แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
22 ตุลาคม 2019, 08:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ถ้าเราทำบุญมากกว่าคู่ จะทำให้พลัดพรากจากกันหรือไม่ ?  (อ่าน 6897 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2008, 23:33 »


ถาม: จากหนังสือ "ทางนฤพาน" ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า การที่ได้เกิดเป็นคู่กันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้น สืบเนื่องมาจากได้ทำบุญร่วมกันมา ถ้าหากว่าเราทำบุญมากไปจนคู่ของเราบุญไม่ถึง จะทำให้เกิดการพลัดพรากจากคู่ของเราหรือไม่ และเมื่อทำบุญเราจะสามารถอุทิศให้กับคู่ของเราได้หรือไม่




ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจแบบปรับมุมมองอย่างถึงราก คนไทยเราเวลาพูดถึงการ ทำบุญ มักนึกถึงภาพการใส่บาตร ฟังธรรม หรือไปเลี้ยงเด็กกำพร้า คนชราตามบ้านอนาถามากกว่าอย่างอื่น ความจริงบุญเหล่านั้นแม้มีแสงสว่างมาก แต่ถ้าไม่ทำเป็นประจำ ก็ให้ผลน้อย
หากเข้าใจว่าที่ตั้งแห่งบุญมีอะไรอยู่บ้างอย่างละเอียด กรรมนิมิต ที่ปรากฏในมโนทัศน์ก็จะครอบคลุมครบถ้วนขึ้น ขอนำนิยามในพจนานุกรมพุทธศาสน์มาแสดงไว้ดังนี้
บุญกิริยาวัตถุ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี มีทั้งหมวด ๓ และหมวด ๑๐ (ในที่นี้ขอยกมาเฉพาะหมวด ๑๐ เพื่อความครบถ้วน)
๑. ทานมัย
๒. สีลมัย
๓. ภาวนามัย
๔. อปจายนมัย ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม
๕. เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้
๖. ปัตติทานมัย ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น
๗. ปัตตานุโมทนามัย ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น
๘. ธัมมัสสวนมัย ด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย ด้วยการสั่งสอนธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ ด้วยการทำความเห็นให้ตรง
จะเห็นว่า บุญ ในความรู้สึกของคนไทยเราจะไปติดอยู่ที่ระดับต้นสุดคือข้อแรก ส่วนเรื่องการรักษาศีล การมีใจยินดีกับผู้อื่น ตลอดจนกระทั่งบุญขั้นสูงสุด คือการทำความเห็นให้ตรงนั้น ไม่ค่อยจะมีกันเอาเลย เมื่อไม่มองว่าสิ่งใดเป็นบุญ ก็ไม่เน้นประพฤติปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้น ไปเน้นเฉพาะสิ่งที่เข้าใจสืบๆกันมาว่าเป็นบุญอยู่ชนิดเดียว
สำคัญยิ่งกว่านั้น คนจะไม่ตระหนักกันว่าบุญกรรมที่มีกำลังส่งผลสูงสุด มีอิทธิพลดีร้าย และเป็นตัวจัดสรร เลือกคู่ครองให้เราอย่างแท้จริง ได้แก่กรรมทางกาย วาจา ใจที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า "นิสัยใจคอ" นั่นเอง
นิสัยคือพฤติกรรม หรือการกระทำที่สั่งสมจนเกิดความเคยชิน และนั่นก็ตรงกับศัพท์บัญญัติทางพุทธคือ อาจิณณกรรม
การจะวัดว่าใครคู่ควรกับใคร หรือเรามีบุญเกินใครนั้น ดูจากวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำอันเป็นของประจำเป็นหลัก พูดง่ายๆว่าสำหรับคนทั่วไปแล้ว ใครมี สีลมัย มากกว่าคนอื่น ก็ถือว่าผู้นั้นมีบุญเหนือกว่าเขา
แต่ถ้าจิตใจฝักใฝ่ หรือ เน้นมาทางธรรม เช่นมีการฟังธรรม สอนธรรม และทำความเห็นให้ตรง ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน อันนี้ก็จะเป็นแรงส่งให้จิตยิ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ ถ้าหากไม่มีคู่ที่พึงใจเสพธรรมะร่วมกัน ประคับประคองกันให้อยู่ในคลองธรรม ก็อาจยากสักนิดหนึ่งที่จะเจอคู่เสมอตน
บางคู่รักกันมาก แต่น่าแปลก พอไปทำบุญด้วยกัน หรือแม้แต่เพิ่งออกจากสถานที่ฟังธรรมชั้นสูง ก็แทบกระโดดกัดคอกันเสียแล้ว อันนี้เป็นร่องรอยที่ฟ้องได้อย่างหนึ่ง ว่าคู่นั้นไม่ได้มีกรรมเก่าร่วมกันมาในทางดีอย่างบริสุทธิ์ แต่มีมหาอกุศลเจือปนอยู่ด้วย ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขถ่ายเดียว
แม้บุญเสมอกัน ก็ไม่แน่ว่าจะไปด้วยกันรอด
สำหรับการอุทิศบุญให้คู่ครอง ถ้าหากเขาไม่รับรู้ด้วยประสาทหู ถ้าหากเขาไม่มีความเข้าใจ ไม่มีจิตอนุโมทนาตามเรา ก็ไม่มีทางที่เขาจะได้รับส่วนจากเราเลย เหมือนเราสาดน้ำเย็นไปขันหนึ่ง (ถ้ากำลังจิตเราต่ำ) หรืออย่างดีรดน้ำให้หนึ่งโอ่ง (ถ้ากำลังจิตเราสูง) เขากำลังร้อนก็คลายลงกลายเป็นเย็น หรือมีจิตโน้มเอียงไปทางกุศลแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัววูบหนึ่ง จากนั้นก็เข้าสู่ภาวะปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อไป หากเราไม่สอนให้เขารู้วิธีกินน้ำ หรือหาน้ำกินเอง เขาก็จะเดินห่าง แปลกแยกแตกทาง เบี่ยงเบนจากเราไปเรื่อยๆ
ในเรื่องทางนฤพาน จำได้ว่าผมเคยให้มีประโยคบอกไว้ในบทที่ ๒๕ ว่าเกาทัณฑ์รักแพตรีกับเรือนแก้วเท่ากัน ในเรื่องจะบอกว่าแพตรีเป็นคนพาเกาทัณฑ์มาพบพระ ส่วนเรือนแก้วจะพาเกาทัณฑ์ไปเจอโจร (โดยไม่ได้มีเจตนา ไม่มีความตั้งใจอยู่ก่อนทั้งคู่) อันนี้เป็นภาพใหญ่ที่พอทำให้ "รู้สึก" ว่าใคร ร่วมบุญ กับเกาทัณฑ์มามากกว่า แต่สำหรับความรัก ความพิศวาสนั้น ก็ต้องว่าตามจริง คือเคยมีบุพกรรมร่วมกันมาทั้งคู่ ชาติปัจจุบันเกื้อกูลกันมาทั้งคู่ แล้วที่สำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องกล่าวถึงความน่ารัก น่าพิศวาสทางรูปสมบัติ ซึ่งก็มีพอกัน เพียงแต่แตกต่างไปคนละแบบ คือแพตรีจะไปทางเย็น ส่วนเรือนแก้วจะไปทางร้อนแรง ซึ่งอันนี้เป็นปัจจัยการทำบุญเฉพาะตัวของสาวแต่ละคน
บุญจะชนะกาม ถ้าฝ่ายชายมีใจเป็นบุญ
กามจะชนะบุญ ถ้าฝ่ายชายมีใจเป็นกาม
และใจคนก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กลับบุญเป็นกาม กลับกามเป็นบุญ ขึ้นกับช่วงเวลาและสถานการณ์
สรุปแล้วเรื่องคู่นี่ซับซ้อนน่าปวดหัวกว่าที่เราคิดๆกันมากครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008652.htm?2#2
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!