แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 12:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ถูกทำร้ายด้วยวาจาบ่อยจนเชื่อเรื่องบุญกรรมไม่ลง  (อ่าน 5424 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 ตุลาคม 2008, 00:37 »

ถาม – ถูกทำร้ายด้วยวาจาทุกวัน เหมือนจะเป็นบ้าตาย ไม่มีเวลาให้คิดเป็นบุญเป็นกุศล จะทำอย่างไรดี ทำใจให้เชื่อเรื่องบาปเรื่องบุญไม่ได้ เพราะจิตเป็นอกุศลอยู่ตลอด

ใครเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจริงๆจะกลัว และเห็นโทษเห็นภัยของสังสารวัฏว่าน่าพรั่นพรึงเพียงใด กรรมบางชนิดเมื่อกำลังให้ผลนั้น เขาให้ผลด้วยการเล่นงานขนาดไม่ให้ตั้งตัวติด หรือขนาดสั่นคลอนศรัทธาในความดีทุกรูปแบบ ที่เคยเชื่อนรกสวรรค์ นิพพาน บุญทำกรรมแต่ง ก็พานอยากจะเลิกเชื่อกันอย่างสิ้นเชิง เห็นเป็นเรื่องงมงาย หรือกระทั่งหันมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับทุกศาสนาไปเลย

จุดเปลี่ยนของความเชื่อคนเรามักเกิดขึ้นเมื่อประสบวิกฤติหรือเรื่องเลวร้ายซ้ำซากยากจะเยียวยาจิตใจ ที่ท้ายคำถามคือ ทำใจให้เชื่อเรื่องบาปเรื่องบุญไม่ได้ เพราะจิตเป็นอกุศลอยู่ตลอด นั้นเป็นส่วนที่ผมเติมเข้าไปในคำถามเดิมนะครับ เพราะความจริงมันเป็นอย่างนั้น คนเราพอจิตใจกำลังตกต่ำ กำลังหดหู่ กำลังท้อแท้ทรมาน อย่าไปยกกรรมดีกรรมชั่วแต่หนไหนมาพูดเลย ฟังแล้วไม่เข้าหูหรอก ถึงเคยอยากเชื่อก็เปลี่ยนเป็นอยากเลิกเชื่อได้

มาว่ากันถึงต้นเหตุปัญหา ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกัน ธรรมชาติของกรรมสัมพันธ์ จะมีใครคนหนึ่งถูกเอาเปรียบ หรือถูกกดขี่ หรือถูกกระทำต่างๆนานาเสมอ หายากครับที่จับสองคนหรือมากกว่านั้นมาอยู่ด้วยกันแล้วทุกฝ่ายแฮปปี้ทั่วหน้า ต่างฝ่ายต่างผูกสมัครรักใคร่กลมเกลียว ไม่มีใครเอาเปรียบใคร ไม่มีใครทำตัวใหญ่กว่าใคร มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นอยู่ด้วยความปรองดอง (มีจริงนะครับชีวิตในอุดมคติแบบนั้น แต่หายากหาเย็นเหลือเกิน)

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกรรมดีชั่วของแต่ละคนทำมาไม่เท่ากัน จึงเกิดช่องว่างขึ้นเสมอ และในช่องว่างนั้นมีธรรมชาติของการเป็นใหญ่และเป็นรองเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดการวนเวียนในวัฏจักรที่ซ้ำไปซ้ำมา บางโอกาสเรามีสิทธิ์เป็นผู้กระทำ ก็ได้สั่งสมความสะใจว่าเราเหนือกว่า บางโอกาสเป็นฝ่ายถูกกระทำ ก็ได้สั่งสมความเกลียดชังน้อยเนื้อต่ำใจไปแทน และแล้วด้วยกฎแห่งการสนองกลับแห่งกรรม วันหนึ่งผู้กระทำก็ต้องกลายเป็นผู้ถูกกระทำเข้าให้บ้าง แต่ไม่ค่อยแน่ว่าผู้ถูกกระทำจะมีกำลังใจสั่งสมบุญไปเป็นฝ่ายกระทำเขาบ้างหรือเปล่า

ผู้เป็นฝ่ายลงมือทำร้ายร่างกายหรือจิตใจคนอื่นเป็นนิตย์นั้น ย่อมมีเงามืดติดตามตัวไป เห็นได้จากชาติปัจจุบันว่าหน้าตาคร่ำเคร่ง มีความไม่น่ารัก ไม่น่าใกล้ชิด ไม่น่าคุยด้วยนานนัก นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้ในปัจจุบันทันตา ไม่ต้องข้ามภพข้ามชาติไปไหน ถึงแม้บุญเก่าจะบันดาลให้เขาสวยหล่อเพียงใด เปลือกนอกที่ห่อหุ้มไว้นั้นก็ไม่อาจช่วยพยุงได้นานเลย กระแสความน่าชิงชังจากภายในจะคล้ายหนามแหลมน่าระคายที่ผุดยื่นออกมามากหน่อขึ้นทุกวัน จนในที่สุดเมื่อน้ำเลี้ยงแห่งบุญเก่าหมด เขาจะเหลือแต่ความทรุดโทรมเป็นที่ปรากฏชัด

อีกประการหนึ่ง ในที่สุดวิบากกรรมจะกดหัวเขาลงไปอยู่เบื้องล่าง แล้วมีคนขึ้นเหยียบบ้าง อาจเป็นตัวเราที่เคยถูกเขากระทำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนอื่นที่อยู่ในแวดวงโคจรกรรมทำนองเดียวกับเขา

เวลาพระพุทธเจ้าจะสอนเรื่องกรรมวิบาก ท่านจะให้ข้อมูลความจริงเป็นกลางๆอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราไปสมน้ำหน้าใคร เพราะการสมน้ำหน้าก็คือการได้ส่วนบาปของเขามาเปื้อนจิตเรา แต่เมื่อเรารู้ข้อมูลตามจริงนี้ จะได้วางใจเป็นอุเบกขา ว่าใครทำอย่างไรก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น และนี่ไม่ใช่เพื่อให้เรามองออกไปนอกตัวอย่างเดียว ไม่ใช่ให้เห็นแต่ว่าคนอื่นเขาจะต้องไปเสวยกรรมที่เขาทำมา เราเองแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังเสวยกรรมที่ทำไว้แต่ก่อนเช่นกัน

ขอให้คิดว่า เราจะไม่มาอยู่ภายใต้การเบียดเบียนด้วยวาจาเช่นนี้เลย หากเราไม่เคยเบียดเบียนใครด้วยวาจาเป็นนิตย์มาก่อน ต่อให้มีฐานะต่ำต้อย ต้องเป็นฝ่ายรับใช้ใคร ก็จะไม่พบเจอนายที่โหดร้ายเป็นอันขาด แต่เพราะเราเคยสนองตัณหา เคยทำกรรมด้วยการฉวยโอกาสจากช่องว่างทางฐานะมาก่อน ก็จึงต้องได้รับผลเช่นนี้

สำหรับหลายคนที่จำต้องทนเสวยทุกข์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงนั้น น่าเห็นใจครับ ไม่มีคำแนะนำชนิดเสกปิ๊งเดียวทุกสิ่งที่เลวร้ายหายวับไปกับตา คงต้องนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาทดลอง คือให้โต้ตอบคนพูดร้ายด้วยการพูดดี ให้โต้ตอบคนไร้ศีลด้วยศีลสัตย์

ด้วยการทำเช่นนี้ ประการแรกเราได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างขันติบารมี ประการที่สองเราได้ชื่อว่าใช้กรรมชั่วเก่าโดยไม่สร้างกรรมชั่วขึ้นใหม่ ประการที่สามเราได้ชื่อว่าเป็นของจริง เป็นตัวอย่างให้คนชั่วเห็นว่าโลกนี้ยังเป็นคนดีกันได้แม้ถูกหัวเราะเยาะหรือถากถางว่าโง่แค่ไหน ข้อสุดท้ายนี้ถ้าเราสั่งสมบารมีจนเกิดพลังมากพอ ก็สามารถอาศัยอธิษฐานโดยอ้างเป็นสัจจะได้ เช่น เราโต้ตอบคนมีวาจาชั่วร้ายด้วยวาจาดีงามมาครบสามเดือน ซึ่งเป็นกรรมอันคนทั่วไปทำได้ยาก ขอสัจจะความจริงนี้จงทำให้เขาสำนึกผิดและกลับใจมารู้สึกดี พูดกับเราดีขึ้นด้วยเถิด

โลกเรากำลังเต็มไปด้วยคนท้อแท้ที่จะทำความดีครับ ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวอย่างในทางเสื่อม จึงไม่ค่อยมีกำลังใจอยากต่อสู้ความชั่วร้ายภายในตนเองกันสักกี่คน อธิษฐานให้เริ่มที่ตัวเราเถอะ ถึงแม้จะเป็นคนเดียวในตำบล ก็อาจเปรียบได้กับน้ำหยดเดียวที่หย่อนจุ๋มลงไปในสระใหญ่ แล้วกระจายวงคลื่นออกไปทั่วสระในที่สุด


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare004.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!