แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ฆ่าตัวตาย (-_-')  (อ่าน 4268 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 2 ตุลาคม 2008, 23:58 »


เฮ้อ! – ผลการสำรวจออกมาแล้ว คนไทยในวันนี้เครียดจัดเข้าขั้นเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายร่วมล้านคน!




อ่านดีๆนะครับ ผลสำรวจที่ว่านี้ไม่ใช่ ‘คนไทยเครียด’ ร่วมล้านคน แต่เป็น ‘คนไทยเครียดเข้าขั้นเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายแล้ว’ ร่วมล้านคน!

ฟ้ากำลังอึมครึมขนาดไหนก็ลองนึกดู ทุก ๖๐ คนคิดจะฆ่าตัวตาย ๑ คน คุณรู้จักคนถึง ๖๐ คนไหม? ถ้าใช่ก็อาจแปลว่าหนึ่งในนั้นกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะตัดช่องน้อยแต่พอตัวที่ไหนเมื่อไหร่ดี!

ถ้ามีใครประดิษฐ์เครื่องฉาย ‘โลกหลังการฆ่าตัวตาย’ ให้ชมได้ ก็คงไม่มีใครยอมฆ่าตัวตาย เพราะใครๆก็รักตัวและกลัวความทุกข์ ที่อยากตายก็เพราะนึกว่าจะหนีทุกข์ได้พ้นนั่นเอง แต่ถ้าทราบชัดๆว่าปลิดชีวิตตนเองทิ้งแล้วยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม ใครมันจะไปอยากทำ?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด เราจะพูดว่าพวกที่คิดฆ่าตัวตายนั้น จิตเศร้าหมองมืดมนจนไม่เหลือปัจจัยในฝ่ายนามให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อ แม้จะยังคงเต็มไปด้วยปัจจัยในฝ่ายรูป เช่น อาหารการกิน อุณหภูมิที่เหมาะสม ตลอดจนสัมผัสหล่อเลี้ยงกายให้คงสภาพอยู่ได้ทั้งหลายแหล่ อย่างไรก็ต้องตาย ทนอยู่ไม่ได้ ทำนองเดียวกับขาดอาหาร น้ำ และอากาศนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อไม่ต้องพบกับสภาพที่แย่กว่ามนุษย์ คุณต้องไม่ปล่อยให้จิตมืดแบบดิ่งลงเหว เมื่อรู้สึกตัวว่าเริ่มมืดต้องหาทางทำให้สว่าง หรือแม้เมื่อรู้ตัวว่ามืดลงจนแทบสายเกินกว่าจะหาทางแก้ ก็ต้องเพิ่มความสว่างขึ้นให้จงได้ สักนิดก็ยังดี เพราะมันหมายถึงการต่อชีวิต ต่อโอกาสได้รับแสงสว่างยิ่งๆขึ้นไป

ความสว่างมีหลายแบบ ใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น

๑) สว่างแบบที่สามารถลดแรงกดดันให้อยากตาย ความสว่างแบบนี้ได้จากการฟังความจริง ต้องฟังให้เข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามจริง คือจิตที่เศร้าหมองก่อนตายย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่อบายอย่างแน่นอน คิดง่ายๆว่าถ้าตายตอนนี้ ตอนที่จิตยังเศร้า ยังอยากคลุ้มคลั่ง มันก็ต้องเศร้าหรือคลุ้มคลั่งต่อ ไม่ต่างจากคนสติแตกอาละวาดจนหลับเพราะเหนื่อย ที่ย่อมฝันร้ายต่อเป็นแน่แท้ โดยไม่มีสิทธิ์ทำอะไรให้ดีขึ้นจนกว่าฝันร้ายจะหมดกำลัง การพิจารณาตามจริงย่อมทำให้ยั้งคิด อย่างน้อยก็รู้สึกว่าถ้ายังเป็นมนุษย์ คงมีสิทธิ์ทำจิตให้ดีขึ้นได้บ้าง

๒) สว่างแบบที่สามารถลดความเศร้าหมอง ความสว่างแบบนี้ได้จากการรู้จักคิด รู้จักพูด และรู้จักทำเหตุแห่งความสุขทางใจ เช่น สวดมนต์หลายๆรอบจนกว่าใจจะรู้สึกเลื่อมใสเสียงสวดของตัวเอง หรือริเริ่มกวาดตาหาคนที่ลำบากกว่าคุณแล้วรี่ไปช่วยเหลือให้เต็มที่ หรือเดินเล่นพักผ่อนในสวนสาธารณะกว้างๆเพื่อมองน้ำมองหญ้าอย่างมีสติ หรือออกกำลังกายในแบบที่ร่างกายและจิตใจจะสดชื่นขึ้น ฯลฯ ความเคลื่อนไหวดีๆอันใดก็ตาม ขออย่างเดียวสามารถถอนใจไม่ให้แช่จมอยู่กับความเครียด ความหดหู่ ความสิ้นหวังได้ นับว่าใช้ได้หมด

๓) สว่างแบบที่สามารถป้องกันความเศร้าหมอง ความสว่างแบบนี้ได้จากการมีสติให้เป็น! ถ้าเศร้าแล้วแช่แปลว่าขาดสติ เหมือนจมน้ำลึกแล้วว่ายขึ้นฝั่งยาก แต่ถ้าเริ่มเศร้าแล้วรู้สึกตัวว่าเศร้า แปลว่าสติยังดีอยู่ เหมือนเริ่มลุยน้ำตื้นพอรู้ว่าเปียกก็ถอนเท้ากลับขึ้นฝั่งได้ง่าย

นอกจากการมีสติให้เป็นแล้ว ไม่มีทางลัด ไม่มีอุบาย ไม่มีโวหารอื่นใดช่วยคุณได้จริงเลย ต่อให้อ่านวิธีเอาชนะความทุกข์สักสิบเล่ม ก็ยังได้ประโยชน์น้อยกว่าลงมือทำจริงง่ายๆ เช่น ตื่นนอนตอนเช้าแล้วสั่งตนเองให้รู้ทัน ว่าความเศร้าครั้งแรกของวันเกิดขึ้นในใจคุณเมื่อใด!


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/news/index_1.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!