๒๓๑ เมื่อต้องอยู่กับคนใกล้ตาย จะทำตัวอย่างไรดี
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๒๓๑ เมื่อต้องอยู่กับคนใกล้ตาย จะทำตัวอย่างไรดี  (อ่าน 5130 ครั้ง)
live for love
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« เมื่อ: 21 กันยายน 2008, 21:16 »

พ่อป่วยเป็นโรคร้ายที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกเศร้าและสงสารทุกครั้งที่เห็นสภาพอาการป่วยที่แย่ลง น้องก็พยายามสวดมนต์และทำบุญให้ ลูกๆทุกคนพยายามดูแล แต่ต่างก็มีงานของตนเอง บางวันก็ต้องกลับบ้านดึก รู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาใกล้ชิดเขา ควรจะทำอย่างไรดีคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 กันยายน 2008, 21:39 โดย star4life » บันทึกการเข้า
แสงเก้า
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 165



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 21 กันยายน 2008, 22:34 »

สวัสดีครับคุณ live for love

ผมรู้สึกเห็นใจคุณมากครับ ยังไงลองดาวน์โหลดหนังสือเรื่อง ณ มรณา ไปอ่านดูตาม link ด้านล่าง ไปอ่านดูก่อนนะครับ
http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=931.0

รวมทั้งห้องด้านล่างก็มีบทความที่น่าจะมีประโยชน์ครับ
http://www.star4life.com/forum/index.php?board=19.0

ยังไงรบกวนคุณ live for love ลองเล่าเกี่ยวกับอาการป่วยเพิ่มเติมสักนิดได้ไหมครับ เช่นว่า ท่านมีสติระดับไหนครับ สามารถพูดสื่อสารกับเราได้ไหม ถ้ามีรายละเอียดอื่นๆ ก็อยากให้เล่าเพิ่มเติมด้วยนะครับ ทีมงานจะได้ช่วยกันแนะนำได้ครับ

เป็นกำลังใจให้นะครับ 

บันทึกการเข้า

หลวงพ่อจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าเอ็งอยากจะไปอยู่กับหลวงพ่อ อยู่กับพระพุทธเจ้า ก็ทำลาย"ความรู้สึก" ให้หมดเสีย ใช้ "สติ" นั่นแหละ กอปรกับความเพียรไม่ท้อถอย สักวันหนึ่งเอ็งจะค้นพบความจริง ก็ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย เท่านั้นเองหรอก - หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก
กร
เกิดมาเพื่อจะเรียนรู้ทางที่จะไม่เกิดอีก
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 318



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 21 กันยายน 2008, 23:11 »

ในหนังสือ ณ มรณา มีกระบวนการเตรียมตัวก่อนการเดินทางครั้งสุดท้ายไว้ด้วยนะครับ
ที่จริง ก็ควรจะอ่านบ่อยๆ เพื่อเตือนสติเราเอง

คุณอาจจะกังวลว่า คุณพ่อจะมีสติในช่วงขณะนั้นหรือไม่ อันนี้เราไม่รู้ได้
แต่ทางฝั่งเรา ควรจะมีสติไว้ให้ดีที่สุด
อย่าร้องไห้ฟูมฟาย เพราะจะทำให้คนที่กำลังจะเดินทางรู้สึกไม่อยากไป จิตแบบนั้นจะพาให้ไปภพที่ไม่ดี
อย่าสร้างบรรยากาศที่ทำให้จิตไปสู่ความหดหู่ อกุศล นิมิตที่ไม่ดีทั้งหลาย
พยายามพูดถึงสิ่งดีๆ กุศลต่างๆ ที่ท่านเคยทำ อย่างน้อยก็เป็นการเหนี่ยวนำจิตไว้กับกุศล

อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็มีกรรมเป็นของตัวเองนะครับ
ถ้าคุณพ่อทำดีมาตลอดอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลอะไรหรอกครับ 

ในส่วนของเรื่องทางโลก ถ้าผมอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกัน
ผมคงเลือกจะใช้เวลากับคุณพ่อให้นานที่สุด เพราะเมื่อจากกันแล้ว
ก็ไม่มีเวลาทำสิ่งดีๆ ให้กันอีกแล้วนะครับ
เวลานี้ อยากบอกรัก อยากบอกอะไรที่ติดค้างในใจ
รีบๆ ทำก่อนที่จะไม่มีเวลานะครับ

เอาใจช่วยครับ 
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าปัญหาอะไรเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำใจ
ปัญหามันก็อยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดได้ก็ดับได้
Kesara
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวดวงใหม่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 29


« ตอบ #3 เมื่อ: 25 กันยายน 2008, 00:25 »

อนุโมทนากับคำตอบของคุณกรด้วยนะคะ 


ลูกๆทุกคนพยายามดูแล แต่ต่างก็มีงานของตนเอง บางวันก็ต้องกลับบ้านดึก รู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาใกล้ชิดเขา ควรจะทำอย่างไรดีคะ
ลองจัดสรรเวลาดูนะคะ ในเมื่อเต็มที่ที่เราสามารถทำได้แล้ว ก็อย่าให้มีความรู้สึกผิดเกิดขึ้นเลยค่ะ จะบั่นทอนกำลังใจตัวเองเปล่า ๆ
เป็นกำลังใจให้นะคะ 
บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #4 เมื่อ: 25 กันยายน 2008, 14:14 »

ครูบาอาจารย์ผมท่านเคยเตือนลูกศิษย์ว่า .. พ่อแม่ตาย ต้องร่าเริงนะ อย่าเสียใจ

ร่าเริง ไม่ใช่เพราะจะได้หมดภาระ ไม่ใช่เพราะจะได้มรดก
แต่เพราะท่านอุตส่าห์สอนธรรมะให้เราเห็น ว่าพระพุทธเจ้าพูดจริงนะ

ท่านบอกว่า.. ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน วันหนึ่งเราจะต้องตายแน่

เวลาไปงานศพ คุณจะได้ยินพระสวดบังสุกุล ว่า
อนิจจัง วัฏสังขารา อุปปาทะวะยธัมมิโน อุปัติชิตะวา นิรุต์ชันติ เตสังโวปัสโมสุโข

ตอนท้ายๆไม่แน่ใจ แต่ความหมายประมาณว่า.. การพ้นจากขันธุ์แล้วไม่เกิดอีกเป็นสุขอย่างยิ่ง
คือถ้ายังต้องกลับมาเกิดอีก ก็จะเกิด แก่ เจ็บตาย เวียนว่ายอยู่ในทุกข์อย่างนี้

คำแนะนำที่มีคือ หาซีดี หลวงพ่อไปเปิดให้คุณพ่อฟัง
ก่อนนอนก็อ่านหนังสือดีๆ ให้พ่อฟัง สักบทสองบท

อันนี้จะช่วยให้ทั้งคนที่ยังอยู่ และคนที่กำลังจะได้เตรียมใจกันทั้งสองฝ่าย

ผมเคยนึกเล่นๆเวลาไปงานศพว่า ไอ้คนที่น่าสงสาร ไม่ใช่คนตายหรอก
แต่เป็นคนที่อยู่ข้างหลังมากกว่า

ผมเห็นรูปคนตายตั้งหน้าโลงส่วนมาก จะยิ้มๆ แต่คนที่อยู่หน้ารูป มักจะร้องไห้ตาบวม
บางงาน ร้องมากจนเป็นลม ฟื้นมาร้องต่อ จนเป็นลมอีกหลายรอบ

ฉะนั้น คำแนะนำเดียวที่มีให้ คือทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
แล้วจงเบิกบาน ที่พ่อเราแสดงธรรมให้เห็น ว่าชีวิตเป็นทุกข์เช่นนี้

เกิดแล้วต้องแก่ แก่แล้วต้องเจ็บ เจ็บแล้วต้องตาย

ถ้าตายแล้วไม่เกิดได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ถ้ายังต้องเกิดก็ขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์
ได้พบพระพุทธศาสนา ได้เจริญวิปัสสนา มีสติ มีสุข เป็นทุกข์น้อย ด้วยสติ

โชคดีนะครับ 
บันทึกการเข้า
live for love
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« ตอบ #5 เมื่อ: 25 กันยายน 2008, 22:25 »

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะคะ
ทุกวันนี้ พยายามเข้าไปคุยด้วยเช้าเย็น กอดพ่อทุกวัน จากที่ไม่เคยกอด
พูดให้กำลังใจกันทุกวัน

คุณพ่อยังพูดได้ ลุกนั่งได้ แต่หายใจติดขัด และซูบผอมลงทุกวัน
เพราะเลือดไม่ดีในกายมันไหลเวียนอยู่ และอาการปอดที่ติดเชื้อร้าย
กำลังใจคุณพ่อยังดีที่พยายามจะรักษากายให้แข็งแรง พยายามกินแม้จะคลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา
คุณพ่อไม่อยากตาย แต่โรคที่เป็นอย่างไรก็ต้องไปถึงจุดสุดท้ายของชีวิตอยู่ดี
อยากให้เตรียมใจแต่เกรงว่าจะเป็นการแช่งท่าน
ในเมื่อคนป่วยยังอยากมีความหวังในการมีชีวิต
เราจะให้เขาวางใจกับความตายอย่างไร หรือควรให้ความหวังกับการดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรที่จะไม่ผิดหวังเมื่อถึงปลายทางของชีวิตแล้วคะ
บันทึกการเข้า
กร
เกิดมาเพื่อจะเรียนรู้ทางที่จะไม่เกิดอีก
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 318



เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 29 กันยายน 2008, 14:10 »

ล่าสุดผมเพิ่งเห็นธรรมแท้จากคนสองคน
คนนึงคือ ลูกสาว เพิ่งเกิดเมื่อวันที่ 26 ที่ผ่านมา
อีกคนเป็นแม่บุญธรรม เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านไป
มีคนแสดงวัฎจักรของชีวิตให้เห็นชัดๆ ทั้งต้นทางและปลายทาง

ขณะที่คนกำลังจะเดินทาง แต่ใจยังไม่อยากไป ก็น่าจะชี้ให้เห็นว่า ปลายทางที่จะไปไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
หากแต่ต้องใช้เวลาในการยอมรับ และเข้าใจ
เมื่อก่อนผมกลัวตายมากกว่านี้ เพราะไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แน่ใจว่า ตายแล้วจะเป็นไง
แต่เมื่อได้มีโอกาสศึกษาธรรมะ ก็ได้เข้าใจว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องน่ากลัวตรงไหน
เพราะเราก็ล้วนเกิดแล้วตายมานับครั้งไม่ถ้วนฃ
การตายแต่ละครั้ง เพียงแค่เปลี่ยนสถานะจากร่างกายปัจจุบัน จิตในขณะปัจจุบัน
ไปเป็นอีกรูปกายหนึ่ง อีกจิตหนึ่ง ขึ้นกับกรรมที่ทำมาแค่นั้นเอง

การแก้ปัญหาระยะสั้น ก็คือพยายามเหนี่ยวนำให้จิตอยู่กับกุศล นึกถึงเรื่องดีๆ ที่เคยทำ
จะได้สร้างโอกาสให้ไปภพที่ดีหน่อย หรือกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง

การแก้ปัญหาระยะยาว (ถาวร) ก็คือการเจริญสติปัฎฐาน เพื่อให้ยอมรับความจริงเบื้องปลาย
ว่า ทั้งกายและใจที่เราคิดว่าเป็นของเรา ที่จริงแล้วไม่ใช่ของเรา แล้วก็มีแต่ทุกข์
เมื่อไรที่เราเข้าใจแจ่มแจ้ง เมื่อนั้น เราไม่ต้องมาเกิดอีกแล้ว นั่นก็คือ ไม่ต้องมาเผชิญกับการเกิดการตายอีกต่อไป

ที่คุณ Aston แนะนำไว้ ก็ช่วยได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาวครับ
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าปัญหาอะไรเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำใจ
ปัญหามันก็อยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดได้ก็ดับได้
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 556



« ตอบ #7 เมื่อ: 29 กันยายน 2008, 21:51 »

ลองมาดูวิธีการส่งคนใกล้ตาย
ของพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา นะคะ 

จาก http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=230.0

"...ผลงานชิ้นหนึ่งของพระสารีบุตรคือกลับใจคนเห็นผิดอย่างธนัญชานิให้กลายเป็นคนเห็นถูกเห็นชอบ คือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ไม่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง เป็นพฤติกรรมที่ประกอบด้วยความเข้าใจอันถูกต้องได้

เมื่อยอมรับเป็นครูเป็นศิษย์กันเรียบร้อย ในกาลต่อมาธนัญชานิล้มป่วยลง และเห็นท่าว่าตนจะไปไม่รอดแน่ จึงส่งคนไปนิมนต์พระสารีบุตรผู้เป็นพระอาจารย์มาดูใจตน ซึ่งการนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงรับทราบ เนื่องจากธนัญชานิสั่งคนให้ทูลแจ้งข่าวอาการตรีทูตของตนแก่พระองค์ด้วย

พอพระสารีบุตรรับนิมนต์ เดินเท้าไปถึงบ้านคนป่วย ก็ไถ่ถามถึงอาการของธนัญชานิ ว่ายังพอทนไหวไหม เจ็บปวดเป็นทุกข์มากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหนอย่างไร

ธนัญชานิได้ยินพระอาจารย์ถามเช่นนั้นก็ตอบแบบหมดอาลัยตายอยาก ว่าคงทนอีกได้ไม่นานแล้วขอรับพระคุณเจ้า น่าจะทำกาละเร็วๆนี้เอง เพราะความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมีแต่จะทวีกำลังกล้าแข็งขึ้นทุกที ไม่เห็นวี่แววว่าจะลดระดับลงเลย ราวกับใครเอาเหล็กแหลมคมมาจี้หัว มีลมเสียดแทงหัว นอกจากนั้นที่ท้องยังเหมือนโดนคนเอามีดเชือด มีลมเสียดแทงท้อง เนื้อตัวร้อนราวกับกำลังโดนย่างในหลุมถ่านเพลิงก็ไม่ปาน

พระสารีบุตรเห็นธนัญชานิร่อแร่ต้องไปแน่เช่นนั้น ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรดีไปกว่าการชวนธนัญชานิพูดคุยเรื่องภพภูมิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นตาม โดยเริ่มจากการถามว่าถ้าเปรียบเทียบระหว่างนรกภูมิกับเดรัจฉานภูมิ อย่างไหนดีกว่ากัน ซึ่งตามความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องแล้วของธนัญชานิ ก็ทำให้เขาสามารถตอบพระสารีบุตรได้ ว่าเดรัจฉานภูมิย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน (เพราะไม่ต้องทนเร่าร้อนด้วยไฟแผดเผาของขุมนรก)

จากนั้นก็ไล่ลำดับสูงขึ้นมา ระหว่างเดรัจฉานภูมิกับเปรต อย่างไหนดีกว่ากัน ธนัญชานิก็ตอบว่าเปรตดีกว่า (เพราะมีโอกาสสบายบ้างไม่จมอยู่กับอัตภาพคับแคบเหม็นเน่าตลอด) เมื่อเทียบระหว่างเปรตกับมนุษย์ มนุษย์ดีกว่าเปรต (เพราะสบายกว่าและบำเพ็ญบุญศึกษาธรรมได้) เมื่อเทียบระหว่างมนุษย์กับเทวดา เทวดาดีกว่ามนุษย์ (เพราะสบายกว่าและเสพสุขอันเป็นทิพย์) และสุดท้ายระหว่างเทวดากับพรหม ธนัญชานิก็ตอบได้อย่างถูกต้องว่าพรหมดีกว่าเทวดา (เพราะอายุยืนและมีจิตผ่องแผ้วไม่เกลือกกลั้วอยู่ด้วยกามคุณ)

พระสารีบุตรเล็งเห็นว่าธนัญชานิยังมีความปรารถนาภพภูมิ และธนัญชานิก็มาติดอยู่ที่ความเห็นว่าพรหมเป็นภพภูมิที่ดี ที่ประเสริฐ ที่น่าไป พระสารีบุตรจึงแสดงหนทางที่จะดำเนินจิตเพื่อให้ได้เป็นสหายของเหล่าพระพรหม คือแผ่เมตตาออกไปไม่มีประมาณ ทั้งซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วทุกเหล่าสัตว์ไม่เลือกหน้า กระทั่งน้ำจิตไม่คิดร้าย ไม่ผูกเวรแล้ว ไม่นึกถึงการเบียดเบียนใดๆแล้ว

จูงจิตธนัญชานิด้วยคำพูดอยู่พักหนึ่ง กระทั่งธนัญชานิรู้ว่าจะกำหนดจิตอย่างไรให้เป็นฌานชั้นต้น พระสารีบุตรก็หลีกไป จิตอันใกล้ดับของธนัญชานิก็สงบลง บรรลุถึงฌานที่เรียกว่าอัปปมัญญาสมาบัติ จากนั้นจึงขาดใจตายด้วยความสุขอันยิ่งใหญ่ เข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม หมดความทุกข์ หมดความเจ็บปวดทางกาย ทิ้งซากศพไว้ในโลกนี้โดยปราศจากความใยดีเท่ากระผีกริ้น..."
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน 2008, 22:02 โดย ☆Aims Astro☆ » บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #8 เมื่อ: 29 กันยายน 2008, 22:12 »

อีกวิธี ถ้าพอเป็นไปได้ ลองเปิด ซีดี หลวงพ่อปราโมทย์ให้คุณพ่อฟังนะคะ
ช่วงที่คุณแม่ของพี่ที่นับถือคนหนึ่งป่วย
ท่านเริ่มฟังซีดี หลวงพ่อ ช่วงนั้นเลยค่ะ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านรู้สึกตัวบ้างและไม่รู้สึกตัวบ้าง
ท่านก็ บอกว่า วันนี้วันพระ เมื่อไปเปิดดู ปฏิทิน ก็พบว่าเป็นวันพระจริง ๆ
ช่วงนั้น ท่านจะนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ เช่น อยากฟังเสียงสวดมนต์ อยากกราบพระ
อยากถวายสังฆทาน

แม้ร่างกายจะทุกข์ แต่ท่านกลับไม่ค่อยหงุดหงิดอย่างที่ควรจะเป็น

และตอนที่ท่านจากไป ก็ สงบและสบาย แบบที่ ไม่น่าจะเกิดในคนที่เป็นโรคนี้เลยค่ะ

ถ้ายังไงส่งที่อยู่มานะคะ
เดี๋ยวกุ๊กไก่ส่งซีดีไปให้ค่ะ

 
บันทึกการเข้า
live for love
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« ตอบ #9 เมื่อ: 2 ตุลาคม 2008, 22:29 »

  ขอบคุณทุกคนค่ะ
ตอนนี้คุณพ่อเริ่มกำหนดลมหายใจ ไม่ไปเพ่งที่ความทุกข์กายบ้างแล้วค่ะ
เมื่อเวลากลางวันก็นั่งอ่านหนังสือธรรมะค่ะ
เวลาก่อนนอนก็เปิดซีดี บทสวดให้ท่านสวดตามจนหลับ
กำลังใจท่านเข้มแข็ง และสงบขึ้น
พอย้อนกลับมาดูตัวเอง บางครั้งเราเสียอีกที่เผลอไผลลืมตัวกว่า
การเจ็บป่วยเป็นช่วงเวลาอันมีค่าที่จะได้ไตร่ตรองการใช้ชีวิต และตั้งหลักให้ชีวิตต่อไปนะคะ

บุญรักษาทุกคนนะคะ
บันทึกการเข้า
Supranee
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 88


« ตอบ #10 เมื่อ: 3 ตุลาคม 2008, 03:00 »

อ้างถึง
คนนึงคือ ลูกสาว เพิ่งเกิดเมื่อวันที่ 26 ที่ผ่านมา

พี่ขอแสดงความยินดีกับน้องกรที่ได้ลูกสาวคนแรกนะคะ     
และเสียใจที่เสียคุณแม่บุญธรรมด้วยค่ะ 

นอกจากหนังสือ ณ มรณา แล้ว พี่ขอแนะนำหนังสือ เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน อีกเล่มค่ะ  เป็นการเตรียมตัวตายอย่างถูกต้องตามวิถีพุทธค่ะ (ไม่หลงตาย)  แนะนำคุณพ่อว่าเป็นหนังสือธรรมะที่ติดอำดับหนังสือขายดีมาแล้วนะเนี่ย     

อีกรายการหนึ่งที่อยากแนะนำให้คุณฟังค่ะ  คือซีดีคนรู้ใจแผ่นที่ 5 รายการที่ 7 ประสบการณ์การภาวนา - บริหารกรรม ๒ โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล และ นวพร สุปิงคลัด  http://www.dhamaforlife.com/audio/konrujai5/index_5.htm

คุณชมพู่ (นวพร) เล่าประสบการณ์ในการช่วยผู้ป่วยที่เป็นเพื่อนสนิทในช่วงสุดท้ายของชีวิตค่ะ

 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: