แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 04:09 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ขอคำแนะนำเมื่อคู่ไม่ชอบปฏิบัติธรรม  (อ่าน 4467 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 4 พฤษภาคม 2008, 00:09 »


ถาม – ผมเริ่มปฏิบัติธรรมมา ๒-๓ ปี และเคยชักชวนภรรยามาทางนี้ด้วย แต่เธอไม่ค่อยชอบ แถมตอนนี้ดูเหมือนยิ่งจะมีมิจฉาทิฏฐิมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียอีก อาจเป็นเพราะผมด้วยก็ได้ ผมจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไรดีครับ?


เผอิญช่วงนี้มีคนชวนคุยเรื่องนี้บ่อย ทั้งชายทั้งหญิง ชายบอกว่าภรรยาไม่ชอบที่ตนสนใจศาสนามากไป หญิงบอกว่าสามีเห็นว่าตนให้เวลากับการปฏิบัติอะไรไร้สาระ ฯลฯ ผมก็นั่งนึกยิ้มๆแบบฝันหวานว่าถ้าโลกนี้มีแต่ความพอดี แทนที่ชายหญิงเหล่านั้นจะต้องกังวลไม่สบายใจเรื่องคู่ของตนไม่ชอบธรรมะ ได้มาพบและจับคู่กันเสียแต่แรกคงสิ้นเรื่องสิ้นราว ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนกันและกันให้ห่าง (ไม่ใช่เลิกนะครับ) ข้องแวะในเรื่องโลกๆ เห็นใครเข้าห้องพระ หรือลุกขึ้นกลางดึกทำสมาธิเดินจงกรม แม้ตนเองไม่มีแรงทำอย่างนั้นบ้างก็ยกมือไหว้ท่วมหัว อนุโมทนานะแม่คุณ ขอให้เจริญสัมมาสติยิ่งๆขึ้นนะพ่อยอดชายของเมีย ฯลฯ ผมว่าชีวิตคู่แบบนั้นคงจีรังยั่งยืนด้วยความรู้สึกแสนดีที่มีให้กันไปจนตาย ไม่ใช่เห็นอีกฝ่ายทำท่านิ่งๆหลับตา หรือเดินจงกรมกลับไปกลับมา ก็อดรนทนไม่ได้ต้องส่งเสียงค่อนแคะให้ระคายความรู้สึกกันต่างๆนานา บั่นทอนกำลังใจอีกฝ่ายจนไม่อยากทนอยู่ร่วมชายคาด้วยอีกต่อไป


ว่าไปสถานการณ์ทุกวันนี้ก็ไม่เอื้ออำนวยนักสำหรับชาวพุทธ การที่เราเข้าใจธรรมะ แล้วอยากนำธรรมะไปเผื่อแผ่คนใกล้ตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เอาแค่ภาพลักษณ์ที่เสียหายยับเยินของทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาสระดับบิ๊กๆ เกี่ยวกับเรื่องฉาวๆ หรือเรื่องเงินๆทองๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดความรู้สึกด้านลบกับพุทธศาสนาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ผมเองช่วงไม่รู้จักใครที่ศรัทธาและเพียรปฏิบัติธรรม ก็นึกว่าตัวเองอยู่โดดเดี่ยวในโลก การที่เราพูดถึงธรรมะอยู่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นปริยัติหรือปฏิบัติ โดยไม่มีผู้ที่เขารู้สอดคล้องกันมาช่วยกันเป็นพยานให้กับพระพุทธเจ้า หรือเป็นพยานผลการปฏิบัติที่คลี่คลายทุกข์ ประจักษ์สภาวธรรมตามจริง ฯลฯ ในสายตาคนอื่นก็เท่ากับเป็นแกะดำดีๆนี่เอง


ถ้ารอบตัวของคุณไม่มีใครมาช่วยกันส่งเสริมสนับสนุน ก็ต้องอาศัยกำลังกายกำลังใจของตัวเองอย่างต่อเนื่องเป็นพิเศษ


ผมเคยสรุปรวบรวมเทคนิคในการโน้มน้าวคนในครอบครัวให้มาสนใจธรรมะอยู่บ้าง เผื่อไว้แลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจ ขอจำแนกไว้เป็นข้อๆพอเป็นแนวดังนี้...

๑) หัดรู้ใจคู่ของตน

คนอยู่ด้วยกันทุกวันเป็นปีๆนั้น รู้ใจกันง่าย ไม่ต้องฝึกให้เกิดญาณรู้ใจแต่อย่างใด อาศัยแค่ความสังเกตธรรมดาๆในชีวิตประจำวันนี่แหละ ดูว่าเขาพูดอะไร ดูว่าเขาทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร โดยเฉพาะชนิดที่เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกับเรา ถ้าสังเกตออก อ่านออกขนาดทำนายได้ว่าเขาจะพูด เขาจะทำอย่างไรในสถานการณ์หนึ่งๆ ตรงนั้นเราเริ่มสร้างช่องทางไว้ให้ตัวเองในอันที่จะสร้างร่องนำเขามาหาธรรมะแล้วครับ

เรื่องแปลกแต่จริงก็คือสามีภรรยาอยู่ด้วยกันเป็นสิบปีนั้น อย่างมากแค่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความอยาก ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ลงกัน คือแค่พยากรณ์ได้ทำนองว่าโดนล้งเล้งแน่ถ้าวันนี้กลับดึก หรือถ้าเอาเงินไปซื้ออะไรแพงๆนิดหนึ่งเป็นถูกสวดยับว่าสุรุ่ยสุร่าย

การหัดรู้ใจคู่ของเราที่ผมกล่าวถึงนี้ หมายเอาขนาดเรื่องละเอียดอ่อนชนิดที่อ่านออกขาด ว่าเราใช้เสียงระดับนี้ เขาจะฟังดีๆ เราเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาหน่อย เขาจะหน้านิ่วตามไปด้วยนิดหนึ่ง
พูดง่ายๆว่าไม่ได้มองที่เขาอย่างเดียว ต้องมองด้วยว่าเรากำลังเป็นอย่างไร เขาถึงเป็นอย่างหนึ่ง ๆ

ถ้าเป็นนักเก็บสถิติ เป็นนักประเมินและบริหารข้อมูลจากสถิติ ก็อาจสอดส่องสำรวจอดีตที่ผ่านมา ดูว่าเราพูดหว่านล้อมยืดยาว คิดว่าให้เหตุผลดีที่สุด ลงท้ายเขาทำหน้าอย่างไร ถ้าพูดสั้นที่สุด ได้ใจความที่สุด เขามีอารมณ์ตอบกลับ รับหรือปฏิเสธแค่ไหน อากาศรอบตัวมันปลอดโปร่งหรือว่าฝืนขัด รายละเอียดพวกนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจอย่างเป็นกลาง ไม่ทำให้เราอยากใช้วิธีดึงดันหรือหักด้ามพร้าด้วยเข่า เมื่อจำเป็นต้องโน้มน้าวกัน ความใจเย็นเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งที่จะทำให้เรามองเห็นทางไปทางมาตามจริง แต่ความใจร้อนจะผลักเขาออกจากเส้นทางที่เราอยากจูงเขามา

หากเราเข้าใจอีกฝ่ายอย่างเต็มตื้น ผลพลอยได้กับตัวเองจะมีมาหลายรูปแบบ อย่างเช่นความมีมานะของเราเองจะน้อยลง เวลาจะกล่อมเขา เราจะมองเข้าไปที่ความเป็นไปได้ในขณะนั้นๆเสียก่อน เห็นความต้องการ เห็นภาวะจิตใจที่เป็นกำแพงขวางหรือสะพานทอดให้ตามจริง เมื่อเห็นอะไรตามจริงได้ ก็เท่ากับส่งให้ปัญญาและความเฉลียวฉลาดมีโอกาสทำงานเต็มกำลังสูงสุด



๒) เห็นความแตกต่างและช่องว่างที่มีอยู่


ต้องระลึกไว้อย่างขึ้นใจว่าคนเราไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อมาอยู่ด้วยกันจะมีสมบัติติดตัวมาอย่างหนึ่งคือความแตกต่างและช่องว่าง เรื่องของความศรัทธาในปรัชญาหรือศาสนาก็เป็นความแตกต่างและช่องว่างชนิดหนึ่ง ถ้าทำให้เกิดความรู้สึกฝืนหรือขัดแย้งขึ้นมา ก็จะกลายเป็นประเด็นของการอยู่ร่วมกันแบบมีฝ้ามัวชนิดหนึ่ง อย่าไปเร่งมองว่าเราหวังดี เจตนาดี เห็นชัดๆว่านี่เป็นทางมหากุศล ทางหลุดพ้นจากวัฏฏะ เขาไม่เชื่อแปลว่าเขาดื้อด้าน เขาบุญน้อย น่าเป็นห่วง น่ากลุ้มใจ

หากปล่อยให้ช่องว่างทางความศรัทธาในศาสนาไปรวมๆกับข้ออื่น ในที่สุดก็จะรู้สึกเหมือนไม่อยากทน ขอให้กำหนดไว้ว่าเราจะไม่โปรยยาพิษทำร้ายเขาด้วยการยัดเยียดของดีผิดจังหวะ เพราะพุทธศาสนานั้นเหมือนไฟใหญ่ คุณอนันต์ให้แสงสว่างและความอบอุ่นกว้างขวาง ก็ต้องมีโทษมหันต์ให้ความมอดไหม้ในพริบตาได้เช่นกัน




๓) เอาสภาวจิตที่ได้จากการปฏิบัติมาประยุกต์

การปฏิบัติภาวนานั้นมีหลากหลาย ทั้งขั้นของทาน ศีล สมาธิ และปัญญา แม้เอาจริงในเรื่องของการให้ ก็อาจประยุกต์ได้มาก โน้มน้าวคู่ของเราได้พอสมควรแล้ว อย่างเช่นถ้าเขาเห็นเราเป็นฝ่ายเอื้อเฟื้อ ซื้อของกำนัลถูกใจให้ตามโอกาสเหมาะ หรือเป็นฝ่ายอภัยเสมอ ทั้งที่เห็นๆอยู่ว่ากำลังโมโห หรือเขาเป็นฝ่ายผิดชัดๆ สิ่งเหล่านี้ทำแค่ครั้งสองครั้งอาจไม่สะเทือน แต่ถ้าทำจนเป็นอาจิณณกรรม ก็ให้ผลสะเทือนใหญ่ เป็นอิทธิพลใหญ่กับคนใกล้ตัว เหมือนเราสร้างสนามพลังที่เพิ่มความเข้มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งอิ่มตัวถึงจุดหนึ่ง มันครอบงำ หรือโน้มน้าวให้กระแสจิตเขาเข้ามาปะปนอยู่ในสนามพลังชนิดนั้น
สามีภรรยาทั่วไปจะอยู่ด้วยกันตามอารมณ์ ไม่ค่อยมีอาจิณณกรรมฝ่ายดีให้แก่กันเท่าไหร่ นึกครึ้มวันไหนค่อยดีกะเขา อย่างนี้คือเราไม่สร้างกรรมอันมีอิทธิพลกับคนใกล้ตัว การอยู่ร่วมกันไม่ใช่เพื่อดึงเขาขึ้นสูง

ในเรื่องของศีลนี่อาจลำบากหน่อย บางทีคนยุคนี้ก็เห็นแก่ประโยชน์หรือรายได้เข้ากระเป๋า เข้าบ้านเป็นหลัก
ถ้าเห็นอีกฝ่ายศีลธรรมจ๋า ก็มักมีการค่อนขอด หรือด่าว่าไอ้โง่ ทำไมไม่เอา อะไรทำนองนั้น

หากคู่ของเราขาดความละอายต่อบาปมาแต่แรกนี่เรื่องนี้คงยาก แต่ก็ไม่เหลือวิสัย คือไม่ใช่ว่าเราต้องไปเปลี่ยนเขาด้วยฐานของศีล เราอาจเปลี่ยนเขาด้วยฐานของปัญญาได้ ถ้ามีวิธีทำให้ธรรมะซึมเข้าไปในใจเขานานพอ มากพอ อิ่มพอ กระทั่งเห็นค่าของธรรมะและคุณงามความดีที่ให้ผลเป็นความเบิกบานใจ
และน้อมไปเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ รู้จักเผื่อใจไว้ว่าตายไปอาจมีนรกสวรรค์รออยู่จริงๆ ไม่ใช่นิทานหลอกเด็ก



ขอยกตัวอย่างการประยุกต์ธรรมปฏิบัติในระดับภาวนามยปัญญาสักข้อหนึ่ง กับประเด็นที่มักเกิดบ่อย คือความรู้สึกน้อยใจ ความรู้สึกคาดหวังในคู่ครอง ว่าเขาจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาจะต้องเอาใจขนาดนั้นขนาดนี้ ทำหน้าทำตายิ้มแย้มน่ารักแบบนั้นแบบนี้

หากเคยเอาใจไปจ่อกับลมหายใจเข้าออก หรือเอาใจไปจ่ออยู่กับเท้ากระทบพื้น หรือเคยเอาใจไปจ่ออยู่กับนิ้วเคาะ ฯลฯ อะไรก็ตามที่เป็นอารมณ์สมาธิ ซึ่งกระทำจิตให้เป็นกลางอยู่กับอารมณ์อันไม่เป็นโทษในปัจจุบัน จะเห็นจริงอย่างหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอารมณ์ชนิดอื่นทางโลก คือถ้าเราเอาใจไปจ่อกับความรู้สึกนึกคิด หรือถ้าจ่อกับสิ่งเร้าที่ให้คุณให้โทษ จิตจะเตลิดไปเรื่อย ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง หาความเป็นกลางไม่ได้

ดังนี้แล้ว เราจะได้ข้อสรุปที่นำมาประยุกต์กับการอยู่ร่วมกันได้ประการหนึ่ง นั่นคือ ถ้ามัวไปคิดถึงอดีต มันจะเกิดผลคืออยากอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างอยากเพราะสุข กับอยากเพราะเศร้า อยากให้เขาเอาใจเหมือนเมื่อแรกคบ เพราะแรกคบมีความสุขดี อยากให้เขาไปให้พ้นจากชีวิตเสีย เพราะที่ผ่านมามีแต่ขัดใจกัน

แต่ถ้าหากเจอหน้ากัน แล้วรับรู้เฉพาะตรงจุดของเวลานั้น เห็นหน้าตาเขาตามจริง เห็นสภาพแวดล้อมในบ้านที่ปรากฏอยู่จริง เห็นความรู้สึกในใจที่เรามีต่อเขาจริงๆ (ไม่ใช่ความเฉยชาอันเกิดแต่อำนาจความคุ้นชิน) หัดที่จะทำจิตให้เสมอกับอารมณ์เฉพาะหน้า ก็จะเป็นการสร้างกระแสความรักอันเกิดแต่ความรู้สึก "พอดี" ในใจเรา ถึงแม้เขากำลังขุ่นๆ เมื่ออยู่ใกล้เราก็จะรู้สึกถึงความอบอุ่นเป็นสุข เป็นธรรมชาติ พอสัมผัสบ่อยครั้ง ก็จะเชื่อในเรื่องของคุณค่าในภาวะจิตที่ไม่ติดอดีต ไม่หวังอนาคตไปเอง จุดนี้เป็นจุดร่วมระหว่างโลกกับธรรม กลมกลืนกัน และอาจเหนี่ยวนำคู่ของเรามาหาธรรมะได้

สำคัญคือถ้าหากคำว่า "ธรรมะ" ในหัวเขายังเป็นเรื่องลบ เราต้องไม่พูดอ้างอิงว่านี่เป็นธรรมะ นี่เป็นศัพท์แสงเรียกว่าอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ต้องกล่าวถึงการทำจิตทำใจ กล่าวถึงสิ่งที่เขายังเป็นทุกข์
กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เขาทุกข์ร้อน ทำให้เขาเห็นความเย็นในแบบของเราที่ไม่มีเหตุทุกข์เหตุร้อน เมื่อเวลาผ่านนานเข้า เขาเห็นสวดมนต์ก็จะอยากเข้ามาร่วมกระแส อยากมาสวดมนต์ตามด้วยความรู้สึกแสนดี
เห็นเราทำกิจกรรมทางธรรมะใดๆ ก็จะมีจิตเป็นสุขเอ่อขึ้นมา จากน้อยไปหามาก อย่างที่เราเรียกกันว่า "อนุโมทนาจิต" ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์และนิยาม
***

ประเด็นเกี่ยวกับความเป็นห่วงเรื่องเขากำลังเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ต้องดูครับว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิแบบไหน เราก็สั่งสมกำลังด้านที่เป็นสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามไว้ในเรา ต้องสั่งสมให้มีกำลังมากพอจะทำให้เขาอ่อนลงได้ด้วยสัมผัสที่ดีกว่า ไม่ง่ายนะครับ แต่ถ้าทำจริง ต้องสำเร็จ

ขออวยพรครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002253.htm?2#2
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!