แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 05:11 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงแก้ความร้อนรุ่มใจในรักได้  (อ่าน 7650 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 2 ตุลาคม 2008, 16:00 »

ถาม – ดิฉันมีคนมาชอบพอเยอะ แต่ละคนก็ตามใจและเอาใจสารพัด ช่วงหลังเหมือนเด็กที่ถูกตามใจจนเหลิง ทำให้ใจเราร้อนรุ่ม อ่อนไหวง่าย แล้วก็ไม่อยากทนอะไรสักอย่างเดียว กลายเป็นคนทุกข์หนัก สำคัญกว่าอะไรคือรักที่เราคิดว่าใช่ก็ไม่ได้เป็นสุขนัก เมื่อมาอ่านหนังสือธรรมะจึงเริ่มอยากปฏิบัติธรรม แต่ก็เกิดอุปสรรคอีก เพราะไม่มีอิสระในการไปไหนมาไหน แล้วก็ไม่ค่อยมีเวลาสะดวกที่จะเข้าคอร์สเป็นเรื่องเป็นราว ขอคำแนะนำว่าถ้าอยากปฏิบัติธรรมโดยยังต้องวุ่นวายกับการงานและความรัก ยังไม่ถึงขั้นหวังมรรคผล ควรจะต้องทำอย่างไรคะ?


ต้องตั้งมุมมองให้ถูกอย่างนี้ก่อนนะครับ คุณไม่ได้อยากปฏิบัติธรรม แต่อยากหายร้อนรุ่มกลุ้มใจ พอมองให้ออก อ่านให้ตรงจุดอย่างนี้ ก็คงคุยกันได้ถนัดขึ้น เพราะถ้าไปมองผิดจุด นึกว่าตัวเอง ‘อยากปฏิบัติธรรม’ คุณจะไขว่คว้าหาเวลา หาโอกาส และกิเลสจะมีข้ออ้างมาบอกคุณสารพัด ว่าไม่พร้อม ไม่คล่องตัว หรือไม่สะดวกที่จะ ‘ปฏิบัติธรรม’

เดิมที่คุณ ‘อยากได้’ แล้วสมใจเพราะมีคนหามาพะเน้าพะนอ ดูเผินๆเหมือนดี แต่พอสมใจง่ายๆก็ ‘อยากได้อีก’ ราวกับระลอกคลื่นทะเล ความอยากอันทยอยมาไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเอง คือต้นเหตุของความกระวนกระวายไม่เลิก ไม่เคยอิ่มเต็ม ไม่เคยสมใจจริงๆสักที เหมือนรสหวานแห่งความสมหวังต้องมาคู่กันกับรสขมแห่งความไม่รู้จักพอเสมอ

พอคุณทราบว่าการปฏิบัติธรรมคือสูตรสำเร็จฆ่าทุกข์ คุณก็ ‘อยากปฏิบัติธรรม’ ซึ่งพอเห็นว่าตัวเองไม่พร้อมด้วยเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆก็กระวนกระวายเพิ่ม เท่ากับเป็นทุกข์สองเด้ง ทุกข์แบบโลกๆไม่พอ มาทุกข์กับธรรมะเข้าให้อีก

คนที่เขาปฏิบัติธรรมกันนั้น ไม่ใช่อะไรนักหนาหรอกครับ ก่อนอื่นเขาทำความเข้าใจเพื่อเห็นตามจริง ดังที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ดูว่า ความอยากเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เมื่อละความอยากเสียได้ ทุกข์ก็หายไปเป็นธรรมดา

ความอยากเป็นสิ่งดับง่ายจนคุณนึกไม่ถึง เพียงเท่าทันให้ได้ว่าความอยากเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดับทุกข์ทางใจแล้ว กล่าวให้รวบรัดคือแค่เท่าทันว่าความอยากเกิดขึ้น ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติธรรมกันเต็มตัวแล้ว ไม่น้อยหน้านักปฏิบัติธรรมไหนๆแล้ว

เมื่อเท่าทันความอยากได้ ก็แค่สังเกตแบบไม่เร่งร้อน ว่าในความอยากนั้น ใจคุณถลำออกไปข้างนอกหรือว่ายังรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ หากรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ คุณจะเห็นความอยากเหมือนส่วนเกิน คุณจะไม่หวงมันไว้ เมื่อไม่หวงไว้ ก็ไม่มีความเหนียวเหนอะแห่งอาการยึด พูดง่ายๆคือเห็นความอยากด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวเมื่อใด ความอยากก็จะเหือดหายไปในทันที

แต่หากใจถลำไปข้างหน้า จับยึดบุคคลหรือวัตถุภายนอกแน่นหนาแล้ว เหมือนเนื้อตัวและลมหายใจถูกทิ้งไว้เบื้องหลังแล้ว คุณจะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างทั้งทางกายและทางใจ เช่น มีความเสียดแทงในอก มีแรงดันออกมาจากกลางอกให้อึดอัด หรือในหัวเครียดตึงจนตาแทบถลน อาการอยากแบบนี้จะถูกรู้ได้ยาก เพราะขาดความรู้เนื้อรู้ตัวเป็นฐาน ทางที่ดีคือให้กลับมาระลึกก่อนว่าคุณกำลังอยู่ในอิริยาบถใด คนเราต้องมีอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยากสักแค่ไหน

เมื่อ ‘ระลึกได้’ ว่ากำลังอยู่ในอิริยาบถใด ค่อยดูใหม่ว่าความอยากส่งแรงกระทำกับคุณตรงไหน ถ้านั่งอยู่ก็ให้รู้ว่าเกิดความอยากแบบนั้นๆในขณะนั่ง ถ้ายืนอยู่ก็ให้รู้ว่าเกิดความอยากแบบนั้นๆในขณะยืน หรือจะอยู่ในอิริยาบถใดๆก็ให้รู้ว่าเกิดความทะยาน เกิดแรงดัน หรือเกิดความบีบคั้นหนักหรือเบาเพียงใด ที่สำคัญคือเมื่อดูไปเรื่อยๆ คุณเห็นมันหนักขึ้นหรือเบาลง

ถ้ามันหนักขึ้นให้ดูร้อยครั้งก็ดูมันร้อยครั้ง ถ้ามันเบาลงให้ดูพันหนก็ดูมันพันหน แค่ปลูกฝังความพอใจที่จะดูเฉยๆ คุณก็จะหลุดจากการหลงตามมันอย่างง่ายๆไม่น่าเชื่อ เช่นนี้จะเห็นว่าตัวเองปฏิบัติได้ผล อยู่ในอิริยาบถใดก็ปฏิบัติกันในอิริยาบถนั้นๆแหละ ไม่ต้องเดินทางไปดับความอยากที่ไหนเลย

ยิ่งเห็นบ่อยเท่าไร ใจก็ยิ่งสงบประณีตยิ่งขึ้นเท่านั้น แม้เพียงครั้งแรก ขอเพียงมีสติอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ความอยากมีกำลังทะยานออกไปยึดอะไรภายนอกน้อยลงแล้ว พร้อมพอจะกลับมารู้เนื้อรู้ตัวกันแล้ว

สรุปคือเมื่อหวังได้แก้วแหวนเงินทอง คุณอาจหวังได้จากชายที่เข้ามาติดพัน แต่หากหวังให้ใจตนเองสงบ คุณขอจากใครไม่ได้ บีบบังคับใครไม่ได้ ต้องทำด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีครับ อยากที่ไหนก็รู้ที่ตรงนั้น ความอยากเกิดขึ้นที่ใจ อย่าไปแสวงหาวิธีดับมันบนเขา ให้รู้อยู่กับใจตัวเองเดี๋ยวนั้นแหละ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?18.prepare
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!