แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 20:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ไม่กล่าวอุทิศบุญจะไม่ได้รับจริงหรือ?  (อ่าน 4926 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 5 สิงหาคม 2008, 03:12 »


ถาม : มีคนบอกว่าถ้าเราไม่กล่าวอุทิศบุญ ก็จะไม่มีใครแบ่งบุญจากเราไปได้ ไม่ทราบว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร? ที่สงสัยมากเพราะบางทีนึกยินดีที่เห็นใครสร้างกุศลเฉยๆ กลับจะรู้สึกปลอดโปร่งกว่าตอนเขามาพูดจาคล้ายกดดันให้เราต้องอนุโมทนาตามเขา ทั้งที่ใจเราเห็นอยู่ว่าเขามาอวดรวย อวดบุญญาธิการมากกว่า




ก่อน อื่นต้องเข้าใจก่อนว่าบุญเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ใจคิดดีแล้ว อย่างเช่นคิดยินดีที่เห็นใครได้ดี อย่างนี้ก็เป็นบุญเรียบร้อย ไม่ต้องตั้งโต๊ะทำพิธีรีตองใดๆทั้งสิ้น


ยกตัวอย่างให้ชัดเจนขึ้น เมื่อคุณยินดีที่เห็นใครเขาให้อภัยผู้อื่น ใจคุณย่อมมีส่วนแห่งการอภัยไปด้วย เห็นได้จากความโล่งอกที่พลอยเกิดขึ้นในคุณ ความสุข ความเบา ความสบายใจนั้นเอง เป็นหลักฐานของการได้ส่วนบุญในการให้อภัยของคนอื่น


คุณไม่ได้เป็นคนให้อภัย แต่ก็รู้สึกเสมือนเป็นผู้ให้อภัยด้วยตนเอง ยิ่งถ้าคุณติดตามสถานการณ์อันน่าอึดอัดรุ่มร้อนมาก่อน ก็ย่อมเห็นชัดว่าอะไรๆคลี่คลายกลายเป็นโปร่งโล่งเยือกเย็นไปแล้ว หรือเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปด้วยแล้ว นั่นจะเป็นแรงบันดาลใจเผื่อไว้สำหรับครั้งหน้า คุณได้ทุนไว้พอจะมีแก่ใจให้อภัยใครๆที่ร้ายกับคุณแล้ว


นี่แหละครับคือการสาธิตธรรมชาติแห่งบุญ เราดูดบุญคนอื่นได้ด้วยจิตอนุโมทนายินดี แม้เจ้าของบุญจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจยกให้ ขอเพียงอาการทางใจของเราร่วมโสมนัสไปกับเขา เท่านั้นก็เป็นอันจบพิธีดูดบุญอย่างสมบูรณ์แล้ว


จริงๆแล้วการยกบุญยกกุศลให้ผู้อื่น หรืออุทิศส่วนกุศลให้คนตาย เป็นแง่ของการกระตุ้นให้ผู้อื่นอนุโมทนาเท่านั้น เหมือนเพื่อนกำลังมองไปทางอื่น เราก็สะกิดแขนให้หันมาชมดอกไม้ที่เราปลูก เพื่อร่วมชื่นตาชื่นใจกับเราบ้าง หากเราไม่ชักชวนให้ชม เขาก็อาจไม่มีโอกาสได้เห็น พลาดโอกาสเสพสุขทางตาไป


และจากตัวอย่างชวนเพื่อนดูดอกไม้นี่เอง ตรองดูจะเห็นว่า แม้เราไม่สะกิด ไม่ชักชวนให้เพื่อนมาชมดอกไม้ที่เราปลูก แต่เขาเผอิญผ่านมาเห็นด้วยตนเอง เขาก็จะเสพสุขทางตาได้เช่นเดียวกับเรา เราไม่มีสิทธิ์ไปหวงห้ามหรือปิดกั้นความสุขอันเกิดจากการเห็นดอกไม้ของเขา


บุญของแต่ละคนเป็นกลาง ต่อให้เจ้าของบุญตายไปแล้วเป็นพันปี ถ้าคุณมารู้วันนี้ว่าเขาเคยยอมลำบากตรากตรำ เคยอดกลั้นเป็นแรมปีเพื่อทำดีให้ปรากฏ ใจของคุณที่ซึมซับบารมีทางความเพียรและบารมีทางขันติของเขาอย่างเต็มตื้น ก็จะพลอยได้มีความเหิมหาญ มีความยินดีในการมุมานะทำดีไปกับเขาด้วย ส่วนแบ่งบุญจะมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจของคุณ หรือขึ้นอยู่กับการมีอารมณ์ร่วมไปกับเจ้าของบุญมากน้อยเพียงใด


ตรงข้าม หากไม่อนุโมทนาแล้วยังหมั่นไส้หรือคิดบั่นทอนกำลังใจคนทำบุญ อย่างนั้นไม่ใช่แค่ทำลายโอกาสได้ส่วนแห่งบุญ ยังเกิดบาปเกิดกรรมไปเสียอีก เหมือนคนเกลียดแสงสว่างย่อมหันหลังเข้าหาความมืด ปริมาณของบาปจะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับค่าความสว่างของบุญ ที่คูณด้วยน้ำหนักเจตนาที่คุณไปบั่นทอนกำลังใจเขา หรือหมั่นไส้เขา


แต่พูดก็พูดนะครับ คนไทยเราจำนวนไม่น้อย ทำบุญใหญ่ๆบางครั้งด้วยความเห็นว่าเป็นเรื่องน่าอวด น่าให้คนอื่นอิจฉาว่ามีสตางค์เหลือเฟือ หรือกระทั่งใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันว่าบารมีใครมากกว่ากัน ใครใจป้ำกว่ากัน อันนั้นบุญย่อมมัวหมองด้วยจิตคิดอกุศล และผลที่ได้รับในระยะยาวจะทำให้ต้องตกอยู่ในวงจรการแข่งขัน ใจนึกอยากประชันกับใครต่อใครร่ำไป ถ้าแข่งแพ้หรือน้อยหน้าคนอื่นก็จะทุรนทุราย กินไม่ได้นอนไม่หลับ สรุปคือคนบางคนทำบุญเพื่อผลักตัวเองเข้าไปอยู่ในวงจรภัยเวร ไม่น่าเป็นที่ตั้งของความเลื่อมใส ความมีใจอยากอนุโมทนายินดีแก่ผู้อื่น


การทำใจเผื่อแผ่บุญให้คนอื่น อาจเฉียดกับการทำบุญให้คนอื่นอิจฉาแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ทั้งหมดทั้งปวงต้องดูที่จุดเริ่มต้นทางใจ หากคุณมีความยินดีในบุญของตนก่อน แล้วนึกอยากให้ผู้อื่นรับรู้เพื่อให้เขายินดีตามในภายหลัง อย่างนี้เรียกว่าเป็นใจเผื่อแผ่ แต่หากตั้งต้นขึ้นมาใจคุณนึกถึงตัวตนอันเขื่องโข อยากให้คนอื่นเห็นว่าคุณทำบุญใหญ่เหนือกว่าเขาหรือใครๆ อันนี้เรียกว่าเป็นใจเบียดเบียน คนเราเมื่อหมั่นไส้กันย่อมอนุโมทนาไม่ออก เกิดกำลังใจพลอยร่วมยินดีไม่ไหว


ถ้าใจยินดีในบุญและเผื่อแผ่บุญ อย่างแท้จริง กิริยาทางกายจะอ่อนสลวยเย็นตาน่าประทับใจ แทบไม่ต้องเอ่ยปากสักคำคนเห็นเขาก็บังเกิดความเลื่อมใสตามอยู่แล้ว ยิ่งถ้าสำทับด้วยคำพูดให้เขาเปิดใจรับรู้และยินดีตามคุณ ก็เพิ่มความหนักแน่นในบุญอันเกิดจากการอนุโมทนายิ่งๆขึ้น


และขอพูดเผื่อไว้ คุณจะสงสัยว่าใครทำบุญด้วยจิตคิดข่มผู้อื่นหรือด้วยจิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วก็ ตามที หากถึงขั้นต้องกัดลิ้นฝืนใจอนุโมทนาแล้วล่ะก็ เมินๆหน้าไปทางอื่น ทำใจเป็นกลางๆเสียดีกว่า เพราะจิตที่กึ่งยินดีกึ่งยินร้ายกับบุญของคนอื่นนั้น ภายหลังอาจบานปลายเป็นความสัมพันธ์ครึ่งดีครึ่งร้ายกับเขาได้ครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/mobile/P7.7.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!