอนาคตต้องมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นระหว่างกันอีก เพราะขนาดที่ยังไม่ได้ทำอะไรเขา เธอยังถูกต่อว่าขนาดนี้ เลยคิดว่ายอมแพ้ไปดีกว่า เรื่องนี้ได้ฟังแล้วชื่นชมลูกค้ามากค่ะ บอกคุณวาเลยเซียไปว่า “คุณไม่ได้แพ้เขานะ แต่คุณชนะกิเลสของตัวเอง” ไม่ปล่อยให้โทสะครอบงำจนสร้างกรรมให้สืบเนื่องยาวนานออกไปอีก แม้อีกฝ่ายจะมองว่าเธอเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ นั่นไม่สำคัญเพราะสุดท้ายถ้ามีเรื่องรุนแรงระหว่างกัน คนที่เดือดเนื้อร้อนใจจะเป็นเธอเอง เพราะคุณวาเลนเซียซึ่งมีนิสัยรักสงบจะทนความรุ่มร้อนในที่ทำงานไม่ไหว อาจจะต้องลาออกจากงานในที่สุด (ตามดวงหางานลำบากด้วยค่ะช่วงนี้) แต่ถ้าเลือกความสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่ต่อความยาวสาวยืด หรือแม้แต่ยอมเป็นผู้แพ้ในสายตาคนอื่น อย่างน้อยๆ เธอสบายใจว่าไม่มีคนคิดปองร้ายหมายเอาคืนแน่นอน ดีแล้วค่ะ ถือว่าเลือกทางที่ถูกต้องจริงๆ ขอชื่นชม (^__^)


"คิดให้ดี คิดให้ถูกต้อง จักเกิดเมตตา
อันจักเป็นเหตุให้มีขันติที่ถูกแท้ ดับทุกข์ดับร้อนในจิตใจได้จริง
ไม่เพียงแต่อดทนบังคับกาย วาจา ไม่ให้แสดงออกเท่านั้น แต่ใจเร่าร้อนอยู่
"เมตตา" เหตุแห่งขันติที่ถูกแท้
จะเกิดขึ้นดับทุกข์ดับร้อนในจิตใจได้จริง ก็ต้องคิดให้ถูกต้อง
ถึงผู้เป็นเหตุแห่งเสียงทั้งหลาย เรื่องทั้งหลาย อันนำให้เกิดความเร่าร้อนขุ่นมัว
คือต้องคิดให้ตระหนักชัดแก่จิตใจว่า
ใจของผู้เป็นเหตุอยู่ในระดับเดียวกับเสียงกับเรื่องที่เขาก่อขึ้น
เสียงและเรื่องที่หยาบที่รุนแรงเลวร้ายจะเกิดก็แต่ใจที่หยาบรุนแรงเลวร้าย
และใจเช่นนั้นที่ก่อให้เกิดเสียงเกิดเรื่องเช่นนั้น
ย่อมทำให้เจ้าของใจนั้นหาความสุขสงบไม่ได้
ใจเช่นนั้นจึงควรได้รับความเมตตาจากผู้มีเมตตาทั้งหลาย
ไม่ใช่ควรได้รับความโกรธแค้นขุ่นเคือง"


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


สนทนากับคุณวาเลนเซียต่อไปว่าขอให้คิดว่าเธอต้องพบกับเพื่อนร่วมงานคนดังกล่าวแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ยังได้รับความร้อนขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นเจ้าตัวเขาเองต้องอยู่กับตัวเองตลอดเวลาล่ะ จะร้อนขนาดไหน ดังนั้นจึงควรมีเมตตากันในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ต่างคนต่างถูกกิเลสหลอกให้ไปทำไม่ดี เลยต้องมาใช้หนี้กรรมเหมือนที่คุณวาเลนเซียกำลังใช้หนี้อยู่ตอนนี้ เราจึงไม่จำเป็นต้องอาฆาตพยาบาทใครให้เป็นอกุศลแก่ใจตน เพราะทุกคนรวมทั้งตัวเราต่างคนต่างลอยคอในทะเลทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้นอยู่แล้ว แค่ไม่ก่อหนี้ใหม่ ใจก็เป็นสุขในปัจจุบัน ในอนาคตก็จะดีกว่าเดิมด้วยเหตุจากกรรมปัจจุบันที่ดีในวันนี้ค่ะ




"เหตุเกิดจากไฟ
เราเลือกได้ว่าจะเป็นไฟ หรือน้ำนะ
ถ้าเลือกเป็นไฟ ก็เผาใจตนเองและผู้อื่น
ถ้าเลือกเป็นน้ำ ก็นำความเย็นสบายมาสู่สองฝ่าย"


ดังตฤณ




เราไม่สามารถใช้ไฟดับไฟได้ การดับไฟต้องใช้น้ำเท่านั้น ซึ่งน้ำที่เย็นที่สุดคือน้ำใจจากจิตที่คิดอภัยของเราค่ะ การอภัยให้ได้แล้วนั้น ต่อให้สภาพแวดล้อมและผู้คนรอบข้างยังไม่ดีขึ้น แต่ใจเราเองจะเป็นที่พึ่งแก่ตนเองจนทำให้ทำงานด้วยความร่มเย็นเป็นสุขได้นะคะ สุดท้ายนี้ก็อยากขอฝาก “ดังตฤณวิสัชนา ตอน "ทำอย่างไรจึงจะเมตตาคนที่เราเกลียดได้" http://bit.ly/2csYV47 ไว้สำหรับทุกครั้งที่ต้องพบคนที่ไม่ชอบหน้าในที่ทำงาน จะได้สบายใจแบบไร้ความเก็บกดค่ะ (^__^)




(^/\^)
☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 74 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 11:56 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - คู่สามีภรรยาที่ฝ่ายหนึ่งเคร่งมาทางพุทธ
แต่อีกฝ่ายไม่นับถือและไม่มีความเชื่ออะไรเลย
เมื่ออยู่ด้วยกันก็เหมือนจะเริ่มไปกันคนละขั้ว
แบบนี้ควรทำอย่างไรให้ครองคู่กันได้ตลอดรอดฝั่ง
หรืออย่างน้อยก็ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้



เวลาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงคู่ครองที่มีความสามารถจะอยู่ร่วมกันได้นะ
ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันไปตลอดรอดฝั่ง อยู่กันไปจนถึงขั้นถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร
แล้วก็สามารถจะไปพบได้เจอกันในชาติหน้าอีก
พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสถึงองค์ประกอบ ๔ ประการ
คือจะต้องมีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน

หมายความว่าอะไร หมายความว่าข้อแรกนะ
ตัวศรัทธาหรือว่าตัวทิศทางในการใช้ชีวิต จะต้องไปทางเดียวกันก่อน ไม่ใช่มาปรับกันทีหลัง
มันเป็นความสำคัญ มันเป็นกำลังที่มีความสำคัญสูงสุด
ที่จะผูกยึดภาวะคู่ รักษาภาวะคู่ให้อยู่รอดตลอดรอดฝั่งทั้งชาตินี้และได้ไปเจอกันอีกชาติหน้า
ศรัทธาสำคัญที่สุด พระพุทธเจ้ายกให้เป็นอันดับหนึ่งเลย


การที่เราอาจจะไม่ได้ยินได้ฟังพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงความสำคัญของศรัทธาไว้ก่อน
แล้วเราก็จะด้วยเหตุผลที่มีความพิศวาสกัน หรือว่าจะต้องถูกบังคับให้มาอยู่ด้วยกัน
ตัวนี้อยากให้มองเป็นข้อพิสูจน์ทางธรรมชาติ
คือที่ไม่ใช่ไปยืนยันตามพระพุทธเจ้าพูดนะ
แต่บอกว่าเป็นข้อยืนยันตามธรรมชาติว่า
หญิงชายจะครองคู่กัน สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญสูงสุดคือศรัทธา
ถ้าหากว่าศรัทธาไม่ตรงกันแล้ว จูนกันไม่ได้แล้ว
มันก็เหมือนกับไม่สามารถเอาจิตมาจูนเข้าด้วยกัน
จิตสองดวงนี่นะ มันมีความซับซ้อน มันมีช่องว่างเสมอ
การที่จิตสองดวงจะจูนเข้ากันได้ติด
ก่อนอื่นเลยจะต้องมีศรัทธาที่เสมอกัน

หมายความว่าทิศทางของใจมันพุ่งไปทางเดียวกัน
อย่างคนที่ศรัทธาพระพุทธเจ้าด้วยกันก็จะพุ่งไปหาสวรรค์นิพพานด้วยกัน
คนศรัทธาในการฉ้อฉลคดโกงนะ ก็จะพุ่งไปในทางที่เสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเหมือนๆ กัน
เป็นคนดีไม่ชอบ ชอบที่จะไปหลอกลวงคนอื่นเขาอะไรแบบนี้ อันนี้เป็นตัวอย่างเลย


ถ้าศรัทธาไม่เสมอกัน แล้วก็จะต้องมานั่งปรับศรัทธาให้เข้ากัน
พยายามจะโน้มน้าวแต่ละฝ่ายอีกฝ่ายให้มาเอาตามศรัทธาของตัว
มันยิ่งกว่าพยายามไปดัดไม้ที่แก่แล้ว
หรือว่าไปพยายามดัดเหล็กตรงให้มันกลับงอ หรือดัดเหล็กงอให้เข้าที่เข้าทางกลายเป็นตรง
มันเป็นไปได้ยากแต่เป็นไปได้ ไหนๆ คือเราต้องมาอยู่กับศรัทธาที่ต่างกันแล้ว
ทางที่เป็นไปได้ก็คือ ข้อแรกเลย อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงศรัทธาคนอื่น
แต่พยายามที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม ประนีประนอม
แล้วก็นึกถึงหัวอกเขาหัวอกเรา
ถ้าหากว่าเราอยากจะให้เขาเอาอย่างใจเรา
เราต้องนึกก่อนเลยว่าเราขอแค่ครึ่งเดียวของใจเรา
ในทางกลับกันถ้าเราโดนบังคับหรือกระทั่งโดนข่มขู่ว่า
จะต้องเอาตามเขา เอาอย่างใจเขา
เราก็คิดว่าเราจะยอมสักครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน



ยกตัวอย่างนะ ยกตัวอย่างง่ายที่สุดนะ ถ้าเขาชวนเราไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขา
เราอาจจะประนีประนอมว่าโอเคไปแต่ตัวแต่ใจไม่ได้ไป
ใจเรายังอยู่กับโต๊ะหมู่บูชาที่บ้าน
นั่นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา นั่นคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา
ตัวเราไปอยู่ในที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขาแต่ใจเรายังนึกถึงบทสวดอิติปิโสอยู่ อะไรแบบนี้
ใจเรามันไม่สามารถที่จะมีใครมาบังคับได้หรอก
เขาบังคับเราได้แต่ตา หู จมูก ลิ้น กาย
แต่ใจ ไม่มีใครในสามโลกมาบังคับได้
เขาอาจจะสะกดจิตเราได้แป๊บหนึ่ง มาดลใจเราได้แป๊บหนึ่ง หรือมาบังคับข่มขู่ใจเราได้แป๊บหนึ่ง
แต่ไม่มีใครในสามโลกที่จะมาติดตามคอยบังคับบัญชาเราได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
มีแต่ตัวเราเท่านั้นแหละที่สามารถที่จะสั่งใจตัวเอง
ให้มันเป็นไปในทิศทางไหน ให้ศรัทธาอะไร


พูดง่ายๆ ก็คือว่า อันนี้ตอบคำถามสุดท้ายที่บอกว่า
อย่างน้อยขอให้อยู่กันได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
ก็คือประนีประนอม พบกันครึ่งทางนะครับ มันคงไม่มีคำแนะนำไหนที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
คืออันนี้พูดเป็นกว้างๆ พูดเป็นขอบเขตที่มันมีความเป็นไปได้ตามจริงนะ
เราฝ่ายเดียวมันไม่ได้หรอก มันต้องอาศัยความร่วมมือจากเขาด้วย
แล้ววิธีที่จะได้รับความร่วมมือจากเขาก็คือ
เราจะต้องมีเมตตาให้มาก

เรามีแนวโน้มที่จะโอนอ่อนผ่อนตามพบกันครึ่งทาง
แล้วก็แผ่เมตตา มีแก่จิตแก่ใจที่จะผ่านความรู้สึกที่ปรารถนาดี จริงใจให้กับเขา
อย่างน้อยที่สุดเขาก็จะรู้สึกว่าเราไม่มีความแข็งขืน
ความอึดอัดที่จะอยู่ร่วมกันมันก็น้อยลง
แล้วความรู้สึกอยากประนีประนอมตอบมันก็จะเกิดขึ้น



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2c9CrUx

 75 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 11:11 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ผมเห็นเพื่อนจำนวนมากเขียนในเฟสบุ๊คว่าเหงาจังๆ
เลยสงสัยว่าความเหงาเกิดจากกรรมอะไรครับ




ความเหงาเป็นอารมณ์หนึ่งของใจนะครับ
ที่เกี่ยวข้องกับกรรมในปัจจุบันมากกว่าที่จะเป็นกรรมในอดีตนะ
ถ้าดู ‘อารมณ์เหงา’ มันก็เป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งของจิตของใจ
ที่พูดง่ายๆ เลยก็คือไม่มีงาน

ถ้าลองอย่างนี้นะสำหรับคนเหงานะ
ถ้าหากว่า คราวหน้ามีความรู้สึกเหงาหงอย มีความรู้สึกเซื่องซึม มีความรู้สึกหดหู่
มีความรู้สึกว่าตัวเองเนี่ย ขนาดที่มีเพื่อนอยู่ในเฟซบุ๊คเป็นร้อยเป็นพัน
หรือในทวิตเตอร์เพิ่มขึ้นไปอีกนะ ทั้งในประเทศทั้งต่างประเทศ
แล้วยังรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวราวกับว่าอยู่ลำพังในโลกนี้ อยู่คนเดียว
ลองดู ลองคิดอยู่ในใจดูว่า เนี่ย ใจไม่มีงาน
เอาแค่นี้เลยนะ แค่คิดอย่างเดียว ขณะเหงานี่ว่า
ใจไม่มีงาน ใจไม่มีงานๆ
เหมือนกับท่องคาถาอะไรซักอย่างหนึ่ง แต่ไม่ต้องไปคิดอะไรทั้งสิ้นนะ
เอาแค่ทำความรู้สึกเข้าไปนะว่าเนี่ย ที่เหงาได้เนี่ยเพราะใจไม่มีงาน



ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง
เพราะจิตใจคล้ายๆ กับมีอะไรกั้นอยู่
ระหว่างความเข้าใจกับความจริงนะครับ ที่มันเป็นธรรมชาติของจิต
ตอนแรกๆ จะไม่เข้าใจ มันจะมีความเหงา
แล้วก็ความเหงาน่ะเรียกหาอะไรก็ไม่ทราบ เรียกหาใครก็ไม่รู้
แต่พอท่องไปเรื่อยๆ ใจไม่มีงาน ใจไม่มีงาน ใจไม่มีงาน ไปเนี่ย
วันหนึ่งมันเกิดความรู้สึกปิ๊ง ขึ้นมาเองว่า
เออ ที่เกิดอารมณ์เหงา ก็เพราะว่ามันว่างงาน
ต่อให้กำลังทำงาน คิดว่ากำลังทำงานอยู่ก็ตามนะ
ต่อให้กำลังขีดเขียนอะไรอยู่ก็ตาม
มันอาจจะไม่ใช่งาน มันอาจจะไม่ใช่อะไรที่เป็นประโยชน์มากพอที่จะทำให้หายเหงา
การปรุงแต่งของใจเนี่ยนะ ที่ก่อให้เกิดอารมณ์เหงาได้
เหตุสำคัญที่สุดเลยก็เพราะว่าใจมันมีความฟุ้งซ่าน มีความเลื่อนลอย มีความเหม่อ
มีความรู้สึกว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ไม่มีอะไรเป็นที่เกาะของใจ
ถ้าหากว่าเราท่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเกิดการนึกขึ้นมาได้ว่า
ถ้าหากมีงานที่เป็นประโยชน์ ถ้าหากมีงานที่เป็นสาระ
ถ้าหากว่าใจจดใจจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่มันมีความเจริญขึ้นได้
ไม่มีทางเลยที่จะเหงา



แต่ถ้าหากว่าใจไม่มีงานเนี่ยนะ
แล้วก็เหมือนกับมาบ่น มาระบาย มาแสดงออกถึงความฟุ้งซ่านไปเรื่อยเนี่ย
ต่อให้มีเพื่อนกี่ร้อยกี่พันคนมาช่วยกันเฮนะ มาช่วยกัน
เหมือนกับปลอบใจ หรือว่ามาช่วยกันทำให้ดูเหมือนกับมีความคึกคัก
อยู่ในสเตตัสของเรา หรือว่าในทวิตเตอร์ของเรา
อารมณ์เหงานั้นมันก็ไม่หายไป
แต่ถ้าหากว่าแทนที่จะมาระบายอารมณ์เหงาในเฟซบุ๊ค
เราไปหาอะไรอ่าน ที่มันมีความรู้สึกว่าอ่านแล้ว เจริญจิตเจริญใจขึ้นมา
อ่านแล้วมีความรู้สึกว่าใจมันมีความสว่างขึ้นมา

อ่านแล้วมีความรู้สึกว่า เออ เนี่ย ปรุงแต่งความคิดไปอีกแบบหนึ่ง
เพราะว่าแทนที่จะว่าง ว่างเปล่า หรือว่ากลวงจากสาระหรือประโยชน์
มันได้อะไรบางอย่างมา อย่างเช่นธรรมะ


อย่างบอร์ดธรรมะตอนนี้มีเยอะแยะนะ
นอกจากอ่านแล้ว ลองเข้าไปเขียน ลองเข้าไปร่วม
เอาแบบที่เลือกแล้ว คัดสรรแล้วว่าเขาพูดกันเรื่องจรรโลงใจ พูดกันเรื่องที่มันไม่ทิ่มแทง
คุยกันในเรื่องที่ชี้เข้ามาหาความรู้จักกายรู้จักใจตัวเอง
หรืออย่างน้อยที่สุดชี้ไปให้เกิดความรู้จักพระพุทธเจ้า
หันกลับไปรู้จักพระพุทธเจ้า ทำความรู้จักกับธรรมะของพระพุทธเจ้า
อย่างน้อยที่สุดถามไปนิดหนึ่งก็ยังดีว่า ธรรมะคืออะไร
อาจจะมีคำตอบออกมาหลากหลาย
แต่ในที่สุดแล้ว ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นว่าธรรมะคืออะไร
แล้วได้คำตอบเป็นการมองเข้ามาภายในตัวเอง
มองให้เห็นว่าที่กำลังเหงาอยู่ มันเพราะขาดธรรมะที่อบอุ่น
ตรงนี้น่ะนะ ถ้าหากว่าก่อกรรมแบบนี้แล้ว
ในทางที่มันสร้างสรรค์ ในทางที่มันเป็นมหากุศล
ไม่มีทางเลยที่จะเงียบเหงาได้



ถ้าไม่ชอบใจที่จะเริ่มต้นจากธรรมะ ก็อาจจะไปทำงานอย่างอื่นก็ได้
อย่างน้อยที่สุดนะ ขอให้จิตใจนี่รู้สึกถึงประโยชน์
รู้สึกถึงความปรุงแต่งในทางที่มันเป็นประโยชน์สุขก็แล้วกัน
ก็ลองเอาแนวทางนี้ไปบอกกล่าวนะครับ คนที่ชอบบ่นในเฟซบุ๊คว่าเหงาจังๆ
ก็จะได้เห็นกรรมในปัจจุบันที่เปลี่ยนความเหงาให้กลายเป็นประโยชน์ขึ้นมาได้

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cYqPUb

 76 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 11:02 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถ้ามีร้านอาหารร้านหนึ่ง บังเอิญเราผ่านไปเจอแล้วแวะเข้าไปลองทานอาหารร้านนั้นดู ปรากฏว่ารสชาติถูกปาก จนทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า วันหลังจะต้องแวะกลับมาทานอีกให้ได้ แต่เราก็แปลกใจว่าทำไมคนในร้านถึงน้อยอย่างนี้นะ? สัปดาห์ต่อมา เราขับรถผ่านทางเดิม และตั้งใจจะแวะไปทานอาหารร้านอร่อย ปรากฏว่า ร้านอาหารนั้นปิด หนำซ้ำยังไม่มีป้ายบอกว่าปิดถึงเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะเปิดก็ไม่รู้ สุดท้ายต้องขับรถไปทานร้านอาหารอื่นแทน ผ่านไปสองวันขับรถผ่านร้านอาหารเจ้าอร่อยร้านนี้ อ้าว! ยังเปิดอยู่นี่ แต่วันนี้เราทานข้าวไปแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าจะมาทานให้ได้ วันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมท้องของเราไว้รอ และชวนญาติพี่น้องคนสนิทนั่งรถมาด้วยกัน หวังว่าจะพามาอวดร้านอาหารร้านโปรดร้านใหม่ของเราดู แต่แล้ว ร้านปิด!


เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นจริงกับหลายคนครับ ไม่เฉพาะร้านอาหาร แต่รวมไปถึงคำพูดของคน การทำงาน และแม้กระทั่งการออมเงินอีกด้วย ย้อนหลังไปเรื่องร้านอาหาร ถ้าคุณเจอเหตุการณ์กับตัวเอง คุณก็คงไม่แปลกใจที่ทำไมในตอนแรกที่เข้ามาทานอาหารในร้านแล้วสังเกตเห็นว่าคนน้อยผิดปกติ ทั้งๆที่อาหารรสชาติดี นั้นเป็นเพราะมีแต่ขาจรที่บังเอิญแวะผ่านมาอย่างเรา แต่สำหรับคนที่ตั้งใจมาทานร้านนี้โดยเฉพาะ คงต้องคิดหนักนะครับ จะปิดจะเปิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ครั้นเราจะเอาท้องไปฝากไว้กับพ่อครัวร้านนี้ก็คงจะไม่ไหว สัปดาห์หนึ่งไม่รู้จะได้ทานซักมื้อหรือเปล่า


ทำไมบริษัทถึงต้องมีเวลาเปิดปิดทำการ ทำไมไม่เปิดปิดตามใจเจ้าของ ตัวอย่างข้างต้นคงอธิบายได้ในระดับหนึ่งว่า ความสม่ำเสมอเป็นปัจจัยหนึ่งในการบริหารความคาดหวังของลูกค้าครับ เปิดร้านอาหารให้เป็นเวลา ไม่ว่าจะขยัน หรือขี้เกียจ อย่างน้อยเราก็มีลูกค้าประจำแน่ๆ ถึงแม้ฝีมือจะไม่อร่อยขั้นเทพ คำพูดของเราก็เหมือนกันครับ พูดออกไป คืนกลับมาไม่ได้ คิดจะพูดก็พูด คิดจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เปลี่ยน แล้วใครที่ไหนจะมาเชื่อใจเราได้อีก ในมุมของชาวพุทธ เราก็มีศีลข้อสี่ “มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” ให้ปฏิบัติตามกันอยู่ และเหตุผลก็ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นมาไว้ใจเราเพียงอย่างเดียว จริงๆแล้วเหตุผลหลักก็เพื่อให้เราไว้ใจตัวเอง


สำหรับผม ถ้าเราอยากจะมีเงินเก็บ สิ่งที่เราต้องเริ่มคงไม่แตกต่างกับการเปิดบริษัท การเปิดร้านอาหาร หรือการใช้คำพูด ครับ นั้นก็คือ เริ่มต้นที่ความสม่ำเสมอ เริ่มต้นที่วินัย และมีความตั้งใจไว้แต่แรกไปเลยว่าเราจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ต่อเดือน ต่อปี เพราะหากไม่ทำอย่างนั้น เงินเดือนออกมา ได้รายได้อะไรมา นึกจะจ่ายก็จ่าย ถึงเวลาจะเก็บมักจะไม่เหลือให้เก็บนะครับ (เหมือนร้านอาหาร สุดท้ายลูกค้าหายหมด) ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินเก็บ หรือเก็บเงินได้น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ก็คือ “เราใช้ก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ แทนที่จะเก็บก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้” เพราะเราขาดความสม่ำเสมอ ขาดวินัยในการออม แยกการออมเงินออกจากชีวิตประจำวัน คิดว่ามันเป็นส่วนเกิน ไม่ได้คิดว่าการออมเงินเป็นสิ่งจำเป็น เวลาที่ตั้งใจจะปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ รอให้ตัวเองมีเวลาแล้วค่อยหวนคิดถึงการปฏิบัติธรรม แต่เวลาผ่านไป ก็ไม่เห็นจะมีเวลาให้ปฏิบัติซักที ชีวิตกลับยิ่งยุ่งวุ่นวายขึ้นเสียด้วยซ้ำ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะเราแยกการปฏิบัติธรรมออกจากชีวิตประจำวัน พอถึงเวลาที่คิดได้ว่าจำเป็นขึ้นมา ไม่เคยได้สะสมอะไรกับเขามาก่อน ตอนนั้นก็ไม่ทันการเอาเสียแล้ว


เหตุผลที่ทำให้เราไม่มีเงินออมนั้นมีมากมาย แต่เหตุผลที่เราต้องมีเงินออมนั้นมีแค่เพียงอย่างเดียว ก็คือ อนาคตข้างหน้า อะไรก็ไม่แน่นอน ปัญหาแรกที่คนส่วนใหญ่มักพูดออกมาเพื่อบอกว่าไม่มีเงินออมก็คือ รายได้น้อยเกินไป ผมแนะนำให้เริ่มต้นออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละต่อรายได้ของเราครับ ด้วยวิธีนี้ เมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้นเราก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สมมติเริ่มต้นทำงานใหม่ๆที่เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ตั้งใจไปเลยครับว่าจะแบ่งเงินมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อออมไว้ทุกเดือน เราก็จะมีเงินเก็บทุกเดือน เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ผ่านไป ๓ ปี เงินเดือนขึ้นไปอยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ด้วยความตั้งใจที่จะออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละต่อรายได้ จะทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งต่างจากบางคนที่อาจตั้งใจออมเงินด้วยจำนวนตัวเลขคงที่ พอเงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือรายได้เพิ่มขึ้น แต่กลับออมเงินในจำนวนที่เท่าเดิม นี่คือวินัยข้อที่หนึ่ง

วินัยข้อที่สองก็คือ เมื่อออมเงินแล้ว กันเงินไว้แล้ว แนะนำให้สร้างวินัยให้ตัวเองด้วยการตั้งใจว่าจะไม่ถอนออกมาใช้หากไม่ฉุกเฉินจริงๆ แต่ไม่ใช่แบบ ไปเดินห้างแล้วเจอป้าย “Sale” เงินในกระเป๋าไม่พอ ฉุกเฉินมากๆ จำเป็นต้องถอนเงินที่ออมไว้ออกมาใช้ก่อน อันนี้ก็เกินไปนะครับ ถูกกิเลสหลอกแล้วไม่รู้ตัว ไม่ดีๆ


ด้วยการสร้างวินัยให้กับตัวเองแค่สองข้อ คือ ตั้งใจเก็บออมสม่ำเสมอ และไม่นำเงินออกมาใช้หากไม่ฉุกเฉินจริงๆ ผมเชื่อว่า เงินเก็บในบัญชีของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลลัพธ์ที่ได้ทางอ้อมก็คือ เราจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมๆทีละเล็กทีละน้อย นั้นก็เป็นเพราะ เมื่อเรามีสัจจะกับตัวเอง ความมั่นใจในตัวเองก็จะเพิ่มขึ้น มีเหตุผลกับชีวิตมากขึ้น ทุกข์น้อยลงแน่ๆ เพราะไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องเงินๆทองๆในอนาคต สุขมากขึ้นทันตา เมื่อเรามาเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่ประมาท แต่สำหรับผม เรื่องเงินน่ะผลทางอ้อมครับ ใจที่เป็นสุขต่างหาก ที่เป็นผลทางตรง

 
โดย Mr.Messenger
ที่มา http://bit.ly/2cdyVGW

 77 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:58 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ท่านเคยประสบกับปัญหาเหล่านี้ใช่หรือไม่? อยากลงทุนในทองคำ แต่ไม่อยากเดินไปซื้อที่ร้านทอง ไม่อยากเก็บทองไว้ที่บ้าน อยากได้ราคาตามตลาดต่างประเทศ ปัญหาของท่านจะหมดไป ถ้าลงทุนกับกองทุนรวมทองคำ
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นจอร์จในโฆษณาขายของในโทรทัศน์เลยแหะ...


ฉบับนี้ขอมาเล่าช่องทางการลงทุนในทองคำอีกช่องทางที่เริ่มมีคนรู้จักในวงกว้าง และน่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆครับ การลงทุนที่ว่านี้ก็คือ การลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำ


กองทุนรวมทองคำ จะนำเงินลงทุนที่ได้จากนักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุนแม่ (Master Fund) ที่มีการลงทุนในทองคำแท่งจริงๆในตลาดโลก โดยปัจจุบันกองทุนทองคำกองใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อว่า SDPR Street Tracks Gold Trust ซึ่งมีการซื้อขายกันในหลายสกุลเงิน แต่สกุลหลักเป็นดอลลาร์สหรัฐ เรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยก็ไว้ใจได้ครับ ทางกองทุนได้ให้ธนาคาร HSBC USA, N.A.(HSBC) เป็นผู้เก็บรักษาทองคำของกองทุนเอาไว้อีกที


เนื้อหาครั้งนี้อาจจะหนักหน่อยนะครับ แต่ใครสนใจลงทุนในกองทุนทองคำ จำเป็นต้องรู้กลไกของกองทุนไว้บ้าง

SDPR Street Tracks Gold Trust ถือเป็นกองทุนประเภท Exchange Traded Fund (ETF) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ถูกจัดตั้งโดย World Gold Trust Services LLC ถือหุ้นโดย World Gold Council (WGC) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำชั้นนำของโลกโดยจะลงทุนในทองคำแท่งที่มีความบริสุทธิ์ขั้นต่ำ 99.5% ขึ้นไปตามมาตรฐานทองคำซึ่งกำหนดโดยสมาคมผู้ค้าทองแห่งลอนดอน (The London Bullion Market Association : LBMA) แต่คุณรู้กันหรือไม่ว่าทองคำที่ซื้อขายอยู่ในประเทศไทยนั้นมีความบริสุทธิ์เพียงแค่ 96.5% ซึ่งก็แปลง่ายๆว่า ทองคำไทยยังไม่ได้มาตรฐานของ LBMA นะครับ


คิดไปคิดมา แล้วสงสัยกันไหมครับว่า จะซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.5% แต่ไม่ได้ทองคำแท่งมาเชยชม หรือว่า จะเดินเข้าร้านทองแล้วซื้อทองคำแท่งมานั่งมองที่บ้าน แต่ไม่ได้มาตรฐานสากลดี?

การจะตอบคำถามนี้ได้ เราไม่สามารถใช้เพียงแค่ปัจจัยเดียวมาพิจารณาได้ นักลงทุนควรมองในหลายประเด็น โดยดูว่า เราต้องการลงทุนในทองคำเพื่ออะไร? และการลงทุนแบบไหน ให้ผลประโยชน์สูงสุดแก่เรา? มีร้านทองที่ไว้ใจไหม? มีเงินลงทุนเพียงพอจะลงทุนโดยตรงกับทองคำแท่งหรือเปล่า? มีที่เก็บรักษาทองคำแท่งไหม? ไว้ใจกองทุนหรือเปล่า? และแน่นอนว่าทางของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน หากรู้สึกว่ายากที่จะเลือกว่าจะลงทุนวิธีไหน ก็ลองย้อนกลับมาดูที่ใจครับ รู้สึกสบายใจกับการลงทุนวิธีไหนมากกว่า ก็เลือกทางนั้น เพราะคงไม่มีประโยชน์เลย หากเราเลือกวิธีการลงทุนที่ทำให้เราเครียด นอนไม่หลับ ต้องคอยพะวงว่าเงินลงทุนจะหายไหมอยู่ตลอดเวลา ไปๆมาๆเสียทั้งงาน เสียทั้งเงิน ยิ่งเครียดหนักขึ้นไปอีก เปรียบเทียบกับช่วงที่เราเจริญสติด้วยวิธีการดูจิต เราจะรู้ว่าปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็ด้วยการสังเกตที่ใจตัวเราเอง หากปฏิบัติแล้วจิตใจแข็งๆ เครียดๆ นั้นไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางไว้แน่นอน เห็นไหมครับ ระหว่างการลงทุน เราก็สามารถรับรู้อาการของจิตใจจากการเจริญสติ หรือ ทำวิปัสสนาได้ พุทธศาสนิกชนไม่ควรแยกธรรมะออกจากชีวิตประจำวันของตนเอง ตรงกันข้าม ธรรมะกลับสามารถสอน และบอกทางให้กับเราในทุกจังหวะชีวิตได้ตลอด อยู่ที่เรารู้ หรือ ไม่รู้ ก็เพียงแค่นั้น

กลับมาที่กองทุนทองคำต่อ ย่อหน้าก่อนหน้านี้ ยังมีคำศัพท์อีกหนึ่งคำที่นักลงทุนควรทำความรู้จักไว้ นั้นก็คือ “Exchange Traded Fund (ETF)” ขอเรียกสั้นๆว่า ETF ซึ่งก็คือ กองทุนรวมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศนั้นๆเสมือนหุ้นตัวหนึ่งในตลาด โดยนักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อ คำสั่งขายผ่านโบรกเกอร์ได้เหมือนการซื้อขายหุ้นทั่วไป แต่กองทุน ETF ไม่เหมือนหุ้นตรงที่มีนโยบายเน้นการสร้างผลตอบแทนให้เท่ากับดัชนีอ้างอิง อาทิเช่น ดัชนีราคาหุ้น ดัชนีราคาหุ้น SET50 ดัชนีราคาตราสารหนี้ เป็นต้นโดยในกรณีของกองทุนทองคำนี้ ดัชนีอ้างอิงของกองทุนก็คือ ราคาทองคำแท่งในตลาดโลก นั่นเองครับ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อทองคำในราคาตลาดโลกได้ เพราะเมื่อ SDPR Street Tracks Gold Trust นำเงินลงทุนจากกองทุนไปซื้อทองคำแท่งจริงๆทุกๆสิ้นวัน กองทุนจะคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ : Net Asset Value (NAV) แล้วประกาศบอกเราอีกทีว่าซื้อขายไปที่ราคาเท่าไหร่ โดยราคาที่คำนวณมาแล้วอันนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับราคาทองคำในตลาดโลกครับ สำหรับท่านใดที่อยากรู้เรื่อง ETF มากกว่านี้สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.set.or.th หรือเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายกองทุนทองคำได้ครับ


คำถามต่อมาก็คือ หากสนใจลงทุนในทองคำแล้ว จะซื้อตอนไหนดี?


ลองกลับไปดูกราฟราคาทองคำย้อนหลัง 20 ปี ที่ผมเคยนำมาให้ดู จะเห็นว่า แนวโน้มราคาทอง เป็นขาขึ้นมาตลอด จะมีช่วงแกว่งลงบ้าง ก็เป็นระยะสั้นๆไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะสะสมทองคำไว้ลงทุนในระยะยาว ก็สามารถใช้วิธีทยอยลงทุนไปเรื่อยๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่เราพร้อมก็ได้ครับ ต้องยอมรับกันก่อนว่าเราไม่มีความรู้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ในการจะคาดเดาทิศทางระยะสั้นๆของราคาทองแท่งได้อย่างแม่นยำว่าในอนาคตราคาจะวิ่งไปทางไหน ที่เรารู้แน่ๆก็คือ ทองคำแท่ง เป็นสินทรัพย์ที่มีวันหมดไป เมื่อมีวันหมด ก็แสดงว่าราคามีแนวโน้มสูงขึ้นหากนักลงทุนหรืออุตสาหกรรมหลายๆแห่งยังต้องการทองคำเพื่อลงทุน และเพื่อไปเป็นส่วนประกอบของสินค้าประเภทต่างๆ


เราเป็นชาวเมือง อยู่ในเมืองที่วุ่นวาย จะไปนั่งทำสมาธิ เข้าฌานแล้วค่อยออกมาเดินปัญญา คงจะเป็นไปได้ยาก การเจริญสติแบบทยอยเก็บเล็กผสมน้อย ด้วยการสังเกตความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตใจในชีวิตประจำวันดูจะเหมาะกับวิถีชีวิตของเรามากกว่า ... ราคาทองแกว่งขึ้นแกว่งลงแรงบ้างน้อยบ้าง บางครั้งเราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้นการค่อยๆทยอยลงทุน เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆก็ดูเหมาะกับรูปแบบการลงทุนของเราเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่า เช่นเดียวกัน


โชคดีในการลงทุนครับ

โดย Mr.Messenger
ที่มา http://bit.ly/2cYp75l

 78 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:54 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - ในที่ทำงานของดิฉันมีการทุจริตเกิดขึ้นบ่อยมาก
ดิฉันพยายามหลีกเลี่ยงจนสุดความสามารถ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถเลี่ยงได้
จะต้องทำอย่างไรจึงจะพ้นจากแวดวงคนทุจริตได้คะ




ตอบ - ก็ใจนี่แหละที่มันเป็นใหญ่ ใจนี่แหละมันเป็นประธาน
ถ้าหากว่าคำนึงถึงวิบากหรือว่าผลที่เราจะต้องได้รับในปัจจุบัน
ก็คือเราต้องมาอยู่ในวงจรของคนโกง ของคนคด ของคนทุจริต
มันอาจจะเกิดจากการที่เราเคยไปร่วมมือ ให้ความร่วมมือกับคนเหล่านี้
หรือว่าเราเองนั่นแหละเคยทำอะไรแบบทำนองเดียวกันมาก่อนนะ
แล้วก็จะต้องมาอยู่ในวงจรแบบนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แต่ใจของเราที่มันไม่สมัครเข้าไปแล้ว มันไม่อยากจะทำแบบนี้อีกแล้ว
มันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้อีกแล้ว
ใจนั้นแหละที่จะเป็นตัวกำหนด
ให้เส้นทางของเราค่อยๆ ออกห่าง ค่อยๆ แยกจากไป

โดยตัวความไม่เต็มใจนั่นแหละ
โดยตัวความรู้สึกไม่ดี โดยตัวความรู้สึกละอายนั่นแหละ
มันสังเกตได้ ใจมันอยากจะถอยห่างออกมา

เนี่ยไม่ใช่แค่ความรู้สึกอย่างเดียวนะ แต่เป็นส้นทางของเรา ที่เราเดินไปเนี่ย
ถ้ามองเป็นภาพรวมก็เหมือนกับว่าเท้าของเราค่อยๆ เบนทิศไปจากเส้นทางเดิมนะ
ที่มันบังคับให้เดินทางตรงไปสู่ความวิบัติ เดินทางตรงไปสู่การตกเหวเนี่ย
มันค่อยๆ เบี่ยงเหมือนกับฉีกทางออกไปสู่ความปลอดภัยแล้ว
ถึงแม้ว่า ณ เวลาปัจจุบันมันยังหมิ่นเหม่
มันยังเหมือนกับว่า เอ๊ะ เราเดินลงเหวชัดๆ นี่
แต่ถ้ามองเป็นเหมือนกับเปรียบเป็นรูปธรรมนะ
เท้าเราเนี่ยมันค่อยๆ ฉีกออกห่างจากการลงเหวทีละน้อยๆ
ไม่ได้ลาดลงต่ำเหมือนกับคนอื่นๆ ที่เขามุ่งหน้าดุ่มเดินไปโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้
คือพูดง่ายๆว่า ก่อนตายเนี่ย มันพ้นปากเหวได้ทัน
มันไม่ต้องดำดิ่งลงไปเหมือนคนอื่นเขา ถูกฉุดถูกลากลงเหมือนคนอื่นเขา

การที่เรามีใจไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้
ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม
กล่าวคือเราจะบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ว่าถ้าหากมีโอกาสเมื่อไหร่ เราจะไปทันที


จริงๆ แล้วเจ้าของคำถามห้อยท้ายมา

ดิฉันไม่อยากลาออกนะคะ แต่อยากจะพ้นจากวงจรอุบาทว์เหล่านี้



คือการที่เรายังต้องข้องเกี่ยวกับคนเหล่านี้
ก็เพราะว่าเรายังอยู่ในสายอาชีพการงาน
อยู่ในหน้าที่อะไรแบบนี้นี่แหละนะ ยังต้องเจอกับเขานี่แหละ
ถ้าหากว่าเราตั้งใจไว้ว่าเนี่ยถ้าไปได้เมื่อไหร่เราไปทันที
ความคิดแบบนี้ ความตั้งใจแบบนี้นี่แหละ ที่จะทำให้พ้นจากวงจรได้จริง

แต่ถ้าหากว่ายังไม่มีที่ไป
พยายามแล้วไม่สามารถที่จะออกจากที่เดิมได้
ก็อยู่ไปก่อน ไม่เป็นไร เพราะว่าอยู่แต่ตัวน่ะ
อยู่แต่แขนขาที่มันทำหน้าที่คล้ายเครื่องจักรกล
แต่ใจเราจริงๆ เนี่ยนะ ตัวใจจริงของเราเนี่ย มันไม่อยู่กับที่ทำงานแล้ว
นี่ตัวนี้แหละที่เขาเรียกว่าเป็นตัวสร้างภพเป็นตัวสร้างภูมิ
ความตั้งใจนี่แหละ ความสมัครใจนี่แหละ
อาการที่ใจเราอยู่ที่ไหนนั่นแหละ ตัวนั้นแหละนะ
ถ้าหากว่าใจมันเล็งอยู่ที่ว่า เออ เราจะอยู่ที่นี่ไปจนตาย
ถึงแม้ว่าจะต้องทุจริตคิดคดไปกับเขาด้วยเนี่ย
อย่างนี้อย่างไรมันก็ต้องเปื้อน
ภพภูมิของเราอย่างไรมันก็ต้องหลีกไม่พ้นจากวงจรแบบเดิมๆ
เพราะว่าใจมันเล็งไว้แล้วว่าจะผูกอยู่กับตรงนี้แหละ

แต่ถ้าหากใจเล็งไว้ว่าไปได้เมื่อไหร่ไปทันที
อย่างนี้มันก็จะแตกต่างไป

ภพที่จะเสวยภูมิที่จะเสวยของใจที่มันเล็งอยู่
มันก็คือความสะอาด มันก็คือความปลอดจากพิษของกรรมที่ดำมืดของคนอื่น
ที่เขาคอยสะบัดมาโดนเราให้เกิดความแปดเปื้อนไป


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cvnyHF

 79 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:51 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เวลาทำสมาธิหรือเดินจงกรม
ตามที่รู้มาเราควรจะรับรู้ตามความเป็นจริงไม่ว่าจะหายใจหรือก้าวเท้า
แต่เวลาที่ผมปฏิบัติ กลับรู้สึกว่ามันเป็นการคิดไม่ใช่การรู้
เหมือนกับความคิดท่องพุทโธ ท่องก้าว ย่าง เหยียบ ฯลฯ
ทำให้รู้สึกว่ากำลังท่องอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้รับรู้ตามจริง
จนบางครั้งก็เครียด ทำก่อนนอนบางทีถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว
แบบนี้ควรจะทำอย่างไรดีครับ


 

ตอบ - เริ่มต้นขึ้นมานะ เวลาที่เราจะรับรู้ความจริงเนี่ย
อย่าไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องรู้อย่างไรถึงจะถูก ถ้าทำอย่างนี้ถึงจะผิด
การที่เราไปคอยจับผิดตัวเองหรือว่าไปคอยหมั่นถามตัวเอง
ว่านี่กำลังรู้อยู่หรือว่ากำลังคิดไปเอง
ตัวนั้นแหละ ตัวความกังวลนั้นแหละ
ที่จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิจิกิจฉา หรือความสงสัย
อันเป็นตัวถ่วง ไม่ใช่ตัวทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของสตินะครับ

ถ้าหากว่าเมื่อไหร่ที่เราเกิดความรู้สึกถึงอาการวิจิกิจฉาเนี่ย
มันมีอาการสงสัย มันมีอาการกังวลว่านี่เรากำลังคิด นี่เราไม่ได้กำลังรู้
เอาตัวนั้นก่อนเลย ตัวนั้นเป็นอันดับแรกเลยนะ
เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของการเจริญสติของเรา ณ เวลานั้นเลยนะครับ

วิธีรู้วิจิกิจฉาที่ถูกต้องก็คือให้ยอมรับไป
ว่ามันเกิดความสงสัยขึ้นมา มันเกิดอาการไม่สบายทางกายขึ้นมา

คือมันมีความไม่สบายใจทางใจขึ้นมาก่อนแหละ
แล้วเสร็จแล้วก็จะตามมาด้วยความรู้สึกอึดอัด มีอาการเกร็ง มีอาการฝืนทางกาย
นี่แหละมันถึงเป็นเหตุแห่งของความเครียด
อย่างตอนที่เราไปพยายามทำก่อนนอนเนี่ยนะ
ยิ่งมีความสงสัย ยิ่งมีความฝืน ยิ่งมีความรู้สึกว่า เอ๊ มันผิดหรือเปล่าเนี่ยนะ
มันก็ยิ่งทำให้แทนที่จะนอนอย่างสบายๆ
กลายเป็นการตาค้างไปนะ ตาค้างด้วยความสงสัย
ถึงแม้ว่าเปลือกตาจะปิด
แต่ว่าตาในเนี่ยมันยังเหมือนกับเบิกโพลงอยู่นะ เหมือนกับยังแข็งอยู่
ก็เลยเป็นเหตุแห่งความเครียด

ถ้าหากว่าเราหายใจนะ ตอบตัวเองถูก นี่หายใจเข้าอยู่ นี่หายใจออกอยู่
อย่าไปคิดว่าผิดหรือถูก ให้คิดว่าเนี่ยเรารู้แล้วจริงๆ
ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก

จากนั้นเนี่ยนะ มันจะมีความฟุ้งซ่านตามมาอย่างไร
มันจะมีความปั่นป่วนรวนเรตามมาอย่างไร ไม่ต้องสนใจ
สนใจแค่ว่าเราสามารถยอมรับตามจริงได้หรือเปล่า
ว่าขณะนั้นกำลังมีความปั่นป่วนรวนเร
มันมีความฟุ้งซ่านตามหลังจากการรู้สึกถึงลมหายใจมา
ถ้าหากว่าสามารถรับรู้ได้ตามจริงว่าหายใจเสร็จแล้วฟุ้งซ่าน
นั่นให้ชมตัวเองว่าสามารถรู้ตามจริง

แม้แต่กระทั่งว่าสงสัยว่า เอ๊ นี่กำลังทำผิดหรือทำถูกอยู่
นั่นก็ให้ชมตัวเองว่านั่นแหละถูกแล้ว รู้ถูกต้องตามจริงแล้วนะครับ

 

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cM54Uu

 80 
 เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 10:50 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ทำอย่างไรให้จิตตั้งมั่นคะ

ตอบ - ก็ง่ายๆ เลยสำหรับคนที่ยังใช้ชีวิตแบบโลกๆ อยู่นะ
พูดคำไหนคำนั้นนะ อย่าเป๋นะ
เพราะพูดคำไหนแล้วไม่ทำคำนั้นเนี่ย
ก็คือการที่จิตปรุงแต่งไปแบบหลากหลายนะครับ
แล้วความตั้งมั่นเนี่ยไม่เกิดขึ้นในจิตที่หลากหลายหรอก
แต่ความตั้งมั่นจะเป็นเพื่อนเป็นพวกเดียวกันกับจิตที่มีใจเดียว
จิตที่มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียว จิตที่มีลักษณะว่าตั้งใจทำอะไรแล้วทำจริง
ไม่โลเล ไม่เหลาะแหละ ไม่ล้มเลิกกลางคันนะครับ

แล้วก็เป็นจิตที่ไม่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
แต่จะพยายามที่จะทำให้เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
เพื่อให้จิตเนี่ยมีอะไรจดจ่ออย่างเดียว
ไม่พยายามที่จะคิดอะไรซับซ้อน
ไม่พยายามที่จะคิดอะไรในลักษณะวกไปวนมานะ
ถ้าหากว่าจิตของเรามีลักษณะความคิดที่เป็นพวกเดียวกัน
กับการเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
อันนี้ก็มีส่วนที่จะทำให้จิตตั้งมั่นได้เหมือนกันนะครับ

เรื่องของความตั้งมั่นของจิตเนี่ย
นอกจากเราจะต้องทำนิสัยในชีวิตประจำวัน
ให้สอดคล้องกับจิตที่ตั้งมั่นแล้วนะครับ
ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้จิตใจมีความเยือกเย็น จิตใจมีความสว่างด้วย
วิธีที่ง่ายที่สุด ลัดสั้นที่สุดที่พระพุทธศาสนาเนี่ย
เราถือปฏิบัติเป็นธรรมเนียมกันมาก็คือสวดมนต์นะ
สวดมนต์บทที่เย็น บทที่มีความสามารถจะทำให้จิตของเราหลั่งรินเมตตาออกมาได้
นั่นก็คือสวดสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เรียกสั้นๆ ว่าบทอิติปิโสนั่นเอง


ถ้าหากว่าใครสวดบทนี้เป็นประจำ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้คำแปลเลย
ก็จะมีความรู้สึกถึง สัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ สัมผัสถึงสิ่งที่อยู่สูง
และใจที่ผูกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือใจที่สว่าง
ยิ่งถ้าหากว่าเราสามารถจะเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำนะ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
ถ้าทำได้ เปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำได้
จิตก็จะมีความรู้สึกผูกพัน
จิตจะมีความรู้สึกว่าถูกปรุงแต่งด้วยแก้วเสียงที่เป็นกุศล
ยังจิตให้เป็นกุศลมากขึ้นๆ
แล้วถ้ายิ่งสวดหลายรอบ
แต่ละรอบดูไปด้วยว่าจิตมีความฟุ้งซ่านหรือไม่มีความฟุ้งซ่าน
ต่างกันกับรอบก่อนๆ อย่างไร เปรียบเทียบไป
ปัญญามันเกิดแล้วเนี่ย ก็กลายเป็นปัจจัยของความตั้งมั่นขึ้นมาได้มาก


จะสังเกตว่าคนที่สวดอิติปิโสบ่อยๆ
เวลาลงนั่งทำสมาธิ เวลาที่ดูลมหายใจเข้าออกเนี่ย
จะรู้สึกว่าสามารถอยู่กับลมหายใจ ผูกพันกับลมหายใจได้ง่าย
นั่นเพราะอะไร เพราะว่าจิตมีความพร้อมที่จะดู
คนที่ทำสมาธิไม่ค่อยได้เนี่ย ส่วนใหญ่ไม่ใช่อะไรหรอก
เพราะว่าจิตไม่มีความพร้อมจะดูนั่นเอง
จิตไม่มีความเยือกเย็นพอ จิตยังมีความฟุ้งซ่านซัดส่าย
หรือมีความโลภอยากได้ความนิ่ง อยากกำจัดความฟุ้งซ่านมากเกินไป
จนกระทั่งมันเป็นต้นเหตุของความฟุ้งซ่านขึ้นมาซ้อนๆ กันไปอีกนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cmiPZd

หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!