แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 13:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: แม่ลูกอ่อนขี้หงุดหงิด  (อ่าน 2744 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 ตุลาคม 2008, 00:15 »


กรณีเฉพาะตนของ – สงบ สันติ
อาชีพ – นักอักษรศาสตร์
ลักษณะงานที่ทำ – กำลังเป็นแม่บ้านที่ต้องดูแลลูกน้อยชั้นอนุบาลและประถม มีเด็กทำงานบ้านแต่ก็ต้องจัดการเองด้วยเป็นบางครั้ง นอกจากนั้นก็ทำงานที่บ้าน กำลังหัดสร้างบล็อกภาษาอังกฤษเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางศาสนา

คำถามแรก – ระหว่างทำบล็อก จะมุ่งอยู่ที่งานบนจอคอมพิวเตอร์ ใจร้อนอยากทำให้เสร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ในแต่ละวัน อย่างนี้จะเจริญสติได้อย่างไรคะ?

อันดับแรกต้องบอกตัวเองครับ ว่าความกระตือรือร้นเร่งทำงานให้เสร็จตามเป้าหมายนั้น จัดเป็นของดีและควรมีให้มาก เนื่องจากชิ้นงานดีๆและไอเดียเด็ดๆ มักจะเกิดจากใจที่กระตือรือร้น ไม่ใช่มาจากใจที่เฉื่อยชา ที่สำคัญคือถ้าทำงานเสร็จได้รวดเร็ว ถูกต้อง และมีคุณภาพเยี่ยม ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเต็ม เชื่อมั่นในความสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นเหตุให้จิตเกิดความตั้งมั่นขึ้นมาชั่วขณะใหญ่ๆ

จิตที่ตั้งมั่นอันเกิดจากการทำงานด้วยความกระตือรือร้นนั้น จัดเป็นสมาธิแบบโลกๆ คือคุณจะรู้สึกว่าหูตากว้างขวางขึ้น รับรู้เกี่ยวกับตัวเองและสิ่งรอบข้างได้ชัดขึ้น นั่นแหละสะท้อนถึงภาวะของจิตที่ใหญ่ขึ้น มีความนิ่ง มั่นคงไม่ซัดส่าย สงบจากความฟุ้งซ่านไปชั่วขณะ

และถึงแม้สมาธิจิตแบบโลกๆจะยังคงคุกรุ่นอยู่ด้วยกิเลสในอก เราก็สามารถเอาไปต่อยอดเป็นการเจริญสติได้ คือแม้จะรู้สึกได้ถึงความสงบชั่วขณะหนึ่ง คุณก็จะรู้สึกว่าในหัวเกิดคลื่นความคิดเป็นระลอกๆ หรือไม่ก็เกิดแรงดันในช่องอกเป็นช่วงๆ อาจเป็นแรงดันอันเกิดจากความอิ่มใจที่งานเสร็จ หรืออาจเป็นแรงดันอันแสดงความทะยานอยากสร้างผลงานใหม่ๆเพื่อต่อยอดความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง

ถ้าเห็นความไม่เที่ยง เดี๋ยวมีสิ่งหนึ่งเกิดเอง เดี๋ยวเห็นสิ่งนั้นดับเอง สติก็จะเจริญขึ้น และพบว่าจิตสงบประณีตตามลำดับ แตกต่างจากสมาธิแบบโลกๆ กลายเป็นสมาธิอันเกิดจากการเห็นความไม่เที่ยงภายในกายใจตนเอง

สรุปคือความกระตือรือร้นในการทำงานไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เพราะเป็นฐานให้เกิดสมาธิแบบโลกๆ ซึ่งอาจต่อยอดมาเจริญสติได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความกระตือรือร้นของคนทำงานแบบโลกๆนั้น ง่ายที่จะหลุดจากกรอบของความพอดี คือกระตือรือร้นจนเครื่องร้อน ใจร้อนเร่งอยากให้เสร็จๆ ซึ่งถ้าไม่เสร็จ ไม่ได้อย่างใจ ก็เกิดความงุ่นง่านแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกทำงานแบบอยากให้เสร็จในรวดเดียว จะเพื่อความสบายใจ จะเพื่อทันกำหนด หรือเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเก่งอย่างไรก็แล้วแต่ แทนที่จะเกิดสมาธิจากการทำงาน คุณกลับจะฟุ้งซ่านจัดซัดส่ายสุดๆไปเสียนี่

ท่องไว้ว่าส่วนเกินของความกระตือรือร้นนั้น จะทำให้งานลวก ขาดคุณภาพ แถมจิตยังพัง ฟุ้งซ่านจัดจนไม่อาจเอามาต่อยอดเป็นการเจริญสติ เพียงทำความเข้าใจไว้อย่างถูกต้องถ่องแท้ตามเหตุผลทางจิตเช่นนี้ ก็เกือบจะเป็นการเจริญสติไปในตัวแล้ว

กล่าวได้เช่นนั้นเพราะอะไร? เพราะเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานแล้ว พอเครื่องร้อนหรือเกิดแรงดันจากในอกที่เกินพอดี คุณก็จะเกิดสติ ระลึกได้ว่านี่เป็นเหตุให้เสียงาน เสียจิต ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ใจคุณจะสงบเย็นลงวูบหนึ่ง แล้วเกิดท่าทีใหม่ๆกับงานแทน เช่น คิดว่าไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ แต่นาทีนี้ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็แล้วกัน ส่วนที่เหลือค่อยทำพรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า หรือนาทีต่อไปยังไม่สาย (แต่ถ้าสายก็แปลว่าคุณแบ่งเวลาไว้ไม่ดี ต้องให้เป็นบทเรียนในการวางแผนกันใหม่)

เมื่อสังเกตอยู่อย่างนี้ ในที่สุดคุณจะฉลาดทางอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ และพบกับภาวะของจิตที่ดีที่สุด ที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทั่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแทบจะไม่ต้องอ่านคู่มือเทคนิคการทำงานจากไหนเพิ่มเติมเลยสักเล่มเดียวครับ เพราะจิตที่มีคุณภาพ ย่อมขุดเอาศักยภาพทั้งหมดในตัวออกมาใช้ และเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะการทำงานยิ่งๆขึ้นไปได้เอง

คำถามที่สอง – บางครั้งหงุดหงิดเวลาดูแลลูก เพราะลูกค่อนข้างเอาแต่ใจ ไม่อยากถูกควบคุมหรือชี้นำ อย่างนี้ดิฉันจะเตือนสติตัวเองอย่างไรดี?

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ว่าเราเป็นอย่างไร ลูกก็จะซึมซับกระแสจากเราไปอย่างนั้น เราใจร้อนลูกก็ใจร้อนตาม เราหงุดหงิดง่ายลูกก็หงุดหงิดง่ายตาม แต่ถ้ากระแสความเป็นคุณอยู่ฝ่ายเมตตา ลูกก็จะใจเย็นตามไปด้วย พอคิดอย่างนี้คุณจะมีแก่ใจอยากเสียสละ ยอมระงับอารมณ์เพื่อลูกครับ

ลองสังเกตเถอะ ถ้าใจร้อนในการทำงาน เวลาเลี้ยงลูกก็จะพลอยใจร้อนไปด้วย ฉะนั้นถ้าคุณเปลี่ยนนิสัยในการทำงานได้ ก็จะเปลี่ยนนิสัยในการเลี้ยงลูกไปในตัว ไม่มากก็น้อย

ในช่วงเริ่มเจริญสติที่ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดนัก ผมให้สูตรสำเร็จไว้ท่องง่ายๆอย่างนี้ก่อน คือ ถ้ายังขี้โมโหอยู่ ความโกรธมีไว้ให้ห้าม ไม่ใช่มีไว้ให้ดู ต่อเมื่อโมโหน้อยลงแล้ว ความโกรธจึงมีไว้ให้ดู ไม่ใช่มีไว้ให้ห้าม

ขอขยายความอย่างนี้นะครับ ถ้าคุณยังรู้ตัวว่าอยากตีลูก หรือดุด่าว่ากล่าวลูกแรงๆ หรือแม้แต่อยากเอ็ดให้เขายอมเชื่อฟังด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง อันนั้นแปลว่าเกิดความโกรธแรงในระดับที่ต้องห้ามใจแล้ว อย่าเพิ่งปลดปล่อยให้ความร้อนพุ่งไปกระทบลูกผ่านมือไม้หรือน้ำเสียง

แน่นอนว่าการควบคุมตนเอง ห้ามใจตนเอง ย่อมก่อให้เกิดความอึดอัดคับข้อง หรือสติขาดไปชั่วขณะ คล้ายใจโดนโปะด้วยก้อนหมอกทึบๆสักก้อน คุณไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่า ‘รู้’ ว่าห้ามใจแล้วเกิดอะไรอย่างนั้นขึ้น ขาดสติก็ขาดสติ ช่างมัน แต่พอเกิดสติใหม่ก็ค่อยรู้ ค่อยดูว่าก้อนหมอกทึบๆจางตัวลงมากน้อยเพียงใดแล้ว

แต่หากความโกรธเกิดขึ้นเพียงแผ่ว รู้สึกพลุ่งพล่านเหมือนเลือดสูบฉีดแรงกว่าปกตินิดหน่อย ยังไม่ถึงขนาดอยากขึ้นเสียงหรือลงมือลงไม้กับลูก อย่างนี้ให้ดูเฉยๆ ดูแล้วจะเห็นความโกรธหายไป ซึ่งถึงตรงนั้นก็ให้พิจารณาว่า สิ่งใดหายไป สิ่งนั้นย่อมไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวคุณ

ไม่มีใครดูความโกรธเป็นตั้งแต่ครั้งแรก ต้องดูหลายครั้งจนได้ข้อเปรียบเทียบ คุณจะพบว่าความโกรธแต่ละครั้งต่างกัน เช่น คราวก่อนยังคิดมากเหมือนเต็มไปด้วยฝ้ามัวบดบัง หรือเต็มไปด้วยความสงสัยว่าจะดูยังไงให้ถูกจุด คราวต่อมาคิดน้อยลง จึงรู้จักความโกรธเข้าไปชัดๆมากขึ้น และเห็นเหตุเห็นผลว่ายิ่งรู้อย่างเงียบเชียบเท่าไร ความจริงเกี่ยวกับความโกรธก็จะปรากฏมากขึ้นเท่านั้น

หลายครั้งเข้าก็จะเกิดปัญญา เกิดความรู้ชัดว่าทั้งหลายทั้งปวงมีแต่ปฏิกิริยาทางใจ ปฏิกิริยาทางใจเกิดจากสิ่งกระทบ ไม่มีความโกรธอยู่ก่อน ไม่มีความโกรธใดตั้งมั่นถาวร จึงไม่มีตัวเราผู้โกรธ ไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือสา สรุปแล้วพอถึงจุดหนึ่งคุณจะย้อนกลับมาขอบคุณลูกที่ทำให้คุณมีโอกาสเห็นความโกรธหรือความขัดเคืองได้บ่อยๆครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/knowityourself/#

บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!