แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 12:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ทำไมต้องโกรธบางคนมากเป็นพิเศษ  (อ่าน 5194 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 ตุลาคม 2008, 00:40 »

ถาม – ปกติจะเป็นคนใจเย็น แต่สงสัยทำไมในบางสถานการณ์ บางคนถึงทำให้เราโกรธได้มากทั้งที่เป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆ อย่างเช่นเราจะถอยรถเข้าจอดดีๆ รถที่ตามมาต้องจอดรอก็มองหน้าด้วยความไม่พอใจ ตอนนั้นเกิดความโกรธแบบอยากมีเรื่อง เอาไงเอากัน อย่างนี้ขอคำอธิบายได้ไหม นี่คือคู่เวรเก่าหรือเปล่า?

ถ้าไม่สามารถระลึกชาติได้ด้วยตนเอง ก็อย่าเพิ่งหาคำอธิบายระดับข้ามภพข้ามชาติเลยครับ เอาคำอธิบายแบบเป็นเหตุเป็นผลที่ฟังขึ้นดีกว่า

ผัสสะที่มากระทบเราให้เกิดความชอบความชังนั้น มีความหนักเบาต่างกัน คล้ายลูกเทนนิส ลูกบอล และลูกบาส ที่มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ความแข็งแน่นต่างกัน และถ้าพุ่งมาปะทะเราด้วยความแรงต่างกัน ความเจ็บปวดก็จะผิดกันเป็นคนละเรื่อง

กำลังจิตของแต่ละคนเปรียบเหมือนขนาดวัตถุ บางคนเท่าลูกเทนนิส บางคนเท่าลูกบอล บางคนก็เท่าลูกบาส ส่วนเจตจำนงคิดประทุษร้ายหรือคิดหาเรื่องนั้น เปรียบเหมือนความแรงความเร็วที่วัตถุพุ่งเข้ามากระทบเรา ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าแค่มองหน้ากันแล้วเป็นเดือดเป็นแค้น เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาได้มากราวกับเคยตามล่าจองล้างกันมาแต่ปางไหน

อีกประการหนึ่ง ความโกรธนั้นมีหลายรูปแบบ เช่นโกรธอย่างมีสติ กับทั้งมีเหตุผลสมควรให้โกรธ อีกแบบคือโกรธอย่างไร้สติ ขาดเหตุผลในการโกรธแทบสิ้นเชิง ชนิดของความโกรธที่แตกต่างกันนั้น เปรียบเหมือนเชื้อไฟต่างชนิดที่จุดชนวนโกรธให้คนอื่นได้ผิดกันไปด้วย

สำหรับความโกรธที่ยังมีสติและเหตุผลอันควรโกรธนั้น สัมผัสดูจะมีแต่แรงอัดหรือความกดดันที่ก่อบรรยากาศทึบทึมชั่วขณะ หรือถ้าร้อนก็ร้อนแบบไฟไหม้ฟาง รู้สึกได้ว่าเดี๋ยวเดียวก็หาย ความโกรธชนิดนี้เห็นแล้วจะไม่พลอยขัดเคืองตามไปด้วยมากนัก

แต่ส่วนความโกรธที่ไร้สติและเหตุผลอันควรโกรธนั้น สัมผัสจะหยาบ ก่อความระคายรุนแรง เสียดแทงกันได้เหมือนเข็มแหลม ขนาดแค่มองหน้ากันก็เจ็บใจราวกับโดนอีกฝ่ายแกล้งบิดไส้บิดพุงให้ควั่นเกลียวก็ไม่ปาน พูดง่ายๆว่าความโง่อย่างแรงของฝ่ายหนึ่ง อาจชักจูงให้อีกฝ่ายหนึ่งพลอยโง่ตามไปด้วยชั่ววูบ และชั่ววูบนั้นเองอาจหมายถึงการชักปืนออกมายิงกันบนถนนอย่างง่ายดายเหลือเชื่อ ทั้งที่เกิดมาเพิ่งเคยเจอหน้าเป็นครั้งแรกแท้ๆ

การที่เราเป็นฝ่ายถูกทำให้โกรธรุนแรงตามคนอื่นแบบปุบปับฉับพลันนั้น ดูเผินๆเหมือนน่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน แต่หากพิจารณาดีๆแล้ว ฝ่ายเรามีโอกาสตั้งสติมากกว่า ฝ่ายเรามีโอกาสตัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากใจได้ก่อน และฝ่ายเรามีโอกาสทำจิตเป็นน้ำเย็นเข้าลูบจิตเขาได้ง่ายกว่า ฉะนั้นเป็นสิทธิ์ตัดสินใจของเรา ว่าคราวต่อไปถ้าเจอเหตุการณ์ไร้สาระทำนองเดียวกันอีก เราจะยอมโง่ตามโลกหรือฉลาดเลือกสวนกระแสโลก

ความโกรธอย่างไร้เหตุผลมักตามมาด้วยการผูกใจเจ็บยืดเยื้อ เพราะคุณไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไปดับความโกรธ ความโกรธอย่างไร้เหตุผลเหมือนเชื้อโรคร้ายที่ถ้าเปิดรับเข้ามาครั้งหนึ่ง ก็อาจลุกลามจนรักษาไม่หายได้

เมื่อพิจารณาจนเข้าใจถ่องแท้ ว่าคุณกับเขาเป็นคนละคนกัน ต่างฝ่ายต่างถือกรรมคนละแบบ มีคุณภาพจิตใจคนละระดับ คุณไม่จำเป็นต้องอึดอัดกับความไร้เหตุผลของเขานานๆ ตลอดจนไม่จำเป็นต้องหลงพลัดไปเป็นคนแบบนั้นด้วย เห็นเปรียบเทียบเข้าไปจนเห็นความต่างอย่างชัดเจนได้จริงเมื่อไหร่ ความสว่างทางปัญญาก็จะฉายเข้ามาแทนความมืดแห่งโทสะไปได้เองครับ

ถาม – เคยถูกข่มขืน โดนทำร้ายทั้งร่างกายและเอาทรัพย์สินไป ไม่สามารถลืมได้แม้ผ่านมานานช่วงหนึ่งแล้ว ขอคำแนะนำดีๆที่จะทำให้สบายใจหน่อยได้ไหมคะ?

หลังๆผมมักได้รับคำถามที่ยากจะตอบให้รู้สึกดี เพราะคำปลอบมักไม่ได้ผลสำหรับคนที่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายจริงๆ โดยเฉพาะกับเพศหญิงซึ่งควรได้รับการทะนุถนอม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นฝ่ายถูกกระทำได้ง่าย โดยคนอายยาก เตือนยาก เปลี่ยนสันดานยากจำนวนหนึ่ง

ในกรณีของคุณที่กล่าวว่าเหตุการณ์ผ่านมานานช่วงหนึ่งแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดหนเดียวทีเดียว และคุณไม่คิดต่อความยาวสาวความยืดทางคดีความ แก้แค้นทางกฎหมายหรือกฎหมู่ ซึ่งก็นับว่าน่าเห็นใจมากครับ ไม่ว่าจะตอบโต้อย่างไร ฝ่ายหญิงดูจะต้องถูกกระทำให้อับอายหนักขึ้นเสมอ ทั้งแง่ของการตรวจร่างกาย และทั้งแง่ของคำให้การบรรยายรายละเอียดต่อพนักงานสอบสวน

และเรื่องแย่ๆแบบนี้ การปลอบกันด้วยหลักกรรมวิบากอาจยิ่งทำให้รู้สึกย่ำแย่หนักขึ้น เพราะเอาภาพเหตุการณ์จริงในอดีตชาติมาฉายกันไม่ได้ ว่าใครเคยทำอะไรมากันบ้าง ฉะนั้นจึงควรเรียนรู้หลักวิธีการ ‘ทำใจ’ กันอย่างตรงไปตรงมา น่าจะดีที่สุดครับ

เวลานึกย้อนไปถึงอดีตที่เลวร้ายแล้วโกรธแค้นเขาแน่นอก พอคิดสาปแช่งเขาให้หนำใจสุดฤทธิ์สุดเดช จะแผดเสียงอยู่ในรถหรือผรุสวาทอยู่ในใจก็ตาม ลองสังเกตว่ามีอะไรดีบ้าง นับเริ่มจากทำความรู้สึกไปที่แก้วตาตัวเอง ทำความรู้สึกไปที่แก้วเสียงหรือกระแสความคิดตัวเอง เห็นให้ชัดว่า ‘อกุศลธรรม’ ปรุงแต่งเราให้มืดได้ประมาณนี้

ที่ตรงนั้นขอให้ตระหนักดีๆว่า นี่แหละที่เรียกว่าการทำร้ายตัวเอง โดนคนอื่นทำร้ายไม่พอ มาขังตัวเอง ทำร้ายตัวเองในคุกมืดต่ออีก ยิ่งคิดถึงเขาในทางมืด ยิ่งสาปแช่งเขาให้หมกไหม้ ตัวเราเองกลับถูกความมืดครอบและเดือดร้อนก่อนใคร ถ้าขาดใจตายไปด้วยดวงจิตที่ยังมืดบอดและร้อนรุ่มเหมือนอย่างนี้ ก็ยากที่จะไปดีกับใครได้ และถ้าต้องไปร้าย ก็แปลว่าคุณไม่ยุติธรรมกับตัวเองเลยครับ ที่ได้รับความเจ็บปวดจากน้ำมือคนอื่นแล้วยังส่งตัวเองลงต่ำ ซ้ำเติมเข้าให้อีก

คนอื่นทำได้แค่ให้ร่างกายคุณเกิดแผล แต่มีคุณคนเดียวที่ทำให้จิตวิญญาณตัวเองบาดเจ็บเกินเยียวยา!

หลังจากเห็นโทษภัยของความผูกใจเจ็บชัดเจน ตรงนั้นให้ลองสลับไปนึกเมตตาตัวเอง มองตามจริงว่าวิธีเดียวที่จะเมตตาตัวเองได้ ก็คือสละความคิดอาฆาตแค้นทิ้งไปเสีย หากให้อภัยได้แม้เพียงวูบเดียว ให้ลองทำความรู้สึกเข้ามาที่นัยน์ตา ทำความรู้สึกเข้ามาที่กลางอก แล้วเห็นให้ชัดว่าแสนสบายอย่างไร มีระดับความเยือกเย็นเกิดขึ้นแค่ไหน หรือกระทั่งเกิดแสงสว่างไสวเพียงใด นั่นแหละครับ ตระหนักเข้าไปเดี๋ยวนั้นว่านี่คือจุดเริ่มต้นของใบหน้าที่เป็นสุข และอาจฉุกคิดว่าทำไมคุณต้องเป็นเจ้าของใบหน้าที่เป็นทุกข์ด้วย? ในเมื่อต้นเรื่องไม่ใช่คุณ คุณไม่ได้ทำผิดคิดร้ายกับใคร

ถ้าเจ้าคิดเจ้าแค้นประสาโลกธรรมดา ฟังดูอาจเป็นเรื่องบ้าที่ให้ยอมยกโทษกันง่ายๆ แต่ถ้าช่างคิดช่างเลือกอย่างฉลาดสรรประโยชน์มาสู่ตน การยกโทษคือทางออกเดียวให้กับความทุกข์

ความแค้นเสียดแน่นกับวันคืนที่สกปรกจะไม่จบง่ายๆด้วยการทำใจครั้งเดียว คุณต้องถูกเสียดแทงด้วยความทรงจำแต่หนหลังอีกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และทุกครั้งที่เห็นข้อเปรียบเทียบระหว่างผูกใจเจ็บกับให้อภัยเป็นทานในเวลาไล่ๆกัน คุณจะเห็นตัวเองฉลาดทางจิตมากขึ้นเรื่อยๆ และจิตที่ฉลาดจะปล่อยวางภาวะไม่ดี แล้วหันมารักษาภาวะดีๆแทนเสมอ

ธรรมชาติให้ความยุติธรรมด้วยวิธีที่เหมือนไม่ยุติธรรมนัก เราจำเป็นต้องมีธรรมอันเป็นเครื่องยุติ ทุกข์หายหรือคลายลง นั่นแหและครับความยุติธรรมที่แท้จริงจากจิตของเราเอง พวกเรากำลังก้มหน้าก้มตาดุ่มเดินบนเส้นทางวิบากอันกันดาร ถ้าไม่รู้จักกฎและการทำงานของกรรมวิบาก อย่างน้อยขอให้รู้จักกฎและการทำงานของจิตตัวเองเถิด แล้วจะพบความจริงอันเป็นที่สุด นั่นคือไม่ว่าเรื่องราวจะร้ายแรงเพียงใด ทุกข์เป็นสิ่งดับได้ และหลังจากดับจริงด้วยปัญญา สิ่งที่เหลือคือความสุขสงบอันประณีต คุณจะไม่รู้จักสุขชนิดนั้นด้วยความอาฆาตและการแก้แค้นเป็นอันขาด



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare055.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 กุมภาพันธ์ 2011, 09:17 โดย Aims » บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!