แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 04:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๐๘๕ What's happening  (อ่าน 16812 ครั้ง)
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« เมื่อ: 25 เมษายน 2008, 14:42 »

รู้จักเวบนี้เพราะอ่านคำตอบคุณ aston ในหลากหลายคำถาม แล้วคิดว่า คุณ aston จะช่วยวิเคราะห์ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเค้าคืออะไร แต่ถ้าคุณ aston ไม่สะดวก ขอความกรุณาท่านผู้รู้อื่นๆวิเคราะห์ให้ทีค่ะ ขอบคุณเวบแสงดาวส่องทางที่ให้โอกาสในการตั้งคำถามและหาคำตอบค่ะ

ต้นปีก่อน เพื่อนรุ่นพี่แนะนำให้รู้จักผู้ชายคนนึงที่ภรรยาเพิ่งตายไปไม่ถึงปีในขณะนั้น เพราะเห็นว่าเราน่าจะเหมาะสมกัน แนะนำให้รู้จักกันโดยอ้างว่าเพื่อนชายคนนี้รู้จักพี่มาร่วม 10 ปี พอๆกับที่พี่รู้จักกับเรา ภรรยาเสียไปแล้วและชวนเธอไปเที่ยวบ้านที่ต่างจังหวัด จะไปคนเดียวก็น่าเกลียดอยู่กันสองต่อสอง อยากชวนเราไปเป็นเพื่อน แต่จะนัดให้เราเจอกับชายคนนี้ก่อน ถ้าเราเห็นเค้าแล้วสบายใจ ก็ไปเป็นเพื่อน แต่ถ้าเรารับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรพี่จะชวนคนอื่นไปแทน เราก็บอกว่าไม่จำเป็นต้องเจอก็ได้ ถ้าพี่อยากไปเราไปเป็นเพื่อนได้อยู่แล้ว พี่ก็นัดให้ทานข้าวด้วยกันจนได้ เราเฉยๆนะไม่ + ไม่ -

จากนั้นชายคนนี้ก็เมล์เทศกาลขึ้นเขาคิชกูฏมาถามว่ารุ่นพี่สนใจไปมั้ย แล้วก็เลยเป็นที่มาของการไปเที่ยวบ้านเค้า โดยเค้าส่งแผนที่ไปบ้านพร้อมเบอร์มือถือและพี่เค้า forward ให้เรา ที่บ้านเค้า เค้าอยู่คนเดียว ด้วยความที่เค้าไม่เคยต้อนรับใครนอกจากพ่อแม่ ที่หลับที่นอนก็มีเพียงฟูกเล็กอันเดียวในห้องรับรอง กลับจากเขาก็เกือบเช้า อากาศร้อนมาก (ติดแอร์เฉพาะในห้องนอนเค้าเท่านั้น) เราเลยขอนอนที่โซฟารับแขกข้างล่าง และอาศัยเป็นที่นอนจนวันกลับ ให้พี่นอนที่ห้องรับรองคนเดียว เช้าวันรุ่งขึ้น เค้าชวนไปวัด แวะซื้อของถวายสังฆทาน พอซื้อเสร็จเราจ่ายไปก่อน แล้วพี่พูดขึ้นว่าให้เรากับเค้าแชร์กันเนื่องจากเธอเตรียมของถวายพระมาแล้ว ทำให้เราได้ทำบุญร่วมกันไปโดยปริยาย

ระหว่างทางกลับบ้าน พี่ถามเราว่า รู้สึกยังไงกับเค้า เราบอกว่าเค้าก็นิสัยดีนะ อายุเท่าเราแต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเราอีก แล้วพี่ก็เฉลยว่าพี่ตั้งใจจะแนะนำให้เราคบกัน ก่อนหน้านี้พี่เคยบอกเค้าแล้วว่าจะแนะนำน้องคนนึง นิสัยดีมากให้รู้จักและเค้าก็ยินดี เราเลยท้วงว่าแล้วทำไมพี่ไม่บอกเราก่อนหละ (เราทำอะไรตั้งหลายอย่างที่อาจจะไม่สมควร เช่น นอนโซฟากลางบ้าน เช้ามาดื่มน้ำแล้วทานอาหารเช้าก่อนแปรงฟัน ประมาณเหมือนอยู่บ้านเลย จองนั่งโซฟายาวก็ตัวที่เรานอนนั่นหละ แถมเห็นเค้านั่งเก้าอี้ข้าง รู้สึกเกรงใจว่าเค้าเป็นเจ้าบ้านนั่งไม่สบาย แต่ก็ไม่อยากย้ายที่ ในเมื่อโซฟาออกใหญ่ก็เลยชวนเค้ามานั่งด้วยกันจะได้นั่งดู T.V. สบายๆ) เราบอกพี่ว่า จริงๆแล้วพี่ดูสนิทกับเค้ามากนะ คุยแล้ว get ทุกเรื่อง ดูพี่กับเค้ามีความสุขตลอดทางไปเขาเลย พี่ก็ออกตัวว่ารู้จักกันมานาน เค้าจะโทรมาทุกครั้งหลังเที่ยงคืนวันที่ 31 ธันวาเพื่อจะ happy new year ปกติเค้าจะโทรคุยปรึกษาโน่นนี่ แล้วจู่ๆวันนึงก็บอกว่าแต่งงานแล้ว ซึ่งพี่ก็งงมาก หลังจากนั้นจากโทรก็เปลี่ยนเป็นส่งการ์ดปีใหม่แทน พี่บอกว่าเค้าเป็นคนเข้าใจยาก ถ้าในความรู้สึกพี่แล้วค่อนข้างมั่นใจว่าเค้าชอบพี่เพียงแต่ไม่เคยพูด เราก็เลยถามว่าแล้วพี่จะแนะนำให้เรารู้จักทำไม ในเมื่อมั่นใจและภรรยาเค้าเสียแล้ว ก็เปิดใจคุยไปเลยตรงๆ พี่เค้าก็อ้างว่าดูเค้าสนใจเรา แต่ถ้าเค้าไม่สานต่อ ไม่ขอเบอร์เราจากพี่ พี่ก็จะไม่ให้ เราเป็นผู้หญิงจะให้เสนอก่อนได้อย่างไร และบอกเราว่าเราก็ไม่ควรติดต่อเค้าก่อน มันจะดูไม่ดี เรารู้สึกว่าตลกดี แล้วที่พี่เค้าทำไป ไม่เรียกว่าเสนอหรอกรึ และขำไม่ออกที่จู่ๆก็มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

เราค่อนข้างแยกแยะนะ คิดเพียงว่ารู้จักกันก็เป็นเพื่อนกันได้ ไปพักบ้านเค้าก็ควรขอบคุณ เลยจัดการเมล์ขอบคุณเค้าและให้เบอร์มือถือไว้เผื่อเค้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ติดต่อได้ เค้าก็ตอบว่าขอโทษที่ต้อนรับไม่ดี จะติดแอร์ห้องรับแขก เที่ยวหน้ามาจะได้ไม่ลำบาก แล้วเราตัดสินใจโทรหาเค้าเพื่ออธิบายว่าเราไม่รู้มาก่อนว่าพี่เค้าจะเป็น match maker แรกๆเค้าก็อึ้ง เงียบไปเลย เราก็บอกว่า เราไม่ได้คิดเรื่องคบกันแบบแฟน เค้าเงียบตลอด เราถามว่าฟังอยู่รึเปล่า เค้าก็ตอบมาว่า แล้วยังไง แต่เรายินดีคบเป็นเพื่อน เพราะเรารู้สึกว่าเค้านิสัยดี คิดดี ไม่ทำร้ายเราอยู่แล้ว และเราสบายใจที่จะคุยกันในฐานะเพื่อน เค้าก็ยังเงียบ เราบอกว่าถ้าเราทำให้เค้าเสียความรู้สึกเราขอโทษ แต่เราคิดว่าเราควรพูดกันตรงๆ ถ้าเค้าไม่พอใจและเงียบอยู่อย่างนี้เราอึดอัดนะ วางสายดีกว่า เค้าก็พูดขึ้นว่าแล้วเรื่องงานเราเป็นยังไงบ้าง จากนั้นก็คุยกันเป็นชั่วโมง เราบอกเค้าว่าถ้าเข้ากทฯ ทานข้าวกันสองคนนะ เค้าก็รับปาก สาเหตุที่เราชวนแบบนี้ก็เพราะเราอยากตอบแทนที่ไปพักบ้านเค้า เลี้ยงข้าวหลายมื้อ และอยากถามความรู้สึกที่เค้ามีต่อพี่ แบบซึ่งๆหน้า เราจะได้วางตัวถูก (แต่เราทราบว่าเค้าต้องเข้ากทฯ แต่ก็ไม่เคยโทรนัดเราทานข้าวนะ)

จากนั้นเค้าคอยส่งเมล์หนังสือธรรมะมาให้อ่านและโทรมาพูดคุยอีก 2-3 ครั้ง ยาวๆจนเราบอกว่าคุยจนหมดเรื่องคุยแล้ว เค้าก็หยุดโทรไปดื้อๆทั้งๆที่บอกเราว่าพรุ่งนี้จะเล่าหัวข้อในเมล์ที่ส่งมาอีก เราก็รอโทรศัพท์นะ พอโทรไปเค้าก็ไม่รับสาย ปล่อยให้งง แล้วพี่ก็คอยโทรมาถามว่าได้คุยกันบ้างมั้ย เราก็เล่าไปตรงๆว่าเราเมล์ขอบคุณและได้พูดคุยกันบ้างแต่ บางครั้งโทรไปก็ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ พี่บอกว่าไม่โทรกลับถือว่าไม่มีมารยาท ใช้ไม่ได้ ถ้เค้ามาเล่าให้พี่ฟัง พี่จะต่อว่าให้ แต่กับพี่เค้าไม่เคยทำแบบนี้นะ จะโทรกลับทุกครั้ง เราก็เลยปล่อยเพราะเพิ่งรู้จักกัน และคนเรานิสัยต่างกัน ถ้าเป็นเพื่อนได้ก็เป็น ไม่ได้ก็จบ สิ่ง
เดียวที่ติดค้างคือไปพักบ้านเค้า รบกวนเค้าก็น่าจะได้ตอบแทนบ้าง

หลังจากนั้นไปปฏิบัติธรรม ก็เลยเมล์ไปบอกบุญ เค้าก็ตอบมาว่าอนุโมทนา แล้วเริ่มส่งเมล์มาคุยเรื่องการปฏิบัติแบบวิปัสนาดูกายดูใจ ซึ่งเราปฏิบัติโดยไม่รู้มาตลอด และรู้สึกงายในการฝึกทุกวันในชีวิตประจำวัน ช่วงนี้เราตกงานก็เลยได้อาศัยสิ่งที่เค้าสอนและให้คำปรึกษาเมื่อเจอคำถามระหว่างปฏิบัติ เค้าแนะนำให้คุยกับคนคนนึง หลังจากคุยเหมือนคำถามข้อสงสัยในการปฏิบัติธรรมที่ผ่านๆมาโดนล้างออกหมดในขณะนั้นเหมือนได้แจ้งเกิดทางธรรม เคยบอกเค้าว่า ถ้าเค้าอยู่ตรงนั้นด้วย เราจะกอดเค้าแน่นๆให้รู้ว่า เราดีใจและขอบคุณเค้ามากมายเพียงใด เป็นช่วงตกงานที่ไม่เครียดเลย ไม่ใช่เพราะได้เค้าเป็นเพื่อนคุยนะ
แต่เพราะได้ธรรมะคุ้มครองใจ   รู้สึกดีกับเค้ามากมายชั่วพริบตา เป็นทั้งกัลญาณมิตร เพื่อน ผู้มีพระคุณทางธรรม และเคยบอกเค้าว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เราต้องแย่แน่ๆ คงจะเครียด คิดไม่ตก อย่าเพิ่งทิ้งกันนะ เป็นที่ปรึกษาสอนกันไปก่อน" เค้าเคยบอกว่า ความมุ่งหวังในชีวิตคือได้สอนธรรมะ เราก็บอกเค้าว่า " อนุโมทนาด้วย ไม่ว่าจะสอนโดยเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส ตั้งใจอย่างนี้เป็นบุญทั้งนั้น"

ด้วยความที่เราเป็นคนพูดตรงๆ คิดถึงก็ลงท้ายว่าคิดถึง เรารู้สึกดีกับเค้ามากมายแต่เราคิดว่าไม่ใช่ความรู้สึกแบบแฟนนะ มันมากกว่า มันแทรกด้วยความรู้สึกนับถือในน้ำใจ ในธรรมะและสิ่งดีๆที่เค้าคอยป้อนให้ ช่วยเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองในการใช้ชีวิตของเราให้เผชิญทุกข์ได้ง่ายขึ้น พอผ่านไปซักพัก เค้าจะมีคำพูดทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราได้ทำอะไรให้เค้าเข้าใจผิดรึเปล่า เช่น "ผมชอบที่จะได้รับเมล์และอ่านเมล์ของคุณ" พอขอให้เล่าเรื่องธรรมะบางบทก็เริ่มล้อเราเล่นโดยใช้คำพูดว่า "น่าตี
จริงๆ ใจคอจะใช้งานผมขนาดนี้เชียวหรือ" ซึ่งไม่ใช่คำพูดที่เค้าเขียนโดยปกติ และอื่นๆอีก เมล์ที่เค้าสอนเพื่อนเค้า ก็ ส่งมาให้อ่าน และพูดว่า "เมล์ที่ผมส่งให้คุณ ไม่ได้ส่งต่อให้ใครนะ เพราะคิดว่าคุณคงไม่อยากให้ทำเช่นนั้น" และความหมายของชื่อเมล์ที่เค้าใช้ก็บอกว่า "ความหมายคือ... ผมไม่เคยบอกใครเลยนะ" หรือเค้าใช้ชื่อเล่นลงท้ายเมล์ให้เพื่อนคนอื่นๆ เราดูว่าเป็นกันเองดีก็เลยขอให้เค้าลงชื่อเล่นแทนชื่อเต็มยศ เค้าก็ยินดีทำให้ วันเกิดเค้า เราส่งการ์ดให้ ของเราเค้าไม่ happy birthday และทำเป็นจำไม่ได้ แต่ ส่ง VCD ที่เค้าไปปฏิบัติธรรมมีเค้าอยู่ใน VCD และวาดรูปลายเส้นดอกไม้บนแผ่น VCD นั้น พร้อมกับส่งมาช่วง week วันเกิดเรา เค้ารู้วันเกิด เพราะเค้าถามขึ้นระหว่างขับรถกลับจากเขาคิชกูฏ เป็นต้น 

เราต้องเดินทางไปใต้ค่อนข้างนาน ก็รู้อยู่ว่าการไปใต้ อาจไม่ได้กลับมาก็เป็นได้ เราจึงเมล์บอกเค้าว่า เรารู้ว่าระหว่างเรากับเค้ามีเส้นมิตรภาพคั่นอยู่ บางครั้งเวลาดีใจ ปลื้มใจ เราอาจเผลอแตะเส้น กระทบเส้น ข้ามเส้นไปบ้าง แต่เรารู้จุดยืนเราดีและจะกลับมาที่ฝั่งของเราทุกครั้ง และดีใจที่เราได้รู้จักกัน เค้าตอบมาด้วยความรู้สึกอะไร เราไม่แน่ใจ เค้าบอกว่า "คุณเป็นคน ยึดแน่น แบก ห่วง อาจารย์ผมบอกว่าคนแบบนี้มีแต่ทุกข์ ไม่ใช่คุณคนเดียวที่เป็นแบบนี้ แต่คนส่วนใหญ่ในโลกก็เป็น ถ้าไม่รู้จัก ปล่อย ว่าง วาง ละ ก็คงหาความสุขไม่ได้" เมล์ที่ส่งให้เราหลังจากนี้ ลงชื่อเต็มยศตลอด จนกระทั่งเค้าส่งเมล์ที่เค้าสอนธรรมะรุ่นน้องที่ทำงานโดยใช้คำพูดแรงๆ เราก็เลยเมล์เตือนว่า "จริตคนไม่เหมือนกัน คำพูดแรงๆ อาจใช้ได้กับบางคน แต่กับบางคนอาจทำให้ท้อ และขยาดในการเรียนรู้ซึ่งน่าเสียดาย ถ้าคุณตั้งใจว่าจะสอนธรรม  คุณควรดูด้วยว่าลูกศิษย์คนไหนควรสอนแบบไหน" เค้าไม่ตอบเมล์และหายไปเลย

เราก็เมล์ขอโทษถ้าทำให้เค้าไม่พอใจ เราคิดเพียงว่าเป็นเพื่อนกันก็ควรเตือนกัน เราไม่ได้ปีกกล้าขาแข็ง อวดดี ถ้าไม่ได้เค้าสอนธรรมะให้ เราก็คงไม่ได้เป็นเราแบบในวันนี้ ขออโหสิกรรมกัน และคิดซะว่า สักว่าอ่านความเห็นของเพื่อนคนนึงเหมือนลมที่กระทบผิวรู้ว่าร้อนแต่ไม่ได้ทิ้งรอยใดๆให้ต้องจดจำ และเค้าก็เงียบหายเช่นเคย

จากนั้นเรายังคงส่งขนมไปให้ ส่งเมล์ดีๆที่เพื่อนคนอื่นส่งมาไปให้ และถามสารทุกข์สุกดิบ แต่ไม่มีเมล์ตอบมา เราก็ยังคงทำสม่ำเสมอ จนปีใหม่ที่ผ่านมาเค้าก็เมล์มาถามว่าได้รับ การ์ดปีใหม่กับปฏิทินมั้ยและลงชื่อเล่นเช่นเคย เราอยู่ต่างประเทศก็เลยตอบไปว่าไม่แน่ใจกลับบ้านแล้วจะบอกนะ เค้าก็เมล์คุยว่าไปไหน พูดคุย 2-3เมล์ เรากลับมาก็เมล์บอกว่าได้รับปฏิทินและการ์ดแล้วและได้ส่งของไปให้และบอกว่าจะ forward เมล์ที่เราไปเที่ยวที่ส่งให้เพื่อนๆให้เค้าด้วย แต่จะส่งไปที่เมล์ส่วนตัวของเค้าที่ให้เราไว้นะ จะได้ไม่เปลือง inbox เมล์ office ถ้าไม่อยากดู ไม่ต้องเกรงใจ บอกได้ เค้าก็เมล์ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง หลังจากที่ได้รับของก็เมล์ขอบคุณอีก

เราส่งเมล์สถานที่ไปเที่ยวให้เพื่อนที่เป็นเกย์และใช้คำพูด ".... ที่รัก" บ้าง  "...ที่คิดถึง"  บ้าง ลงท้ายว่า "คิดถึงเหลือเกิน" บ้าง เหมือนที่เราเคยส่งให้กัน เรา forward เมล์เหล่านี้ให้เค้าด้วยและเพื่อนคนอื่นๆด้วย เพราะใช้เวลาทำนานและสถานที่น่าสนใจ เสียดาย ทำขึ้นทั้งที น่าจะได้ดูหลายๆคน แต่เราไม่ได้บอกเค้าว่าเพื่อนเราเป็นเกย์ บอกเพียงว่าเพื่อนคนนี้อายุเท่าพวกเราและสนิทเหมือนเพื่อนหญิงเลย เราได้รับ feedback ดีๆจากเพื่อนทุกคน ยกเว้นจาก "เค้า" ระหว่างที่ส่งให้เค้า เราก็เมล์ถามนะว่าได้อ่านบ้างมั้ย เบื่ออ่านรึยัง บอกได้ จะได้หยุดส่ง แต่เค้าก็เงียบไปอีก เราเลยบอกว่างั้นเรา assume ว่าเค้าสนุกกับการอ่านก็แล้วกัน จะส่งจนหมดทริป เค้าก็เงียบหายเช่นเคย

เราก็ไม่อยากรบกวนนะ หยุดส่งเมล์ทุกอย่างไปเดือนครึ่ง แต่พอไปเที่ยวที่ใหม่ เมล์ให้เพื่อนก็เลยเมล์ให้เค้าอีก เค้าก็เงียบเช่นเคย แต่เราก็ตั้งใจว่ามีเมล์ข้อความดีๆรูปสวยๆก็จะยังคงส่งให้เค้าต่อไป ยังรู้สึกถึงบุญคุณทางธรรมที่ทำให้เราเป็นเราที่เข้มแข็ง ปล่อยวางได้มากขึ้น และอยู่ง่ายขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีงานทำมาร่วมปี แต่ก็มีรอคอยเมล์ตอบจากเค้านะ ไม่ได้รับก็ไม่ทุรนทุราย แต่แค่งงว่า มันอะไรกัน อย่างน้อยเพื่อนกันก็น่าจะ feedback กันหน่อย

แนะนำหน่อยค่ะว่า
ถ้าไม่เมล์ถึงเค้าอีก เนรคุณมั้ย (เค้าเคยพูดประมาณว่า คนเราต้องรู้จักกตัญญูต่อผู้มีคุณ)

ปกติเราจะคอยเมล์โน่นนี่ให้เพื่อน sms วันเกิดเพื่อนๆร่วม 20 คนทุกปี ทั้งๆที่เพื่อน sms กลับมาในวันเกิดเราไม่ถึง 10 คนแต่เราก็ไม่คิดอะไรนะ เป็นการบอกว่ายังคงระลึกถึงกันเท่านั้น

เราก็ไม่แน่ใจทั้งความรู้สึกตนเองที่มีกับเค้า และความรู้สึกเค้าที่มีกับเรา รู้แต่ว่าเราเคยไม่สบายใจมากช่วงแรกๆที่เค้าเงียบไป เพราะปกติเราเป็นคนชัดเจน จึงไม่ชอบที่เค้าทำอย่างนี้  แต่พอผ่านมาจนถึงวันนี้เรากลับไม่ทุรนทุรายและมีความสุขที่ได้นึกถึง และลึกๆก็ดีใจที่เค้าเป็นแบบนี้ เพราะถ้าเค้าทำดีกับเรามากๆเราอาจทำเรื่องแย่ๆก็เป็นได้

เราเล่าจากความเป็นจริง แต่รายละเอียดปลีกย่อยก็ skip ไป ช่วยวิเคราะห์ วิจารณ์หน่อยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
 
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 เมษายน 2008, 22:53 โดย กร » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #1 เมื่อ: 26 เมษายน 2008, 11:03 »

แหมมมม.... การบ้านยากจัง 

ผมมักจะเจอคำถามแบบนี้บ่อยๆ
เพราะคุณผู้หญิงมักจะอนุมานว่าผู้ชายต้องคิดเหมือนกันทุกคน

และทุกครั้งผมจะต้องตอบว่า.. ผมไม่รู้หรอก
เพราะผมไม่มีเจโตปริยญาน อ่านใจใครก็ไม่ออก

ครูบาอาจารย์ผม ท่านก็คอยกำชับ ให้สนใจดูแต่ใจตัวเอง
ฉะนั้น เรื่องที่เขาจะเคืองคุณหรือไม่เคือง ผมก็ไม่ทราบได้

แต่ถ้าจะเดาจากเท่าที่อ่านดู เขาคงมีใจให้คุณบ้างตามสมควร

แต่คุณอาจจะแย้งว่า
คนเรามีความรู้สึกดีให้กัน ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแฟนกัน
ยิ่งถ้าเป็นคนเดินบนสายนักปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น
เราสามารถมองคนที่เราชอบพอ เป็นกัลยาณมิตรได้ โดยไม่มีข้อกังขา

ความพลาดของคุณไปอยู่ตรงที่รายละเอียดในการกระทำบางอย่าง
ที่คุณไม่คิดอะไร แต่ไม่ได้ระวังว่าคนอื่นจะรู้สึกหรือเปล่า

ถ้าจะให้ผมวิจารณ์ตรงๆ ผมรู้สึกว่าคุณเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
แล้วบอกว่า ถ้าฉันพอใจจะทำอะไร ไม่ว่าจะข้ามเส้นไปขนาดไหน
ฉันก็บริสุทธิ์ใจนะ คนอื่นอย่ามาคิดอะไรก็แล้วกัน

อย่างการที่คุณจะแสดงความขอบคุณเรื่องที่พัก 
มันมีตั้งหลายวิธี ที่ไม่จำเป็นจะต้องโทรไปหาเขา
ไม่ต้องให้เบอร์มือถือ หรืออีกหลายเหตุการณ์ที่จะทำให้เขารู้สึก "มีหวัง"

เช่น การไปลงท้ายจดหมายว่า "คิดถึง"
ซึ่งถ้าเป็นผม แล้วผมมีใจให้คุณอยู่ แล้วความสัมพันธ์มันเป็นไปด้วยดี
จู่ๆ คุณมาลงท้ายจดหมายแบบนั้น มันก็อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้หรอก

คุณถามว่า ถ้าไม่เมล์หาเขาอีกจะเนรคุณมั้ย
อืมม... ส่วนตัวผมว่า ประเด็นมันไม่ใช่เรื่องเนรคุณ หรือไม่เนรคุณ

ถ้าคุณจะต้องเมล์หาเขา แล้วมานั่งรู้สึกกังวล หรือรู้สึกตะขิดตะขวง ที่เขาเงียบๆ
ผมว่า.. อย่าเมล์เลยดีกว่า

แต่ถ้าคุณยังยินดี ที่จะเมล์ แล้วไม่น้อยใจ ไม่ติดใจที่เขาจะเงียบไป
เพียงแค่พอใจที่ได้บอกเล่าข่าวคราวในฐานะมิตร อันนั้นก็จงทำต่อไป

ตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เขา แต่อยู่ที่คุณเอง
ที่ไปคาดหวังว่า เขาน่าจะ Feedback อะไรกลับมาถึงคุณบ้าง
ถ้าคุณไม่คาดหวังอะไร ก็คงไม่รู้สึกอะไร ไม่ผิดหวังด้วย

เห็นคุณบอกว่า เป็นคนชัดเจน เลยตอบให้ตรงๆ
ไม่รู้จะเคืองผมไหมนะ 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #2 เมื่อ: 26 เมษายน 2008, 14:52 »

ขอบคุณมากค่ะ คุณ aston

ไม่โกรธเลย และ ชอบที่ comment ตรงๆ ปกติเรามีเพื่อนผู้ชายน้อย และ treat เพื่อนชายเพื่อนหญิงเหมือนกัน คิดยังไงก็บอกอย่างนั้นแต่ไม่ขวานผ่าซากนะ เวลาเพื่อนบอกว่าคิดถึงเราก็ดีใจ มือถือก็สะดวกในการติดต่อ และเป็น two-way communication ได้ feedback เร็วดี เลยเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานอย่างที่คุณว่า อะไรที่เราเคยได้รับแล้วรู้สึกดี เราก็ทำกับคนอื่นอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ว่าคนเรามีความชอบหรือมีพื้นฐานจิตใจต่างกัน ต่อไปจะระวังการใช้คำพูด ขอบคุณที่เตือนนะคะ

เรื่องรอเมล์ตอบจากเค้าก็เช่นกัน เราเป็นคนค่อนข้างเสมอต้นเสมอปลายกับเพื่อนๆที่ดีๆกัน เพื่อนแต่ละคนรู้จักกันมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี กับเค้าเรารู้จักแป๊บเดียวแต่เรารู้สึกดีกับเค้ามากมายเพราะดึงเราให้เข้าถึงธรรม ปกติเราไม่ได้เจอเพื่อนบ่อยๆนะ บางคน2-3ปีเจอครั้งแต่เวลาพูดคุยก็ต่อกันติด ถ้าใครเมล์ถึงเรา(ยกเว้น forword เมล์นะ) เราจะตอบเมล์เสมอ หรือถ้าไม่ต้องการคำตอบจริงจัง เราก็จะ ส่งเมล์น่ารักน่าอ่านไปแทน เป็นการบอกว่าได้รับเมล์แล้ว และเพื่อนคนอื่นๆของเราก็มักเป็นแบบนี้ ไม่มีหายไปดื้อๆเหมือนนินจา เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ทำให้เรางง ไม่เข้าใจ อย่างที่เค้าเป็น ทำให้กังวลว่าถ้าเราหายไปจะเนรคุณมั้ย ในเมื่อคุณ aston บอกว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเนรคุณ เราก็สบายใจ ไม่เอาใจไปผูกกับพฤติกรรมที่เราไม่คุ้นเคยอีก

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความเอื้อเฟื้อที่มีให้ มีอีกหลายๆคำถามในชีวิตที่หาคำตอบไม่ได้จากตัวเองและคนใกล้ตัว เป็นคำถามเกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตทางโลก+ทางธรรมที่สำคัญสำหรับเรา แต่เราหาทางออกไม่เจอ จะรบกวนถามคุณในกระทู้นี้ ในครั้งต่อไป เพราะทุกคำถามก็ลงเอยที่หัวข้อ "What's happening" ได้หมด กรุณาแวะเข้ามาอ่านเรื่อยๆนะคะ

Take care ka!

บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #3 เมื่อ: 27 เมษายน 2008, 17:03 »

ไม่แน่ใจว่าคุณ aston แวะมาอ่านบ้างมั้ยนะคะ เราเริ่มขยาดในการเริ่มงานใหม่ แต่ก่อนจะขอคำแนะนำจากคุณ เราอยากให้คุณเห็นภาพเราในเรื่องงานก่อน จะได้มีข้อมูลวิเคราะห์ได้ อีกอย่างคือเราอายุมากแล้ว 40+ แต่วิจารณญาณในการใช้ชีวิตออกจะอ่อนๆยังไงชอบกล แต่ที่แทนตัวเองว่า"เรา"ไม่ได้จะปกปิดว่าแก่แล้วนะ แต่เป็นเพราะพิมพ์ง่ายดี ถ้าแทน "ดิฉัน" ต้องคอยกด shift และหาตัว "ฉ" ยาก คุณ aston เข้าใจนะคะ  Tongue

เราเป็นคนทำงานที่เปลี่ยนงานบ่อยมาก แต่งานที่ทำแต่ละงานจะเกี่ยวเนื่องกับงานขาย

งานที่1 เป็นงาน recruit มี sales target ด้วยแต่เจ้านายบอกว่า target set ไว้เป็น guideline เท่านั้น ช่วง probation target 100K (เป้าในช่วงฝึกงาน, 1K =1,000 100K = 100,000) หลังจากเรียนรู้งานและออกพบลูกค้า ในเดือนที่ 3 เราทำได้ 80K เจ้านาย ปรับ target เป็น 150K พอได้เกิน ก็ up เป็น 200K 300K จนเป็น 400K ในเดือนที่ 7 ของการทำงาน เราก็เลยออก แต่ก่อนออกคุยกับเจ้านายว่า pressure (กดดัน) แบบนี้ทำให้เสียกำลังใจในการทำงาน เครียดและไม่มีความสุข และงานนี้ทำให้เราเลี่ยงงานที่มี sales target มาตลอด ขอเล่านิดนึงนะ ที่นี่มี Sales Manager เป็นต่างชาติขายเก่งมากแต่ style การ approach ลูกค้าคือ แต่งตัว sexy และ บริษัทหา sales คนไทยมากี่คนก็ไม่ผ่าน pro เพราะขายไม่ได้ มีเราเป็นม้ามืดคนแรก เจ้านายค่อนข้างเอ็นดูเรานะ ไปพบลูกค้ายังให้เราใช้รถพร้อมคนขับของเจ้านายด้วย เจ้านายเป็นผู้หญิงเก่งหนะ ช่วงที่เรารู้สึก pressure พี่ๆ consultant (ที่ปรึกษา) จะแซวว่า ไม่ต้องกลัวหรอกเรื่อง target ก็แต่งตัวมิดชิดขนาดนั้นยังขายได้ทุกเดือน แต่ง sexy แข่งกับ sales manager สิ รับรอง over target ทุกเดือน เราไม่ชอบฟังคำพูดแบบนี้ และไม่อยากทนอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ คนรอบข้างบอกว่า นี่มันเรื่องเล็ก แต่สำหรับเรามันเรื่องใหญ่นะ

งานที่2  จังหวะที่เราออก มีพี่2คนที่เรานับถือจากบริษัทแรก จะเปิดบริษัทแบบเดียวกัน โดยมีนายทุนลงทุนให้ ขอบอกว่าตอนนั้นเรายังเด็กและไม่รู้เรื่องจรรยาบรรณในการประกอบอาชีพใดๆทั้งสิ้น พี่เค้าชวนทำด้วยเราก็ทำเพราะเราขายงานได้แน่นอน ที่นี่มีรถบริษัทพร้อมคนขับให้ด้วย แต่คนขับกิติมศักดิ์นะ เพราะเป็นเพื่อนของพี่คนนึงในสองคนนี้และดึงตัวมาจากบริษัทนายทุนด้วย แต่เค้าเรียนน้อยและฐานะไม่ค่อยดี มีครอบครัวแล้วมักมีปัญหากับภรรยาและมีลูกชายหนึ่งคนและพี่เค้าขอให้เรา treat (ในที่นี้หมายถึง การวางตัวกับเพื่อน) เพื่อนเค้าเหมือนเพื่อนเราเองเพราะคนขับอายุเท่าเรา เวลาไปไหนด้วยกันให้นั่งหน้า อย่านั่งข้างหลัง ก็อย่างที่บอกเราเป็นคนที่ treat เพื่อนหญิงเพื่อนชายเสมอภาค เรื่องแค่นี้สบายมาก

แต่เรื่องไม่จบเท่านี้ เค้าชอบปรึกษาเราเรื่องครอบครัว เราก็ได้แต่วางตัวเป็นกลางและสงสารลูกเค้าที่ต้องมารับรู้พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ เวลาไปหาลูกค้า ถ้ามีร้านขนมเราจะซื้อฝากให้ลูกเค้าและให้ทุกคนใน office เป็นประจำ กินข้าวก็รอกินพร้อมเรา ถ้าอยู่ใน office พี่ทั้งสองก็ไปด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ ปกติเค้าจะผูก necktie ทุกวัน ช่วงที่ทำงานที่นี่ 3 เดือน ตรงกับวันเกิดเค้าพอดี แล้วโดยนิสัยเราเวลาซื้อของขวัญให้เพื่อนผู้ชาย ถ้าไม่ เสื้อ ก็ กระเป๋าตังค์ หรือ necktie เพราะได้ใช้แน่นอน เราก็เลยซื้อ necktie ให้เค้า แต่เค้ากลับเอาไปคุยโวกับเพื่อนที่บริษัทนายทุนว่าเราซื้อให้ แล้วพี่ที่เป็นเพื่อนเค้ามาถามเราแบบคาดคั้นว่าเราคบกับเค้าหรือเปล่า เราเซ็งสุดๆ (แต่ก็คงเป็น case เดียวกับที่คุณเคยท้วงเราเรื่องเพื่อนก่อนหน้านี้นั่นแหละ เจ็บแล้วไม่จำเลยเรา ที่เล่าทั้งหมดนี้เพื่อจะ link คำถามเกี่ยวกับชีวิตคู่ของเราต่อไปหนะ) พอดีแฟนที่เราคบมา 8ปี กลับติดต่อเรา ง้อคืนดีและบอกว่าพร้อมจะดูแลเรา เราก็เลยทิ้งเงินเดือน 22K ในวันนั้นเพื่อเริ่มชีวิตคู่ในต่างจังหวัด และจะได้จบเรื่องบ้าๆเหล่านี้ซะที วันสุดท้ายที่เราออก พี่คนที่เป็นเพื่อนกับคนขับรถ ให้ของขวัญเราพร้อมจดหมาย 1ฉบับ ขอโทษที่เข้าใจเราผิดและบอกว่าเค้ารู้ว่าเราเป็นคนใจดี ไม่เคยคิดร้ายใคร และเค้าผิดเองที่ขอให้เรา treat เพื่อนเค้าแบบเพื่อน ถ้ามีโอกาสอยากให้เรามาร่วมงานอีก

วันนี้มีเวลาเล่า 2 งานเท่านั้น ถ้าคุณได้แวะเข้ามาอ่าน มี comment อะไรก็เต็มที่เลยนะ แต่ถ้าไม่มี comment ก็ช่วยบอกทีว่าจะยังยินดีให้คำปรึกษาเราต่อไปมั้ย เราจะได้รู้ว่าควรเล่าต่อหรือหยุดเพียงเท่านี้ ก็อย่างที่บอกเราเกรงใจคุณนะ คุณอาจจะออกตัวว่าเด็กกว่าเรามาก เท่าที่ได้อ่านคำตอบเราเชื่อว่าคุณใช้ชีวิตได้ดีกว่าเรา เรื่องพวกนี้เรา need 2nd opinion (ความเห็นจากบุคคลอื่น) โดยเฉพาะจากคนที่ไม่รู้จักเรา จะได้ไม่ bias (ไม่เป็นกลาง) ต่อให้ต้องพิมพ์ท้าวความถึงเรื่องของเราที่ผ่านๆมายาวเหยียดเราก็ยินดีและไม่ปิดบังข้อมูลใดๆ อย่างไรก็ตามเราเคารพในการตัดสินใจของคุณ รอ (good) sign จากคุณอยู่ค่ะ 


ขออนุญาตแทรกคำแปลนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 เมษายน 2008, 23:06 โดย กร » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #4 เมื่อ: 28 เมษายน 2008, 00:12 »

   ผมยังมาอ่านอยู่ครับพี่
ถ้ายังสบายใจจะเล่า จะปรึกษาต่อก็ยินดีครับ

ที่เล่ามาสองเคส ก็ไม่มีอะไรผิดปกติครับ
ถ้าพี่มีคำถามอะไร ก็ลองถามมาได้ครับ

ตอบได้จะตอบ ตอบไม่ได้ก็จะแจ้งให้พี่ทราบตามตรงครับ 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #5 เมื่อ: 1 พฤษภาคม 2008, 23:46 »

คุณกร สวัสดีค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ  ที่ช่วยแทรกคำแปล ไม่ใช่เด็กนอกแต่บางคำเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วจะได้ใจคนเล่ามากกว่าพิมพ์ภาษาไทย เพราะอาศัยจิ้มดีดหนะ คำไทยหลายคำหาตัวอักษรบนแป้นยากโดยเฉพาะเวลาพิมพ์ไปซักพัก ตาจะลาย จำเป็นต้องพิมพ์ไทยทั้งหมดมั้ยคะ แนะนำด้วยค่ะ จะได้ระวังในการพิมพ์ครั้งต่อไป

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำว่า "consultant" ได้ช่วยแก้ไขให้ด้วย ใช่มั้ยคะ? 
_________________________________________________ __________________
คุณ aston สวัสดีค่ะ

พี่หายไปหลังจากส่งข้อความล่าสุด เพราะ internet tot ล่ม เพิ่งจะแก้ไขวันนี้ แต่การใช้งานไม่ 100% ก็เลยแค่ทักทายและดีใจที่คุณจะยังคงให้คำปรึกษาต่อไป ไว้โอกาสเหมาะๆพี่จะเล่างานที่3-4-5-ฯลฯ ต่อไปค่ะ
อย่าลืมแวะมาอ่านเรื่อยๆนะคะ 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #6 เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2008, 15:05 »

หลังจากใช้ชีวิตคู่อันแสนรันทด(ตามความรู้สึกในช่วง 4 เดือน 9วันนั้นแล้วจะปรึกษาเคสต่อจากเรื่องงานนะคะ) ก็กลับมาเริ่มทำงานใหม่ โดยที่ไม่อยากไปทำสายงานเดิม เล่าต่อหละนะ (ในการเล่าขอแทนตัวว่า"เรา" เช่นเดิมนะ)

งานที่ 3 ครั้งนี้สมัครงานกับ บริษัท (บ.)อินเตอร์ที่ขายสินค้าเกี่ยวข้องกับความสวยความงามเพื่อปกปิดปมด้อยของหญิงชาย ทำในตำแหน่งที่ปรึกษา เงินเดือน 12000 ช่วงทดลองงาน (เงินเดือนน้อยนะแต่ก็อยากเริ่มทำงานซะทีหลังจากใช้เวลารักษาใจไปกับการกินๆนอนๆเก็บตัวเป็นนางอายไป 4 เดือน)

งานที่นี่มีคนไทยเป็นผู้จัดการ มีที่ปรึกษาหลายคนที่โตมาจากการเป็นช่างของที่นี่ จึงมีปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อกับช่างจากต่างประเทศและนายใหญ่เวลาแวะเยี่ยมสาขา นอกจากผู้จัดการก็มีเราและพี่อีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ วิธีการขายคือให้ที่ปรึกษาทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยสอนพื้นฐานทั่วไปในการวิเคราะห์ปัญหาของลูกค้าแต่ละคน และนโยบายในการให้คำปรึกษาก็คือ เมื่อลูกค้าย่างกรายเข้าร้านจะต้องระลึกไว้เสมอว่าจะต้องดึงเงินออกจากกระเป๋าลูกค้าให้ได้ เพราะมี sales target ของแต่ละสาขาที่ต้องทำให้ได้เป็นตัวบังคับ เราอาจโชคดีที่ได้เจอลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าและมีเงินซื้อมาตลอด 2 เดือนแรกเลยไม่เกิดความอึดอัดใจว่าต้องหลอกให้คนซื้อใช้โดยไม่จำเป็น

แล้วเราก็เจอเคสหินที่โดนผลักให้ทำเนื่องจากต้องให้ลูกค้ามีชื่อเสียงท่านนึงซื้อ treatment (โปรแกรมการดูแลความสวยความงาม) เพิ่ม แต่ที่ปรึกษาเท่าที่มีอยู่หว่านล้อมไม่เป็นผล ลูกค้าท่านนี้เป็นคนเข้าใจยาก เพี้ยนเล็กน้อย เราเคยแต่ได้ยินกิติศัพท์ทางสื่อต่างๆเจอตัวจริงก็วันนี้หละ (เหตุที่เล่าเพื่อใช้อ้างอิงถามต่อไปในหัวข้ออื่นค่ะ) ในห้องให้คำปรึกษา เราต้องอยู่กับลูกค้าเพียงลำพังเพราะสินค้าตัวนี้ลูกค้าบางคนก็ไม่สะดวกใจที่จะให้ใครรู้ว่าใช้บริการอยู่ พอปิดประตูลูกค้าท่านนี้ถามว่าเราชื่ออะไร เด้กใหม่ทดลองงานใช่มั้ย บ้านอยู่ที่ไหน เราก็ตอบตามจริงเพราะปกติเราไม่ชอบโกหก ขอดู I.D. (บัตรประชาชน) เราก็งงนะ ถามว่าจะดูทำไม เค้าบอกว่าคนที่นี่ชอบโกหก เชื่อไม่ได้ และไม่จริงใจ นี่เปลี่ยนหน้าที่ปรึกษา จะขาย treatment ให้เค้าอีกใช่มั้ย เราบอกว่านั่นเป็นหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย แต่จะซื้อหรือไม่เค้าต้องตัดสินใจเอง เค้ายืนยันขอดู I.D. เราก็หยิบให้

เราบอกเค้าตรงๆว่าหากเค้ายังต้องใช้สินค้าตัวนี้ เค้าดูแลเองยาก การที่เค้าซื้อ  program treatment ต่อเนื่อง นอกจากจ่ายในราคาที่ถูกกว่าจ่ายในการทำเป็นครั้งๆไป ยังได้รับการดูแลที่ถูกวิธีและยืดอายุการใช้งานสินค้า จะได้ไม่ต้องซื้อสินค้าตัวใหม่บ่อยๆ ซื้อแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 35-40K ของใหม่ใช่ว่าจะใช้ได้ถูกใจเท่าอันเดิม เค้าก็นิ่งฟังแล้วถามว่า "คุณเห็นแก่ประโยชน์ลูกค้าจริงๆหรือพูดให้ดูดีเพื่อขายของให้ได้" เราเลยตอบเค้าว่า "เราเป็นคนพูดตรงๆ ถ้ายังจำเป็นต้องใช้สินค้าก็ต้องดูแลให้ดี ถ้าไม่ เลิกใช้ดีกว่า" ในที่สุดเค้าก็ตกลงซื้อ โดยจ่ายเช็คให้ เราหละโล่งใจที่หมดหน้าที่แต่ที่ไหนได้ ในสัปดาห์แรกที่เค้าเข้ามาทำ treatment  เราก็ต้องรับหน้าเค้าอีกเพราะ เช็คที่จ่ายเด้ง พี่ที่ดูแลเคสเค้าเข้าไปคุย เค้ากลับขอคุยกับเรา
เราก็แปลกใจเมื่อเค้าถามเราว่า เราอยู่บ้านที่แสดงใน I.D. รึเปล่า เราก็ว่าใช่ มีบ้านหลังเดียว เค้าบอกว่าเราโกหก บ้านเค้าอยู่ถัดจากบ้านเรา 3-4 ซอย เค้าขี่จักรยานละแวกนั้นเช้าเย็น แวะทุกซอยแต่ไม่เคยเห็นเราเลย เราเลยเอ๋อ เค้าถามทางไปบ้าน เราบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องตอบ เราไม่ได้โกหก ถ้าเค้าขี่ตระเวนจริงๆ วันนึงก็ต้องเจอเราจนได้ เรื่องเช็คถ้าเค้าปล่อยให้เด้ง เค้าก็เสียเครดิตเอง ไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเค้าจะเปลี่ยนใจไม่ต่อ program treatment เค้าก็ผิดคำพูด ไม่เกี่ยวกับเราเช่นกัน เค้าก็หัวเราะ บอกว่าไม่เคยเจอใครแบบนี้เลย ไม่ง้อลูกค้าเลย เราบอกว่าอย่าเข้าใจผิด เราทำหน้าที่เราสมบูรณ์แล้ว ลูกค้าจะเปลี่ยนใจเราคงทำอะไรไม่ได้ ก็แค่มีผลกับการประเมินการผ่านงานเท่านั้น สุดท้ายเค้าก็จ่าย และ อาทิตย์ถัดมาเราวุ่นๆเรื่องลูกค้า เค้ามาแต่เราไม่ได้เห็นหน้าแล้วจู่ๆมีคนเอาถุงตุ๊กตาสีเขียว พร้อมขนมและการ์ดเล็กๆมาให้ ก็เลยรู้ว่าเค้าฝากมาให้ จากนั้นก็ไม่มีโอกาสขอบคุณเค้าอีกเลยเพราะมีเหตุให้ไม่ผ่านช่วงทดลองงาน

เรื่องลูกค้าวุ่นๆที่ว่าคือ บ. ออก Ads (โฆษณา) ตัวใหม่ ลูกค้าช่วงเดือนนี้เป็นลูกค้าจากต่างจังหวัดและมีตำรวจชั้นผู้น้อย 1 ท่าน ที่สนใจและอยากใช้สินค้า แต่ใน Ads ระบุว่าปรึกษาฟรี ลูกค้าไม่ได้เตรียมว่าต้องจ่ายอะไร บ้างก็ไม่มีบัตรเครดิต เราคุยและให้กลับไปหลายราย เย็นนั้นเราโดนเจ้านายคนไทยเรียกคุยทำไมไม่ไห้จ่ายมัดจำ เราบอกว่าลูกค้าไม่มีบัตรเครดิตและคุณตำรวจมีเงินติดกระเป๋า 1000กว่า เราคุยกับเค้าแล้วว่า เราจะเก็บราคาพิเศษนี้ให้ภานในอาทิตย์นี้

เจ้านายโวย บอกว่า 1000 ก็เก็บไว้เป็นค่ามัดจำได้ ยังไงเค้าก็ไม่ทิ้งให้เสียเปล่า และเปิดลิ้นชักหยิบ ปากกา สร้อยมือ นาฬิกา แหวนทอง ออกมาให้ดู และบอกว่า เงินไม่พอ ทุกคนต้องมีสมบัติที่ตัวเองรักติดตัวบ้าง อย่างน้อยเราก็ต้อง convince (พูดโน้มน้าว) ให้เค้าวางเป็นมัดจำไว้กับเราก่อน ค่อยเอาเงินมาจ่าย ยังไงเค้าก็ต้องกลับมาเอา เราเลยถามนายว่า แล้วของที่อยู่ในลิ้นชักนี่ลูกค้าเอาเงินมาจ่ายรึยัง เธอตอบว่า ลูกค้ายังไม่กลับมา อาจเห็นว่าของไม่สำคัญสำหรับเค้า แต่โดยหน้าที่เราต้องทำทุกทางให้ลูกค้าจ่ายมัดจำไว้ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินหรือของก็ตาม เราฟังไม่ไหว มันไม่ make sense สำหรับเรา ก็เลยพูดกับนายไปว่า ในเมื่อของเราดี เราไม่ต้องกลัวว่าคนจะไม่ต้องการ ทำอย่างนี้ ปล้นกันชัดๆ แล้วถ้าลูกค้าที่วางของไว้แล้วไม่กลับมาเพราะเสียความรู้สึกแล้วรู้สึกว่า บ. เราหลอกลวงหละ แล้วของที่ได้มาเจ้านายจะทำอะไรได้ เจ้านายถามเราว่าเราคิดแบบนี้ใช่มั้ย เราบอกว่าใช่ เราไม่เห็นด้วยที่ต้องทำขนาดนี้ เช้าวันรุ่งขึ้นเราทำงานตามปกติ และทุกคนก็ปกติกับเรา จนเย็นนายเรียกพร้อมกับยื่นซองขาว บอกว่าเราไม่ผ่าน pro แม้ยอดขายเราที่ผ่านมาจะไปได้สวย แต่การที่เราพลาดปล่อยให้ลูกค้าหลุดหลายราย ทำให้ บ. เสียผลประโยชน์

เป็นครั้งแรกที่ไม่ผ่าน pro และโดนไล่ออก หน้ามันชาๆชอบกล เราไม่พูดซักคำ เรื่องคู่ที่ผ่านมาหนักสุดในชีวิตแล้ว เรื่องนี้แค่เสียความรู้สึก จบแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้า org culture (วัฒนธรรมองค์กร) เป็นอย่างนี้ ยังไงเราก็อยู่ไม่ได้ พอพ่อเรารู้ เต้นเลย เค้าอารมณ์ร้อนด้วย พาเราไปขอเจอนาย เป็นครั้งแรกที่เราเห็นพ่อเรายกกำปั้นจะต่อยผู้หญิง แต่ไม่ได้ต่อยนะ แค่ชี้หน้าว่าอย่าให้เจออีก เจ้านายคนนี้ก็เป็นลูกเจ้าของกิจการใหญ่ ออกจะ hi-so เชื่อว่าคงเป็นประสบการณ์ที่เธอลืมไม่ลงเช่นกัน 

คุณ aston
อ่านเพลินเลยมั้ย? อ่านต่อไปเรื่อยๆนะคะ ไว้ว่างๆจะมาต่องานที่ 4ค่ะ

คุณกร
พี่รบกวนคุณช่วยแปลแทรกต่อนะคะ พิมพ์แบบนี้ไม่ work เลย ช้ามากด้วย บางคำแปลแล้วอ่านแปลกๆ แต่ก็แปลเผื่อว่าอาจต้องใช้คำเหล่านี้อีกในเรื่องเล่าต่อไปหนะค่ะ ไม่ว่ากันนะคะ
 

(อ่านดูแล้ว ไม่ค่อยมีอะไรที่จำเป็นต้องแปลนะครับ น่าจะเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้วครับ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2008, 11:31 โดย กร » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #7 เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2008, 23:00 »

ยังมาตามอ่านอยู่ครับ
งานที่ 3 ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรผิดปกตินี่ครับ

ก็ดูมีที่มาที่ไป มีเหตุที่เข้าใจได้ว่า เปลี่ยนงานเพราะอะไร 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #8 เมื่อ: 4 พฤษภาคม 2008, 16:46 »

สวัสดีค่ะ คุณ aston
พี่จะเล่าเรื่องการทำงานให้คุณอ่านไปเรื่อยๆนะคะ เพื่อให้คุณเห็นตัวตนของพี่ นิสัย ความคิด จุดอ่อน จุดแข็ง พอจบงานล่าสุดจะมีคำถามเพื่อคุณจะได้ใช้ข้อมูลต่างๆที่เล่ามาในการวิเคราะห์ ว่าความเป็นไปได้ในการ focus เรื่องงานของพี่ควรจะไปในแนวใดตามความเห็นของคุณ เพราะตอนนี้คนรอบข้างเซ็งกับการที่พี่มีความสุขกับการอยู่เฉยๆ แต่จริงๆแล้วพี่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไงมากกว่า ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันค่ะ 
_________________________________________________ ___________________

หลังจากงานที่ 3 ส่งสมัครงานหลายแห่ง แต่มีเพื่อนในวงการ recruit (ทาบทาม/ชักชวนให้ไปทำงานด้วย) ขอให้ไปทำงานด้วย คนนี้ก็มีนายทุนเป็น HR (Human Resource: ฝ่ายบุคคล) เปิดบ.ให้ ที่นี่ได้เงินเดือน 25K เลือกทำเพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ เดี๋ยวฟุ้งซ่าน

งานที่ 4 สมัครงานบ.นึง แต่บ.แม่เป็นงานขายส่งออกของสวยงามวิบวับแพงๆ เป็น บ.คนไทย ชอบโหงวเฮ้งก็เลยรับเราเข้าทำแต่มีข้อแม้ว่า เงินเดือนเริ่มที่ 14K เพราะบ.ขายสินค้ามูลค่าสูงและต้องเสียเวลาสอนงานเรา เราไม่ serious ก็ถือว่ารายได้ที่หายไปเป็นค่าเรียนงานใหม่ โอกาสน้อยที่จะได้เข้ามาทำด้านนี้ เพราะเราไม่ใช่ expert (ผู้เชี่ยวชาญ) ถ้าไม่ work ก็หางานใหม่ บ.ให้ดูแลลูกค้า zone asia เป็นการขายแบบ wholesale (ขายส่ง) ก่อนหน้านี้มี คนขาย 2 คนเป็นรุ่นน้องเรา ( A, B) จบหลักสูตรด้านนี้จากอเมริกา แต่เราเรียนรู้จาก in-house training (ในที่นี้หมายถึง บริษัทฝึกสอนให้) (คือ เช้าเรียน บ่ายขาย เป็นอย่างนี้เพียง 10วัน ก็ไม่ได้เรียน บ.บอกว่าก็ grading (แบ่งเกรดสินค้า) เป็น ขายเป็นก็พอแล้ว) เจ้านายที่นี่มีหลายคน( C เป็นเจ้าของ, D เป็นลูกคนโต,  E เป็นลูกคนเล็ก)  พวกเราจะสนิทกับ E มากที่สุดเพราะอายุไล่ๆกับน้องทั้งสองและให้เกียรติเราเป็นพี่ มักจะดึงเราไปร่วมกิจกรรมด้วยบ่อยๆ

ทำไปได้ซักพักใหญ่ A มาชวนเราทานข้าวแล้วเล่าให้ฟังว่าที่บ้านมีกิจการของสวยงามอยู่แล้ว แต่เวลากรอกใบสมัครงานไม่ได้บอก บ.ถ้าบอกบ. ก็ไม่รับทำงาน แต่ตอนนี้ที่บ้านเร่งให้ออกไปเปิดร้านเอง เธอไว้ใจเราจึงเล่าให้เราฟังก่อน ยังไม่กล้าบอก E ไม่รู้จะเริ่มยังไง ขอความเห็น เราบอกไปว่าเธอทำไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว การปิดบังก็คือการโกหก จะทำธุรกิจต้อง sincere (จริงใจ) แต่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว หาวิธีบอก E ด้วยตัวเองดีกว่า E ไว้ใจและสนิทกับ A มากที่สุด ถ้าเธอรู้เธอคงเสียใจ ไปทำเองก็ใช่ว่าจะไม่ดี อีกหน่อยแทนที่จะเป็นลูกจ้างก็มาเป็นคู่ค้ากัน win-win (ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย)

A บอกเราว่า ถ้าวันนึงกิจการไปได้ด้วยดี เธอจะมาขอให้เราไปทำงานด้วย เพราะชอบการทำงานของเราและรู้ว่าไว้ใจให้เรารับผิดชอบงานใหญ่ได้ และบอกอีกว่า ถ้าบ. มีคนแบบเราเยอะๆ เจ้านายสบาย เราไม่รู้ว่าเธอดูจากอะไร เพราะตลอดเวลาที่ร่วมงานกัน A เป็นคนที่ชอบ test เราที่สุดในเรื่องของงาน ไม่ว่าจะเป็นการ grading หรือ design ก็ชอบเอามาให้เรา comment และเธอก็โดนเปรียบเทียบงานกับเราด้วยจาก sales assistant ทุกครั้งหลังจากขายเสร็จ น้ำหนักและจำนวนของที่มาจากการขายของ A จะขาดตลอด และต้องโดนเซ็นต์รับน้ำหนักขาดในใบคืนของเกือบทุกครั้ง

เราก็เคยโดนเซ็นต์ครั้งแรกที่ลงห้องขาย ครั้งแรกครั้งเดียว น้ำหนักขาดเนื่องจากตาชั่งห้องขายกับใน stock เหลื่อมกัน แต่จำนวนเม็ดครบและถูกต้องตาม size ที่กำกับหน้าซอง เราก็พูดกับน้องที่เอามาให้เซ็นต์ว่า ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เซ็นต์ น้องบอกว่านี่เป็นกฏ บ. น้ำหนักขาดคนขายต้องเซ็นต์รับผิดชอบ ถ้านี่เป็นกฏครั้งนี้พี่เซ็นต์ให้ ครั้งหน้าถ้าเป็นกรณีนี้อีกพี่ไม่รับรู้ บ.ต้องไปปรับตาชั่งให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ความผิดคนขาย E รู้ข่าวก็คุยกับเราว่า มันไม่ serious เซ็นต์ไปเถอะไม่มีผลอะไรหรอกพี่ เราก็รู้ๆกันอยู่ เราบอกว่ามีสิ ของในส่วนที่เราดูแลถ้าขาดไปก็เหมือนเรายักยอกทั้งที่เราไม่ได้ทำ เซ็นต์รับไว้ไปเรื่อยๆก็เสียประวัติการทำงาน จริงๆแล้วบ.ควรดูความเหมาะสมในการตั้งกฏด้วยนะว่า make sense (สมเหตุสมผล) รึเปล่า กฏตั้งได้ก็เปลี่ยนให้เหมาะสมได้ กรณีแบบนี้ stock รู้ว่าของไม่หายแน่นอน น้ำหนักเหลื่อมเท่านั้นเป็นเหตุสุดวิสัย หัวหน้า E บอกว่าตั้งแต่ทำมาไม่เคยมีใคร comment จุดนี้เลย คงต้องเอามาทบทวนดูเพราะที่พี่พูดมาก็ถูก

B บอกว่าเราเป็นคนที่ยอมหักไม่ยอมงอ เราก็แย้งนะว่ายอมงอ ถ้าเหตุผลน่าฟัง B บอกว่า E เป็นเจ้านายพี่พูดอย่างนั้นไม่กลัวเธอโกรธเหรอ เราบอกว่าบ้านเรา ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้อง พูดได้ ตอนเด็กๆเราจะได้อยู่กับพ่อแม่เฉพาะเวลาปิดเทอม ทุกอาทิตย์จะมีประชุมครอบครัว เป็นช่วงที่เราจะพูดได้ทุกเรื่อง ถ้าเราน้อยใจ เข้าใจผิด พ่อแม่เราก็จะพูดให้เข้าใจ กับพ่อแม่เรายัง comment ได้ นับประสาอะไรกับคนนอก อีกอย่างเราติเพื่อก่อนะ ถ้า E รับฟังและแก้ไข อีกหน่อยเราก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้อีก เราเลยกลายเป็น hero ในใจ B ไปโดยปริยาย B ออกจะ sensitive และอ่อนน้อมมากๆ พ่อแม่เลี้ยงมาดี เราคอยช่วยเหลือกันจนตอนนี้ B เป็นคุณแม่ลูก 2 แล้วก็ยังติดต่อกันอยู่

หลังจากที่ A ออก เราต้องดูแลลูกค้าทั้งหมดคนเดียวเกือบ 2 ปี งานขายต้อง sit-in กับลูกค้าตลอด โดยทุกห้องมีผู้ช่วยอยู่ตลอด มีปัญหาก็โทรตามตัว บางครั้งต้องดูแล 3 ห้องต่อวัน วิ่งออกห้องลูกค้าเป็นว่าเล่น

เค้าว่ากันว่า กองทัพเดินด้วยท้อง เราทำงานจนเข้าปีที่ 4 เงินเดือนเพิ่งจะได้ 30K+ และได้ com. ระหว่าง 1000-5000 โดยที่ไม่รู้ว่า base จากอะไร บางเดือนขายมากได้น้อย ขายน้อยได้มาก ถามคนคิดค่า com คือ Marketing Manager เค้าบอกว่าวิธีคิดซับซ้อน พอบอกว่าเราควรรู้ เค้าก้รับปากว่าอธิบายได้แล้วจะบอก

เรามักจะเปรียบเทียบรายได้ตัวเองกับอดีตว่ามันไม่กระเตื้องเลย ผ่านไป 6 ปี รายได้มากกว่างานที่ 2 นิดเดียว งานหนักด้วยนะ บางครั้งต้อง dinner ลูกค้า หรือลูกค้าบางรายชอบมาเช้าๆ 7 โมงกลับ 5 ทุ่ม หางานอื่นดีกว่า แก่กว่านี้ หางานยาก ก็เลยขอลาออก พอดีตรงกับช่วงเงินบาทอ่อนตัวอย่างหนัก D ขอคุยและบอกว่า บ. need เรา ลูกค้าก็รู้จักเราดี บ.เป็นหนี้ NPL (เป็นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้ผู้ปล่อยกู้เกิดรายได้ ก็คือ หนี้เสียนั่นเอง) ด้วย(เราก็เพิ่งรู้นะ) ถ้าเราลาออก ภาพพจน์บ.คงไม่ดี พูดไปก็น้ำตาคลอ ปกติ D เป็นคนเข้มแข็ง ประมาณหญิงแกร่งนะ ออกจะ snobbish (หัวสูง, มีมาดผู้ดี) ด้วยซ้ำ ทำเอาเราพูดไม่ออก เธอบอกว่า บ.ต้องปรับลดเงินเดือนพนักงานที่ over 30K ลง 5% เค้าจำเป็นต้องลดเงินเดือนเราด้วยแต่เค้าจะจ่าย guarantee com ให้เราทุกเดือน(เกือบ 10K)เป็นการชดเชย ขอร้องให้อยู่ช่วยทำให้ บ.ก้าวหน้าต่อไป พูดซะขนาดนี้ รายได้ก็ปรับให้ ไม่อยู่ก็ใจดำไปหน่อย เราก็เลยอยู่ต่อ แต่เราขอเรียนสถาบันที่ A กับ B เรียน เพราะเพิ่งเปิดสาขาในไทย จะได้มีมาตรฐานความรู้คุยกับลูกค้าได้เต็มปากเต็มคำ D รับปากว่าจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง

และช่วงนี้เราได้ take care ลูกค้าของ C ทำให้ C ชอบใจงานของเราจึง push D ให้ทำงานคู่กับเรา ไม่ว่าจะออกงาน fair ตปท หรือเยี่ยมเยียนลูกค้า การทำงานกับ D ก็ดีเหมือนกันตรงที่ได้เดินทาง รู้จักเจ้าของกิจการ แต่เรารู้สึกเหมือนเป็นหนังหน้าไฟมากขึ้นๆ เพราะเรามีแต่ high responsibilities,  no authority (ทำอะไรต้องรับผิดชอบ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ) ทุกครั้งหลังจบ trip ลูกค้าก็ติดต่อเรามากขึ้นแต่เราให้คำตอบไม่ได้เลยในทันที การทำงานของ D ก็ไม่ชัดเจน รู้อยู่คนเดียว รับปากลูกค้า พอทำไม่ได้ก็ให้เรารับหน้า พอเราแจ้งลูกค้าว่ายังไม่มีของ D ก็ต่อว่าเราว่าพูดอย่างนี้เธอก็เสียหายแล้วใครจะเชื่อถือ โทรกลับไปบอกลูกค้าว่าเราเข้าใจผิด มีของแล้วกำลังจัดส่งอยู่ และไม่ใช่ครั้งเดียว เป็นอย่างนี้กับลูกค้าหลายๆราย จนเราเอือมสุดๆ

บ.มี plan จะ down size โดยเริ่มเอาคนออก ลูกค้าประจำเราที่ need ของสวย จ่ายแพง ก็เริ่มไม่มีของให้ ยอดขายตก mktg mgr ประชุมทีไรก็ถามว่าลูกค้าไปไหน เราบอกว่า ไม่มีของให้เค้าแล้วใครจะอยากมา ไปที่อื่นกันหมด ผลิตมาสิเดี๋ยวลูกค้ามาแน่ เค้าก็บอกว่าเอาลูกค้ามาก่อนสิจะให้ผลิตอะไรก็คุยกัน  เราบอกว่าแค่ลูกค้าในมือตอนนี้ก็รอของจนเซ็งแล้ว เมื่อไหร่จะครบ order ซะที คำถามไก่กับไข่ก็เริ่มเกิดขึ้น

D บอกเราว่าหลักสูตรสถาบันนั้นค่าใช้จ่ายสูงมาก เรายินดีจ่ายเอง เธอก็บอกอีกว่าเวลาเรียนนานเกินไป ถ้าเราไปเรียนใครจะดูลูกค้า ยังไงจะให้เรา เรียน หลักสูตร 2 วันไปก่อน ทั้งที่ตอนนั้นมี sales ใหม่ 3 คน 2คนดูแลในประเทศ 1 คนแบ่งรับลูกค้ากับเรา ในใจเราคิดเพียงว่า ทีเรายังดูแลลูกค้าคนเดียวตั้ง 2 ปี ช่วงนี้ลูกค้าน้อยมากทำไม sales ใหม่จะดูแลไม่ได้ อย่างน้อยการที่เราอยู่ต่อ เราก็ควรก้าวหน้าในวิชาชีพด้วย ไม่ fair เลย

เป็นอย่างนี้อยู่ 2 ปี ในบ.นี้นอกจาก A,B แล้ว ก็มี หัวหน้าที่จัดของให้ลูกค้าคือ F ที่เราสนิทด้วย เธอเป็นลูกหม้อที่นี่ มาเกือบ 20ปี เริ่มจากเงินเดือน 3K+ ต้องดูแลทั้งครอบครัว พวกเราไปกินข้าวกันบ่อยๆ เราเป็นเจ้ามือตลอด อ้างสารพัดโอกาสที่จะเลี้ยงได้ เพื่อนไปด้วยจะได้สบายใจ เด็กๆใน office อยากกินอะไรก็จะมาบอก เราก็ให้ตังค์ประจำ เรามีความสุขที่ทำแบบนี้นะ ที่นี่อยู่เหมือนครอบครัวใหญ่เลย ใครเครียดกลุ้มใจก็มาร้องไห้ปรึกษา ช่วยเท่าที่ทำได้

จู่ๆ D ก็บอกเราว่าให้เรียนงานจาก F เราก็คุยกับ F ว่าจะให้เริ่มเรียนยังไง F ก็เล่าว่ากว่าเธอจะมาถึงจุดนี้ ต้องไปขอความรู้จากคนอื่น ๆ หลาย ๆ แผนก โดนรุ่นน้องบัญชีพูดจากระทบเธอตลอดก็ต้องทนเพื่อให้ได้ความรู้มาทำงานของเธอให้ดี .....เราสบายจังมาปุ๊บก็จะได้รู้เลย แล้วเธอก็บอกว่าไว้เธอว่างกว่านี้ค่อยว่ากันนะว่าจะเริ่มยังไง เราก็ปล่อยเวลาไป 2 week ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้เริ่มเรียนงาน ครูพักลักจำถามก็ดูเธอหงุดหงิด เธอพูดกับเราว่าเรามีภาษีดีกว่าเธอทุกอย่าง ขายเป็น คุยกับลูกค้าได้ทั้งบ. ภาษาก็ได้ แล้วถ้าเรามารู้งานเธออีก ต่อไปบ.ก็คงไม่ need เธอ เราฟังแล้วอึ้ง

ก็เลยถาม D ว่าได้บอก F รึเปล่าว่าให้สอนงานเรา D ก็บอกว่า เข้าใจว่าเป็นเพื่อนสนิทกันน่าจะคุยกันเองง่ายกว่า เราแย้งว่าแต่นี่เป็นเรื่องงาน ยังไง F ก็ควรได้รับรู้เรื่องนี้จาก D ก่อน และเธอควรรู้ purpose (จุดประสงค์) ของ D ว่าจะให้เราเรียนเพื่ออะไร สำหรับเรา บอกให้เรารู้มากขึ้นเราก็พร้อมจะเรียน ไม่มีคำถามอยู่แล้ว แต่ถ้าเพื่อนไม่สบายใจเราก็ไม่รู้สึกดีนะ แล้ว D ก็พูดขึ้นว่า ดูเราไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้งาน คนอื่นต้องไปขอความรู้จากแผนกอื่นๆกว่าจะได้มาถึงวันนี้ พูดเหมือน copy คำพูด F ที่พูดกับเราเด๊ะ เราก็เลยพูดกับ D ว่า F ก็พูดกับเราอย่างนี้เหมือนกัน สำหรับเราถ้าเรารู้เราจะบอกให้หมด ไม่ต้องให้ใครเสียเวลาลองผิดลองถูก แต่ถ้าเราบอกแล้วไม่เข้าใจ อยากหาคำตอบเอง เราก็ปล่อยให้เรียนรู้ไป แต่ basic ของงานเราต้องให้เค้าเข้าใจก่อน ไม่อย่างนั้นบ. จะเสียเงิน เสียเวลา ให้คนเรียนรู้งานสะเปะสะปะไปเรื่อยๆคนแล้วคนเล่าเพื่ออะไร

6 ปีนี้เราเต็มอิ่มแล้วกับที่นี่ เรามองไม่เห็นความก้าวหน้าที่พูดกันไว้ หรือแนวทางที่ชัดเจนในการเดินต่อไป แล้วหลาย ๆ เรื่องก็กลายเป็นความผิดเรา ในหัวมีแต่คำถามว่าทำไม ทำไม เต็มไปหมด เรื่อง F เป็นจุดที่ทำให้เราตัดสินใจลาออก เรายังหางานอื่นทำได้ แต่เค้าเหมือนฝากชีวิตคนทั้งครอบครัวไว้กับที่นี่ เราไม่อยาก fight กับอะไรอีกแล้ว ขอลาออก ฝ่ายบุคคลก็ยื้อไม่ให้กรอกใบลาออก จนเราต้องไปคุยกับ D ว่าเราจะออก ถามเหตุผล เราก็บอกว่าเราไม่รู้จะเริ่มพูดจากจุดไหน แต่เราจดไว้ (เราเจอเรื่องอะไรที่ไม่ happy ก็มักจะจดไว้รวมถึงเรื่องทั้งหมดที่เล่ามา) ถึงเรื่องที่เรารับไม่ได้ เขียนตามอารมณ์เรา คำพูดอาจไม่น่าอ่าน แต่ถ้าคิดว่าจะไม่ถือสาและจะอ่านเราจะให้อ่าน เธอก็ขออ่าน เราบอกเธอว่าถ้าจุดไหนที่เราเข้าใจผิด บอกได้ เรายินดีรับฟัง หายไป 3 วันเอามาคืนแล้วบอกว่า ฉีกทิ้งเถอะ อย่าเก็บเลย อ่านไปก็บั่นทอนจิตใจเปล่าๆ เราบอกว่าเรา ok มันเป็นเรื่องจริงและเป็นประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิต  เรารู้ว่าจบลงไม่ค่อยสวย แต่เราไม่แคร์ เราคิดเพียงว่า บ.มีแนวโน้มจะทำอะไรอย่างไรต้องบอกกล่าวลูกน้องให้ชัดเจน ทุกคนมีภาระต้องรับผิดชอบ มีสิทธิ์ที่จะเลือกอนาคตที่จะก้าวต่อไป จริงๆเราโกรธตัวเองเหมือนกันที่ใจอ่อนอยู่ต่อ เสียเวลาไป2ปี ไม่มีอะไรดีขึ้นซักอย่าง ไม่โกรธ D นะ แต่หมดศรัทธาไปเลย

หลังจากเราออก ลูกค้าที่เราดูแล หายหมด ณ. วันนี้ มีพนักงานในส่วนจัดของเหลือไม่ถึง 10 คนภายใต้การดูแลของ F และเรากับ F ก็ยังติดต่อกันปกติ แต่ 1-2ปี เจอกันครั้งนึง ทุกครั้งที่ F ไม่สบายใจมักโทรมาคุย เราก็ได้แต่รับฟัง

ไว้ต่องานที่ 5 กันนะ
 
(ถ้าผมใช้คำไม่ตรงกับที่พี่จะสื่อก็บอกด้วยนะครับ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2008, 21:02 โดย กร » บันทึกการเข้า
กร
เกิดมาเพื่อจะเรียนรู้ทางที่จะไม่เกิดอีก
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 318



เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 5 พฤษภาคม 2008, 22:37 »

สวัสดีครับ

ที่แทรกคำแปล เพราะเผื่อไว้ให้คนที่ขี้เกียจเปิดดิกตามครับ
หรือไม่ก็บางตัวย่อ คนไทยไม่เข้าใจมีเยอะเหมือนกันนะครับ 
ที่จริงผมก็เข้าใจว่า การใช้คำทับศัพท์เป็นการทำให้เข้าใจง่ายกว่าครับ
ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นภาษาไทยอย่างเดียวหรอกครับ
เลือกพิมพ์ตามสบายได้ครับ 
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าปัญหาอะไรเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำใจ
ปัญหามันก็อยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดได้ก็ดับได้
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #10 เมื่อ: 6 พฤษภาคม 2008, 19:50 »

คุณกร ขอบคุณค่ะ เริ่มเล่าแบบฉบับของตัวเองอีกครั้งแล้วค่ะ   

งานที่ 5 ครั้งนี้เป็น sales ขาย course training เป็นบ.เล็กๆทำงานใหญ่ เจ้าของเป็นฝรั่ง เงินเดือน 12K เพราะเค้าอ้างว่า เราไม่มีประสบการณ์ และ sr. sales (Senior Sales) อยู่มา 5 ปีเงินเดือน 17K จากการ interview กับคนทั้งบ. (เป็นวิธี interview แบบ cosy (อบอุ่น เป็นกันเอง) มาก ทุกคนยิงคำถามให้เราตอบ สนุกดี) นายกับภรรยา + team admins ชอบเรามากเพราะแนวคิดเราในการแก้ปัญหาแปลกดี อยากให้มาร่วมงาน ประมาณว่า need new blood เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เราก็เลยลองทำดูเพราะอยากรู้ว่าเค้าขายกันยังไง ทำงานกับฝรั่งโดยตรงเป็นครั้งแรก ซื้อวิชาและประสบการณ์อีกแล้ว แต่เราคุยรอบนอกกับนายว่า เราทำเพราะอยากให้เค้าได้เห็นงานเรา ถ้าเค้าพอใจ เราขอ basic salary 30K + com. นะ เค้าบอกว่าถ้าเราทำได้เค้าก็กล้าจ่าย และสุดท้ายเค้าก็ต้องทำตามที่พูด (จริงๆนายจะเพิ่มให้ 1K เพราะ broke (ไม่มีจะจ่าย) แต่เรายืนกรานว่าไม่ได้ตามนี้เราออกแน่นอน ไม่อยากใจอ่อนแล้วเสียความรู้สึกอีก นายขอไปคิด 3 วันเพราะไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้ให้ต้องตัดสินใจมาก่อนแล้วกลับมาพร้อม contract เราอนุโลมให้ปรับเงินเดือนในเดือนที่ 4 แทนเป็นการช่วยๆกัน)

บ.ไม่เคยทำ customer profile (ประวัติลูกค้า) เพราะ sr.sales ทำงานเอง รู้เอง ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เราเข้าไปใหม่ๆ sr. sales ก็แบ่งลูกค้าที่ไม่เคยติดต่อนานแล้วมาให้ เราโทรไป บ.ปิดไปแล้ว ย้ายที่อยู่ คนติดต่อเดิมลาออก เราเลยต้องทำ cold call (โทรไปเปิดการขายใหม่ โดยเริ่มต้นจากศูนย์เลย) ทั้งหมดโดยทำ customer profile และ update data ลูกค้า เผื่อว่าเราไม่สบายหรือลาออก ทุกคนจะได้มีข้อมูลที่จะติดต่อได้ ไหนๆก็เสียเงินโทรแล้วก็ควรได้ประโยชน์จากการโทร 1 ครั้งให้มากที่สุด อีกอย่างจะได้รู้ว่าเราทำอะไร ติดต่อใครไปบ้างในแต่ละบ.ที่เรารับผิดชอบ จะได้ follow up ต่อโดยไม่ทำให้ลูกค้ารำคาญ เราทำ hanging file แยก (แฟ้มชนิดแขวนในตู้เอกสาร) alphabet a-z ทุกอย่างเป็น english version นายจะได้อ่านได้

ที่นี่ทำงานไม่มีระบบ จุดรั่วเยอะมาก เราขอ observe (ดู) ทุก course ก่อนพบลูกค้า เพื่อให้เห็นภาพ training จริงๆ จะได้ตอบคำถามลูกค้าได้ถูกต้อง เรามักจะ comment ทุกเรื่องที่เจอว่าไม่ work พร้อม solution หลายๆทางเลือก เจ้านายและภรรยา(เป็นคนไทย) happy มากเพราะไม่เคยมีใคร comment มาก่อน แล้วพวกเค้าก็เล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้ บ.ติดลบ เจ้านายไม่เคยได้รับเงินเดือน แถมยังต้องเอาเงินเก็บส่วนตัวมาใช้จ่ายในบ.หลายเดือนแล้ว รายได้พอแค่หมุนใช้จ่ายค่าจ้าง trainer เงินเดือนพนักงาน และจ่าย late บ่อยๆ ถ้าเรามี idea อะไรเสนอได้เต็มที่ พร้อมแก้ไขทันทีถ้าเป็นประโยชน์กับ บ.

พอนายเห็นงานเราที่ทำ customer profile นาย happy สุดๆ push ให้ sr.sales ทำส่วนของเธอด้วย เธอก็ unhappy สุดๆเช่นกัน ปกติเธอจะรอลูกค้าติดต่อเข้ามาเอง ยิ่งต้องมาทำ cold call, paper work ยิ่งไปกันใหญ่ รายได้ของบ.ขึ้นอยู่กับการทำงานของเธอ พอยอดขายไม่เข้าเธออ้างว่า การทำ customer profile ทำให้เธอไม่มีเวลา follow up (ติดตาม) ลูกค้า เจ้านายเครียดมาก ปรึกษาเราว่า จะดึงลูกค้าใหญ่ๆ จากเธอมาให้เรา follow up ได้อย่างไร เราเสนอให้แยกกลุ่มลูกค้า จากนั้น โยนหัวก้อย เป็นการวัดดวง ซึ่งเธอก็เห็นด้วย โดยมี admins เป็นคนดำเนินการ sr. sales ให้เราเลือกหัวหรือก้อยแต่เราบอกว่า ให้เธอเลือกและโยนเหรียญเองได้เลย ผลออกมาอย่างไรเราก็รับตามนั้น สรุปว่าลูกค้ากลุ่มสำคัญเริ่มเปลี่ยนมือมาให้เราดูแล และเธอโดนนาย push ให้ทำงานโดยกำหนด dead line ทำให้เธอตัดสินใจลาออก ซึ่งตอนนั้นเธออายุประมาณ 45 มีครอบครัวแล้ว สามีเธอกับนายก็คุยถูกคอกันดี แต่นายก็แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงาน แต่ไม่รู้เธอแยกแยะหรือเปล่า (#1)

ช่วงที่ลูกค้าเปลี่ยนมือก็เกือบ quarter 3 ของปีถัดมา ยอดขายสูงสุดที่บ.เคยทำได้คือ 10M แต่ในขณะนั้นได้ 6M+ จากกลุ่มลูกค้าที่เราได้มาทำให้ได้ลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น take course in-house training (in-house training ในที่นี้น่าจะหมายถึง คอร์สฝึกอบรมที่บริษัทมีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องใช้บุคคลากรภายนอก) ใหม่ๆเยอะขึ้น ในช่วง 4 เดือนทำให้ยอดขายในปีนี้ 10M+ เจ้านายหน้าบาน ได้เงินเดือนย้อนหลังครบ และ คุยเรื่องปรับ commission ซึ่งเราเสนอวิธีที่ดีกับทุก ๆ คนคือได้ com ทั้ง office มากน้อยตามส่วนของหน้าที่รับผิดชอบ ภรรยานายแย้งว่า admins ไม่ควรได้ ที่ไหน ๆ ก็ไม่ให้ เราบอกว่า งานเราขาย course training ได้ ถ้าไม่มี admins จัดเอกสาร เก็บเงิน ฯลฯ งานก็ไม่ราบรื่น อีกอย่างบ.ไม่ได้ปรับเงินเดือนมา 3ปีแล้ว รายได้เพิ่มนิดหน่อยในแต่ละเดือนก็ทำให้พนักงานชุ่มชื่นใจ ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ ก็จ่ายส่วนของเราลดลงเอาไปสมทบให้ส่วน admins ก็ได้แต่เราคิดว่าทำงานเป็นทีมก็ควรได้ทั้งทีมดีกว่า นายเราเห็นด้วยภรรยาเลยคล้อยตาม ก็ดีทุกคน happy แต่นายขอให้ปีต่อไป target 12M เราบอกว่าเราเกลียด target ที่สุดแต่ลองดู จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันทำได้ 12M+, 14M...

การขาย เราไม่ใช่ one man show นะ เรามีหน้าที่ชงเรื่องทุกอย่างทั้งก่อนและหลังพบลูกค้าโดยเราต้อง visit คู่กับนายหรือ trainer เพราะต้องคุยวิชาการพร้อมรูปแบบการจัด course แต่เราจะเป็นคน guide ว่าควร approach (เปิดการขาย) ลูกค้าแบบคนไหน แบบไหน ใคร make decision เป็นต้น และมักจะไม่พลาด

ใน office ผู้หญิงเยอะ มีคนนึงเคยฝึกงานและขอมาทำงาน นายก็รับ แต่เธอชอบออกนอกกรอบ รับปากลูกค้าแล้วลืม แก้ตัวบ่อยๆ แต่ present นายสุดๆ จนพี่ๆ admins ตำหนิบ่อยๆ แล้ววันนึงเธอก็ล้ำเส้นโดยที่ลูกค้าเราโทรมาแต่เธอรับสายแล้วไม่ส่งต่อให้เรา พี่ admin ถามเราว่าลูกค้าเรานี่ เราก็พยักหน้า พอเธอวางสายก็จัดแจงจะ fax เอกสารให้ลูกค้า พี่เค้าทนไม่ไหวบอกว่าให้เราจัดการ เธอยังพูดกับพี่ admin ว่าลูกค้าขอให้เธอส่งเอกสารให้ เธอรับปากแล้วเธอต้องส่งเอง เราจึงพูดกับเธอว่า ดีนะที่นี่เป็น office เล็กๆ ถ้าอยู่ที่อื่นคงเป็นเรื่อง พฤติกรรมแบบนี้ เค้าเรียกว่าแย่งลูกค้า เธอบอกว่าทำไมคิดแบบนี้ ก็ช่วยๆกัน ทีลูกค้าเธอเรายังคุยด้วยเลย เราบอกว่าใช่เราคุยแต่เพราะเธอไม่อยู่ office ซึ่งโดยปกติถ้าใครไม่อยู่ก็รับเรื่องแทนกันอยู่แล้ว แต่กรณีนี้มันไม่ใช่ ทำงานด้วยกันต้องเคารพและให้เกียรติกันสิ แล้วเย็นนั้นพี่ admin ก็อบรมเธอ เช้าวันรุ่งขึ้นเธอก็บอกว่าไม่สบาย แต่ เมล์บอกนายว่าเธอไม่มีเจตนาที่จะแย่งลูกค้า เธอต้องการช่วยเหลือเราเท่านั้น ถ้าต้องทำงานกับเราต่อไป เธอขอลาออก ให้นายช่วยตัดสิน เรารู้จากภรรยานายนะว่านายฟังไม่ขึ้น สุดท้ายเธอก็ออก (#2)

อีก case เป็น trainer เป็นเพื่อนที่ดีกันช่วงที่ทำงานด้วยกันก่อนงานที่ 1 บังเอิญมาเจอกันที่นี่ เธอทำกับที่นี่ประมาณ 3-4 ปีแล้ว เป็นงาน project เธอถามเราเรื่องเงินเดือนเพราะนายเคย offer ให้เธอทำงานขายมาก่อนแต่เธอไม่ถนัด เราก็ไม่ปิดบังนะ เธอมีความเชี่ยวชาญ course บางตัวที่ต่างจากบ.เราจัดอยู่ และขอให้เราช่วย convince (ปิดการขาย)ลูกค้าให้จัด เราก็พูดกับนายว่า บางครั้ง need ของลูกค้าอาจตรงกับเธอและบ.ก็ไม่ได้ป้อนงานเธอต่อเนื่องมาซักระยะ (ก็ช่วงก่อนเปลี่ยนมือนั่นหละ) เราขอเสนอให้เธอไป present ลูกค้าพร้อมกับเราได้มั้ย นายรู้ว่าเราอยากช่วยก็  ok แต่เธอต้องทำ course outline ให้นาย approve ก่อน ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

แต่ด้วยความที่นานๆครั้งลูกค้าจะสนใจ course ของเธอ จึงไม่มีโอกาสนำเสนอได้บ่อย จนกระทั้งมีรายนึงสนใจ เราจึงโทรแจ้งเธอให้โทรคุยกับลูกค้าตามที่ลูกค้าขอมา และเราบอกเธอว่า ถ้าจัด course เราขอ observe (ดูด้วย) นะ จะได้เข้าใจ course ที่เธอจัดมากขึ้นเธอก็ถามว่าเอางั้นเหรอ เราก็ตอบว่าใช่เพื่อเป็นข้อมูลในการขายไง หลังจากที่โทรคุยกับลูกค้า เธอโทรกลับมาหาเราบอกว่าคุยแล้วและบอกลูกค้าด้วยว่า ถ้าบ.จะส่งเราไป observe เธอไม่รับจัด course เรางง มาก เราบอกเธอว่าถ้าเธอไม่พร้อม เราคุยกันเองได้ทำไมต้องพูดกับลูกค้าด้วย จากนั้น course นี้ก็ไม่ได้จัดและเราก็ไม่เกี่ยวข้องกับงานเธออีก นายเราเข้าใจนะ ภรรยานายบอกว่า เพราะเธอรู้เรื่องรายได้ของเรา เธออิจฉาที่เราได้ปรับเงินเดือนและรวม com แล้วรายได้สูงกว่าเธอมาก และมาขอปรับรายได้กับนายแต่นายไม่ ok เราก็ไม่แน่ใจสาเหตุชัดเจนที่เธอเปลี่ยนไปคืออะไร ทั้งๆที่คุยกันมาดีๆตลอด เราปรับทุกข์กับกลุ่มเพื่อนที่รู้จักเธอ ทุกคนพูดเหมือนกันว่า อย่า serious ระหว่างเรากับเธอ ไม่มีใครเชื่อเธอหรอก จนกระทั่งลูกน้องทีมงานของเธอมาขอเบิกค่าใช้จ่ายกับทางบ. ทำให้เรื่องแดงว่าเธอจ่ายค่าจ้างลูกน้องต่ำกว่าที่เธอแจ้งทางบ.ครึ่งต่อครึ่ง ภรรยานายขอให้เธอเข้ามา clear แต่เธอหลบหน้าแบบก่อวีรกรรมหลายอย่างกับทางบ.และจบการทำงานกับทางบ.เพียงเท่านั้น (#3)

คำถาม #1-3 เป็นความผิดพี่รึเปล่า  คุณ aston ช่วย comment case by case นะคะ เอาทั้งทางโลก ทางธรรมเลย สำหรับพี่ #1 เหมือนกรรมติดจรวด เห็นกันในชาตินี้ เค้าออกจากงาน พอพี่อายุประมาณนี้ก็ต้องตกงานเช่นกัน เคยเปรยกับแม่ แม่บอกว่า ประสาท ไม่เกี่ยวกันซักหน่อย คุณ aston ว่าไงคะ?

อยู่ที่นี่ เจอหลายๆเรื่อง มากคน มากความ พอดีคนรู้จักกันเหมือนญาติ เพราะต่างฝ่ายต่างเคยช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน มีกิจการอยู่ต่างจังหวัด Sales Mgr ออกกระทันหัน มาขอให้ไปช่วยทางด้าน export ก็เลยตัดสินใจลาออกจากที่นี่ เป็นการออกด้วยดี ยังติดต่อกันอยู่ มีอะไรก็ยังเล่าสู่กันฟัง ขอคำปรึกษาเรื่อยๆ จนเป็นเพื่อนกับภรรยานายไปแล้ว

แล้วค่อยเล่างานที่ 6นะ... ตาลายรึยังเอ่ย 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2008, 21:38 โดย กร » บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #11 เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2008, 15:21 »

งานที่ 6 เป็นงานส่งออกอาหารทะเล จริงๆแล้วเราไม่แน่ใจว่าคนรู้จักกัน(J)จะรับวิธีการทำงานแบบเราได้มั้ย เพราะเราเป็นคนตรง เอาใจไม่เป็น และทุกอย่างคุยกันด้วยหลักเหตุผล เราได้พูดคุย J หลายครั้งก่อนตัดสินใจทำ เรื่องที่สำคัญคือเรื่องรายได้ที่เราได้รับจาก งานที่ 5 รวม 70K และเรื่องย้ายที่ทำงานไปต่างจังหวัด ภรรยาของ J เป็นพี่สาวที่เรานับถือมาก(P) และ P รู้ทุกเรื่องที่ผ่านมาของเราเป็นอย่างดีทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว พอ J ขาด sales mgr P จึงเสนอให้ชวนเราทำด้วย เพราะเห็นว่าเราย้ายงานบ่อย ไม่มีเงินเก็บ ถ้าทำที่นี่ มีงานทำตลอดชีวิต และ ตจว.ใช้จ่ายไม่เยอะ

J บอกเราว่า ปัญหาในบ.เยอะมาก GMP ก็ได้ grade ต่ำสุด HACCP (ทั้งสองตัวย่อคือมาตรฐานในการผลิตอาหาร) ก็ยังไม่ได้ซึ่งทางกลุ่มลูกค้า push ให้เค้าดำเนินการโดยด่วน คนงานที่มีอยู่จาก 400 เหลือไม่ถึงครึ่ง factory mgr สร้างอำนาจ ปล่อยเงินกู้ ขโมยของกันเป็นทีม แต่จับไม่ได้ ถาม J ว่าแล้วรู้ได้อย่างไร เค้าบอกว่ามีสายเค้าบอกมา J อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่เราทำให้งานที่ 5 เราบอกว่าการเปลี่ยนแปลงต้องร่วมมือกัน เราคนเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ถ้า J ไม่ร่วมมือก็คงรับปากทำงานด้วยไม่ได้ J บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงจุดนั้นเพราะเป็นบ.เค้าเอง เค้าย่อมอยากให้มันดีขึ้น เค้าให้ความร่วมมือเต็มที่ ต้องการให้ทำอะไรขอให้บอก comment เต็มที่ เรื่องรายได้เราเคยได้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น ที่พักจัดทำห้องให้ใหม่ รถใช้รถบ. เราก็เลยตัดสินใจทำ

วันก่อนเริ่มงานเราได้คุยกับ P เธอบอกว่า J เป็นคนที่พูดจาน่าฟัง รับปากได้แต่ทำจริงรึเปล่าอีกเรื่องนึง ยังไงให้เราใจเย็นๆนะ เราแปลกใจที่ได้ยิน P พูดแบบนี้ก็เลยถามว่าทำไมไม่บอกกันก่อน เราตัดสินใจแล้วเท่ากับทิ้งผลงานที่สร้างไว้ทิ้งรายได้ก็เพราะเชื่อว่าเราทำให้คนอื่นเจริญได้ เอาศักยภาพนั้นมาช่วยคนรู้จักกันน่าจะดีกว่า แต่ถ้า J เป็นคนอย่างที่ว่ามาเราชักไม่เห็นอนาคตตัวเองกับที่นี่ เพราะโดยนิสัยเราถ้าไม่ work เราก็ออกแล้วเราจะมีอะไร guarantee อนาคตเราหละ อายุก็เยอะ หางานใหม่ก็ลำบาก P บอกว่าพรุ่งนี้เริ่มงานลองคุยกับ J ดูนะว่าเค้าจะ guarantee ให้เราได้อย่างไร เราก็เลยคุยกับ P ว่าทำ written contract แล้ว sign ทั้งคู่ดีมั้ย จะได้เอามาอ้างอิงได้ P เห็นด้วย วันรุ่งขึ้นเราก็พูดกับ J เรื่อง written contract ซึ่ง J ก็เห็นด้วย และเรื่อง guarantee J บอกว่าเค้าจะให้เรา 1M เราจะได้สบายใจว่า ถ้าเค้าไม่ทำตามที่พูดจริง เราก็ยังมีเงินดูแลตัวเองและครอบครัว ทำกิจการเล็กๆเองได้ แต่ไม่ต้องใส่ details นี้ใน contract ส่วนเงินเดือนจ่าย 40K ส่วนต่าง 30K จ่ายปลายปี เราก็ ok เป็นการเก็บเงินไปในตัวปลายปีจะได้มีเงินก้อน

หลังจากเริ่มทำงาน J push ให้เราเข้าโรงงาน เพื่อศึกษางาน เราเดินดูวันละ 2รอบ เช้า เย็น และพูดคุยกับ J ถึงปัญหาและสิ่งที่เราไม่เข้าใจ J บอกว่าเราต้องเข้าไปสัมผัสจริงๆจึงจะเข้าใจ เราจึงตัดสินใจลงไปทำ production process (ขั้นตอนการผลิต) เองแล้วเราก็เจอปัญหามากมายใน line ที่ควรแก้ไข ทำให้ผลจาก lab ไม่ผ่านเช่น
1. วิธีการเรียง filet (เนื้อไม่มีกระดูก) น้ำที่ใช้ลูบไม่ค่อยเปลี่ยนใหม่
2. การล้าง สูตรในการใส่ chlorine ไม่มี standard
3. ซาก raw mat (วัตถุดิบ) รอคนซื้อมารับไป วางใกล้กับส่วน process และโปะน้ำแข็งไม่ท่วมด้านบนเข่ง ทำให้แมลงวันมาเกาะและเข้าไปในส่วน process
4. มีดไม่คม ทั้งโรงงานมีคนลับมีดคนเดียว ใช้ไปมีดทื่อคนงานก็ทู่ซี้แล่ไปเรื่อย ทำให้เนื้อไม่เรียบ ก็ใช้วิธีลูบน้ำให้ติดกันก่อนเข้า freeze เวลาลูกค้าละลายเนื้อก็แยกออกจากกัน ก็โดน claim หรือต่อรองราคา ทั้งๆที่เป็นส่วนน้อยทำให้เสียราคาขาย
5. ที่นี่มีบ.ต่างชาติมาแบ่งเช่าพื้นที่ในการผลิต เมื่อ raw mat มาส่ง เค้าจะให้ลูกน้องมาคัด size ที่เป็น standard size และป้อนเข้า production process ทันที ของเค้าจะสดตลอด และทำอย่างนี้ทุกครั้ง ในขณะที่เราเอาน้ำแข็งดองที่เหลือ 3-5 วันก่อนจะเข้า process ทำให้ raw mat ไม่สด ช้ำ ลูกค้า complain ตลอด จนต้องชดใช้เป็นเงินหลายแสนต่อ lot
6. ตะกร้าที่ใช้ใส่ raw mat สกปรกมากไม่เคยขัดล้าง

ในเมื่อทำเรื่องอาหารมีผลต่อสุขภาพคนโดยตรง จุดต่างๆเหล่านี้สำคัญมากต้องรีบแก้ไข เรารู้สึกว่าขายอาหารที่คุณภาพไม่ดี บั่นทอนสุขภาพคนอื่นก็เป็นบาป (ตั้งแต่เราย้ายมาทำงานที่นี่ เราไม่สบายตลอดพอกลับเข้า กทม. ก็หายเป็นปลิดทิ้ง) ในเมื่อเราไม่ใช่ factory mgr เราก็ต้องให้ J รับรู้ เราแปลกใจที่ J บอกว่านี่เป็นจุดเล็กจุดน้อย แต่สำหรับเราการที่จะให้ GMP เกรดที่ดีขึ้น และผ่าน HACCP จุดพวกนี้ก็ละเลยไม่ได้

ที่น่าแปลกอีกอย่างคือ พอเราพูดถึงปัญหาของงานส่วนไหน J ก็จะเรียกคนรับผิดชอบส่วนนั้นเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว แล้วพฤติกรรมที่คนเหล่านั้นกับเพื่อนรอบข้างที่แสดงออกกับเราจากปกติที่ไม่ค่อย friendly อยู่แล้วกลายเป็นระแวดระวัง ถามคำตอบคำ ผ่านไป 3 เดือน มีพนักงานระดับหัวหน้างานออกไป 3 คนรวมถึง factory mgr ด้วย acctg mgr ก็เป็นคนรู้จักกัน พูดลับหลังเรากับคนงานว่า มีนายเพิ่มมาอีกคน ระวังตัวกันให้ดี อีกหน่อยจะโดนเฉดหัวออกกันหมด ลูกน้องเรามาเล่าให้ฟัง เราคุยกับ J ว่า คนงานที่ออกไปเป็นเพราะเราเหรอ เค้าบอกว่าไม่ใช่ มีปัญหากันมาก่อนหน้านี้แล้ว คุยกันไม่ลงตัวก็เลยออก แต่ปฏิกิริยาจากคนรอบข้างทำให้เรารู้สึกเป็นแพะ ยังไงชอบกล

ภาพที่เราเห็นบ่อยๆคือ J ชอบเรียกพนักงานแผนกนั้น แผนกนี้มาคุยตัวต่อตัวเพื่อสอบถามความเป็นไปและมักจะช่วยเหลือเรื่องส่วนตัวเหมือนเป็นการสร้างพระคุณไปโดยปริยาย แต่การปกครองแบบนี้ เราคิดว่าทำให้ปกครองยาก เพราะทุกคนก็ถือว่าข้าแน่ เจ้าของให้ความไว้วางใจ เราขอความร่วมมือก็มักจะย้อนถามว่า J รู้รึยังมาสั่งให้ทำอย่างนี้

ส่วนงานขายของเรา  J ขอให้ช่วย keep ลูกค้าเดิมไว้ ลูกค้าเดิมก็ซื้อต่อเป็นปกติ แต่ปัญหาที่เจอบ่อยคือ มี order แต่ supply ไม่ได้เพราะไม่มี raw mat แล้ว J จะเป็นคนเดียวที่ deal กับ supplier และ push ให้เราเสนอของที่ตก size ที่ freeze เก็บค้างเป็นปีๆ เราถาม J ว่า ในเมื่อรู้ว่าใช้ไม่ได้ทำไมไม่ปล่อยขายขณะที่เป็น raw mat เพราะเวลาผ่าน process ค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกมากมายแล้วเก็บไว้เป็นปีๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะขายได้มั้ย J บอกว่าต้องมีงานป้อนให้คนงานทำ ถ้าคนงานเยอะไปก็ลดคนงานลงได้เพราะจ่ายเป็นรายวันอยู่แล้ว งานเยอะก็เปิดรับกันใหม่ J บอกว่าคนงานหายาก เราบอกว่าคนงานระดับนี้ชวนกันปากต่อปาก แค่ 1คนทำงานกับเราแล้ว happy ก็อยากเอาญาติพี่น้องมาทำด้วยแน่นอน สำคัญว่าเรามีสวัสดิการอไรให้คนงานบ้าง เท่าที่รู้มาจากการเข้า line ตู้น้ำดื่มให้พนักงานกดแล้วมีตะกอนแดงๆ พนักงานไม่กล้าดื่ม (เป็นเราก็คงยอมอด) ใครที่ไม่เอาน้ำดื่มมาจากบ้านมักจะกดน้ำจากกระติกน้ำร้อน เพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า ซึ่งมีกระติกเดียวสำหรับกรณีเป็นลมต้องทานยาลม เงินเดือนปรับตามกฏหมายแรงงาน ปีใหม่ไม่เคยจัดงานปีใหม่ ทั้งๆที่คนงานขอทุกปี คนงานที่นี่เหมือนซังกะตาย แห้งแล้งมาก P มักจะเลี้ยงไอติมคนงานบ่อยๆ เราก็เลี้ยงขนมคนงานเช่นกัน ไม่ใช่สร้างพระคุณนะ แต่เราสงสาร อยากเห็นรอยยิ้มบ้าง แต่ก็โดน acctg mgr ว่าเหน็บบ่อยๆ เซ็งเหมือนกัน

ทุกครั้งที่เราคุยปัญหาและทางแก้ไขกับ J เค้าจะรับรู้แล้วปล่อยผ่าน แล้วทวงถาม result จากเราว่าทำไมเราไม่ลงมือ operate ซะที เราบอก J ว่าก็คุยกันแล้วว่าต้องร่วมมือกัน เราเป็นคนขายเจอปัญหาในการขายเราก็เสนอพร้อมแนวทางแก้ไข เป็นหน้าที่ของ J ต้องคุยกับ factory mgr ให้ปรับปรุง หรือถ้าจะให้เราทำจริงๆเราขอคุยกับ factory mgr ถึงแผนงานที่เค้าวางไว้แล้วช่วยกันปรับปรุงเพราะคนงานต้องฟังเค้ามากกว่าเรา ไม่อยากให้เกิด conflict J บอกว่าไม่จำเป็นต้องคุย เราลงไปเล่นเองได้เลย วิธีนี้เราไม่เห็นด้วย

เราส่ง report ให้ J 17 แผ่น ปัญหาและทางแก้ไข J บอกว่าที่ส่งมาเป็นเรื่องเล็กน้อย มีแต่ว่าคนนั้นคนนี้แต่ไม่ทำอะไรซักที ให้เราเข้าไปจัดการได้เลย หาว่าเราเข้า line ทุกวันเรายังไม่รู้เลยว่าค่าน้ำแข็งที่ใช้แต่ละวันเป็นเงินเท่าไหร่ เราอึ้งเลย ทำไมเราต้องไปสืบหาค่าน้ำแข็งจากการเข้า line ด้วย acctg ก็มีข้อมูล อยากให้เรารู้ก็เอาค่าใช้จ่ายจาก acctg มาให้ก็ได้นี่ เราคุยกันเรื่องเข้ามาปรับปรุงโรงงานเราก็ดูแล้วเสนอแล้ว ถ้า J คิดว่าจุดที่เรานำเสนอเป็นเรื่องไร้สาระ เราก็ไม่คิดว่าเราจะทำงานกับ J ต่อไปได้ เพราะถ้าจุดต่างๆไม่แก้ไข ภาพรวมก็ไม่มีทางดีขึ้น การแก้ไขก็ต้องให้คนทั้งองค์กรเห็นความสำคัญว่าจะดีต่อบ.อย่างไรจึงจะได้รับความร่วมมือ ไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำ ทำสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ เราไม่เล่นด้วย J บอกว่าตามใจถ้าตัดสินใจไม่ทำต่อเค้าก็ไม่ว่า เราก็เลยจบการทำงานที่นี่เพียง 7เดือน ส่วนต่างเรื่องเงินเดือน J ก็เบี้ยวเราด้วยนะ บอกว่า 1M ที่ให้มาก็ cover แล้ว แต่เราก็แย้งเค้านะว่ามันคนละส่วนกัน (คุณ aston ว่าพี่คิดถูกมั้ย?) เราก็ไม่รู้ว่าเราทำถูกรึเปล่าแต่เรา clear ทุก point แล้วนะ ถ้า J เป็นแบบนี้เราถือว่าผิดคำพูด และใจไม่อยากทำงานด้วยอีกต่อไป (คุณ aston comment ได้นะคะ รอฟังค่ะ)

J ขอ shake hand กับเราด้วยนะ บอกว่าเคารพในการตัดสินใจของเรา ระหว่าง 2 ครอบครัวก็ยังเหมือนเดิม แต่จริงๆไม่เหมือนเดิมหรอกนะ เพราะทุกครั้งที่ P โทรคุยกับเราก็ต้องลับหลัง J ชวนเราไปค้างที่บ้านก็ต่อเมื่อ J เดินทางและถ้า J โทรมาระหว่างนั้นก็จะจุ๊ให้เราเงียบก่อน เฮ้อ!เราหนะเหมือนเดิม

หลังจากออก ลูกน้องเราที่บ.นี้ก็โทรคุยและบอกว่า 17 แผ่นที่เค้าช่วยเราพิมพ์ J ได้สั่งการให้แก้ไขตามนั้น โรงงานสะอาดขึ้นผิดตา เราก็ดีใจนะที่เค้ายอมทำตามนั้น จนเมื่อ 2ปีที่แล้ว ทราบว่าบ.ปิดไปแล้วแต่ตั้งบ.ใหม่ให้รุ่นลูกบริหาร แต่คนงานรุ่นที่เราเคย comment ไว้ก่อเรื่องหมกเม็ดมากมาย จน J จับได้และถอนรากถอนโคน acctg mgr ก็โดนเชิญออกยังทิ้งปัญหาเรื่องภาษีให้ต้องสะสางเพียบ

ระหว่างที่เราทำงานที่ 5-6  A จากงานที่ 4 ก็มักจะโทรมาปรึกษาเรื่องบ.ที่น้องเค้า (M) บริหาร และ M ก็โทรมาคุยไม่บ่อยแต่คุยยาว จนในที่สุด A ชวนเราไปทำงานกับบ.ของ M ก่อนโทรมา A ปรึกษา B แล้ว B ก็โทรมา convince (หว่านล้อม) เราว่าน่าจะลองทำดู เด็กรุ่นใหม่ทำงาน น่าจะสนุก ใจเราชอบของสวยงามอยู่แล้ว เราไม่ใส่นะแต่เห็นแล้วมีความสุข เรียนรู้งานแล้วเข้าใจง่ายกว่างานใดๆ ก็เลยทำ...

 



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2008, 21:55 โดย กร » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #12 เมื่อ: 8 พฤษภาคม 2008, 18:22 »

โห พี่เล่ายาวมาก และละเอียดมากจริงๆ 
เอาไปสร้างละครได้สิบหกตอนแล้วเนี่ย

ตอบคำถาม #1 #2 #3 รวมกันเลยนะครับ

กรรม วัดกันที่เจตนา หนึ่ง การกระทำ สอง และผลสำเร็จของการกระทำ สาม

อันนี้พี่ต้องพิจารณาเอง ว่าสิ่งที่พี่ทำ มีเจตนาอย่างไร เป็นเบื้องต้น
ถ้าขาดเจตนา ที่จะให้เขาตกงาน ลำบาก ก็เป็นอันสบายใจได้

แต่กรรมเก่า มันไม่ได้มีเฉพาะของชาตินี้น่ะครับ
ถ้ายึดหลักว่า ทุกสิ่งเกิดเพราะมีเหตุ ก็อาจจะเพราะกรรมเก่าจากชาติก่อนๆ มันตามมาให้ผล

ที่จริง ผมเข้าใจได้ว่า พี่มีเหตุอันสมควรที่ลาออกจากงานแต่ละที่
และเข้าใจได้ว่า พี่เป็นคนทำงานเก่ง พูดตรง กล้าวิจารณ์

ผมคิดว่าพี่น่าจะเหมาะกับการทำงานกับฝรั่ง มากกว่าคนไทย
ฉะนั้น ถ้าจะเล่ามาถึงตรงนี้ ผมว่าพี่น่าจะกลับไปทำกับ บริษัทฝึกอบรมที่พี่ออกมาด้วยความเข้าใจมากกว่า

ส่วนเรื่องอื่น ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะเวลาฟังเรื่องความขัดแย้ง
มันมักจะมีสองมุม และโดยธรรมชาติของมนุษย์ มักจะเล่าในมุมที่ตัวเองถูก ตัวเองดี

อันนี้ไม่ได้ว่าพี่คนเดียวนะ ผมว่ามนุษย์ทั่วไป รวมถึงตัวเองด้วย

ว่าแต่ ผมสงสัยว่า ประเด็นที่พี่จะถามจริงๆ คืออะไรครับ?
ผมเป็นห่วงว่ากว่าจะเล่าจบ พี่อาจจะเป็นลมไปก่อน 

มีคำแนะนำอีกอย่าง คือ.. ลองไปตรวจแผนที่กรรมเก่าของตัวเองกับหมอเอมดูก็ได้นะครับ
เผื่อจะมีแนวทางการหางานใหม่ให้เหมาะกับตัวเอง
 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #13 เมื่อ: 9 พฤษภาคม 2008, 00:11 »

เออ...จริงด้วย เบื่อพิมพ์เหมือนกัน 

ประเด็นที่จะถามก็คือ

1. เวลาพี่ออกจากที่ไหน ไม่คิดจะกลับไปทำด้วยอีก นั่นเป็นเหตุผลที่บ.ฝึกอบรมชวนแล้วไม่กลับไปทำ เว้นแต่ว่าวันนึงเค้าเดือดร้อนชวนให้กลับไปและเราว่างงานอยู่ก็จะกลับ แม้แต่งานที่ 7 A ก็พูดให้ B มา convince ว่าอยากชวนกลับไปทำงานด้วยกันอีก แต่พี่ก็ปฏิเสธผ่าน B ว่าอย่าพูดขึ้นอีกเลย จบแบบนี้ดีแล้ว

2. หลังจากพี่ทำกับคนรู้จักและเพื่อนมา 3 งาน ไม่อยากทำกับคนกลุ่มนี้อีกเลย ทุกที่อยากเห็น result แต่ไม่พร้อมแก้ไข ปรับปรุง เหมือนกันหมด ทั้งๆที่มีเพื่อนชวนทำด้วยแต่พี่ก็บอกไปว่าเก็บไว้คุยกัน ปรึกษากัน เป็นครั้งคราวจะดีกว่า พี่คิดผิดมั้ย?

3. การที่พี่ทำงาน เงินเดือนขึ้นๆลงๆตลอด แม่มักจะบ่นกับเพื่อนแม่ว่า ทำงานแบบถอยหลังเข้าคลอง คุณอ่านประวัติงานพี่แล้ว เห็นว่าพี่เป็นแบบนั้นมั้ย? อย่างไร? วันก่อนบอกแม่ว่า ถ้าขับรถเป็น อยากลองขับ taxi แม่บอกว่าคิดแปลกๆ จะสมัครงานเลขา Rep Office เงินเดือน max 20K ดีกว่าอยู่ว่างไปวันๆ น้องก็บอกว่าอย่าทำเลย ศักยภาพเราสูงกว่านั้น จริงๆแล้วพี่ชอบทำอะไรใหม่ๆนะ อยากทำงานรับจ้างเป็นเพื่อนเที่ยวต่างประเทศกับคนสูงอายุผู้หญิงที่ช่วยเหลือตัวเองได้ดี แต่ลูกหลานไม่มีเวลาพาเที่ยวแล้วเราไปช่วยดูแลแทน น่าสนุกดีนะ คุณว่ามั้ย?

4. จะทำกิจการเองก็ไม่อยู่ทางสายกลาง ถ้าทำงานบ.เพื่อนหรือลูกน้องเดือดร้อน ก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ไม่รู้สึกผิด แต่ถ้าเป็นเจ้าของเอง ลูกน้องเดือดร้อน เช่น แม่ไม่สบายมาก ลูกป่วยถ้าช่วยไม่ถึงที่สุดคงรู้สึกแย่ ถ้าต้องช่วยถึงที่สุดเราจะไหวรึเปล่า ก็ไม่รู้ทำไมพี่ต้องคิดแบบนี้ ไม่เคยข้ามคำถามนี้ได้เลย ช่วย guide หน่อยค่ะ

5. การดูดวง ช่วยเราเรื่องหาแนวทางงานใหม่ได้จริงหรือ อย่างไร? หลังๆดูดวงไม่แม่นเลย..หมอดูเก่งนะ แต่ดวงพี่อาจจะเพี้ยนตามเจ้าของดวง..

6. ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ภาวนาจนเห็นว่าทุกข์เกิดดับในใจไม่จบไม่สิ้น พยายามไม่ก่อบาปทางกาย วาจา แต่ทางใจก่อบ่อยๆ เห็นแล้วไม่ชอบใจ รำคาญ แค่ตามรู้แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้หลุดปากออกไป ก็รู้ว่าพูดไปแล้ว เสียใจก็รู้ว่าเสียใจที่พูดออกไป แล้วถ้าต้องเริ่มทำงานอีกครั้ง ในโลกคนร้อยแปดที่ต้องเจอ มันเบื่อที่ต้องเจอแบบที่ผ่านๆมา แต่ก็ไม่รู้จะ balance การดำรงชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม คู่กันได้อย่างไร มันสับสน ชอบกล อย่างการทำงาน ถ้าทำไม่ถูกต้อง ไม่พูด งานก็ไม่เดิน วางตัว วางใจ ยากจัง ควรทำยังไงดีคะ? 

7. พี่ภูมิใจในสิ่งดีๆที่พี่ทำให้กับแต่ละบ.ที่ทำงานด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นคนเก่งรึว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ ขี้ขลาด กันแน่ คนรอบข้างมักพูดว่า พี่ไม่สู้จนจบเกมส์ พอเซ็งก็หนี แต่สำหรับพี่ fight ไปก็เปล่าประโยชน์ สิ่งที่พี่ภูมิใจนักหนาว่าได้ทำประโยชน์ให้เค้าเหล่านั้น อาจเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วในมุมมองเค้าเหล่านั้นก็เป็นได้ อย่างที่คุณว่า มันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน บางครั้งพี่ก็ท้อที่จะเข้าไปในวังวนแบบนี้อีก พอเริ่มจะสมัครงาน ภาพเก่าๆก็ผุดมาให้รู้สึกเอือม ได้แต่ผลัดไปเรื่อยๆ ไว้ก่อน ไว้ก่อน มาจนครบปีแล้ว แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อไป อายุก็ยังอยู่ในวัยทำมาหากินได้ เงินเก็บหมด ต้องพึ่งครอบครัวมันก็ไม่ถูกต้อง มันน่าอายเนอะ ต่อให้พ่อแม่มีตังค์เลี้ยงตัวท่านเองก็เหอะ พ่อแม่ก็กังวลกับเราที่ลอยชายไปวันๆอยู่ดี ทำไงดี คุณ aston ปลุกพี่ให้ตื่นจากที่เป็นอยู่นี้หน่อยสิ   

คำถามเหล่านี้อาจฟังดูไร้สาระ สำหรับคุณและอีกหลายๆคนที่ได้อ่าน แต่สำหรับพี่มันสำคัญมากนะ คุณ aston เคยออกตัวว่าตอบได้จะตอบ ตอบไม่ได้จะบอก พี่ก็เข้าใจนะและขอบคุณที่ต้องอ่านละคร 16 ตอนมาหลายวัน พี่เกรงใจคุณแล้วสิ คงไม่มีคำถามอะไรมากไปกว่าเรื่องงานที่ถามมาแล้ว พี่อยากได้มุมมอง แนวคิดจากคุณ ลองวิเคราะห์และ guide หน่อยนะ 

ขณะเดียวกัน ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน จะกรุณาเสนอมุมมองของคุณที่สร้างสรร และ ช่วยเหลือคนคนนึงให้ผ่านพ้นกรอบความคิดแคบๆในยามวิกฤติได้ จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

รอ feedback นะคะ

บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #14 เมื่อ: 9 พฤษภาคม 2008, 13:01 »

1) อันนี้ส่วนตัวผมว่าพี่หลักการเยอะไปโดยไม่จำเป็น

ที่ทำงานก็เหมือนบ้าน เปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่ได้แปลว่าจะกลับไปอยู่ที่เดิมไม่ได้
ไม่ใช่ว่าตอนออกเขาไล่ออกมาเมื่อไหร่

2) จะว่าผิด ก็ไม่ผิด แต่ว่าผมว่ามันขึ้นกับข้อตกลงนะ

คือถ้าผมเป็นพี่ คนรู้จักกันมาชวนไปทำงาน ผมจะดูว่าน่าทำ อยากทำ มีอะไรให้ทำไหม
ถ้าน่าทำ อยากทำ ผมจะขอรู้ว่า ผมมีอำนาจจะแก้ไข ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง

พี่มีประสบการณ์มาแล้วว่า ไปทำงานไหน ต้องเกี่ยวข้องกับแผนกไหนบ้าง
เวลาจะไปเริ่มใหม่ ก็เคลียร์กันไว้ให้ชัดเจน แบ่งสรรหน้าที่อำนาจตัดสินใจ ทำเงื่อนไขไว้ให้เรียบร้อย

ส่วนมากเพื่อนกัน ทำงานกันยาก เพราะเกรงใจกัน มีอะไรแล้วไม่กล้าพูด
แต่ถ้าเป็นแบบพี่ ผมว่าไม่มีปัญหา เพราะพี่พูดตรง

ผมไม่ชอบพูดเหมาๆรวมๆ ว่าไอ้นั่นดี ไอ้นี่ไม่ดีน่ะครับ
เพราะทุกวันนี้ ผมทำงานก็คนรู้จักกันชวนมา ทำมาสี่ปี ก็ไม่มีอะไร

ผมมีลูกน้องหลายคนที่รู้จักกัน ชวนๆกันมา บางคนทำได้ดี บางคนไม่ได้เรื่อง
ผมก็บอกทุกคนว่า ก็แยกแยะนะ เรื่องส่วนตัว กับเรื่องงาน

คนเรามันทำงานกันได้ไม่ได้  ไม่ได้ขึ้นกับว่าเป็นเพื่อนกันมาหรือเปล่า
เพราะทำๆไป มันก็เหมือนเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว แต่ถ้าวางใจผิด มันก็ลำบากเท่านั้นเอง

3) อันนี้เมื่อก่อนผมก็เป็นนะ เคยมีคนชวนผมไปสมัครงาน พอเห็น resume ผม แกหงายหลังเลย
บอกว่าท่าทางผมจะเป็นพวกอารมณ์ศิลปิน นึกอยากจะออกไปทำงานเงินเดือนน้อยกว่าก็ไป

ผมว่าไม่มีใครอยากได้เงินเดือนน้อยลงหรอก
แต่เพราะทุกอย่างในชีวิต มันมีราคาที่เราต้องจ่าย

บางงาน เราอยากทำแต่ไม่มีประสบการณ์
บางงาน เราอยากทำฆ่าเวลา เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีงานทำ เงินมากเงินน้อย ก็ไม่สำคัญ

เรื่องขับแท็กซี่ พี่คิดเหมือนผมเลย 

4) ถ้าพี่จะทำกิจการเอง แล้วติดแค่เรื่องนี้ ผมว่าพี่อย่าทำเลย
เพราะแปลว่าพี่ยังมองอะไรไม่รอบด้าน 

จริงๆมันมีทางออกง่ายนิดเดียว คือพี่ก็ทำประกันสุขภาพให้ลูกน้องและครอบครัวสิ
ใช้วิธีตั้งกองทุนจากยอดขายก็ได้ หรือพนักงานออกส่วนนึง บริษัทออกให้ส่วนนึง

ผมเคยอยากทำกิจการแล้วให้ส่วนแบ่งกำไรกับพนักงานทุกหกเดือน
แต่มาคิดๆดู ให้เขาเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาจจะดีกว่า

เพราะบางคนให้เงินไปก็หมด

5) แม่นไม่แม่น ก็แล้วแต่หมอนะ มันก็ดูเป็นแนวทางจากสิ่งที่เราเคยทำในอดีต
แต่อนาคตมันเรื่องของเรา

อย่างเคยมีหมอดูบอกว่าผมต้องทำงานกับบริษัทของคนที่ใช้ตะเกียบ
พวกญี่ปุ่น จีน ถึงจะรุ่ง

อันนี้ท่าทางจะจริง เพราะอยู่บริษัทฝรั่ง ถึงจะชอบ ก็ไม่รุ่ง
อยู่บริษัทคนไทย ก็อึดอัด ทำอะไรลำบาก

แต่อยู่กับบริษัทคนไทย เชื้อสายจีน ผมไปได้ดีมากนะ

อันนี้ ก็เป็นแนวทางในการช่วยเลือกงานต่อไปได้

6) คนมักจะเข้าใจว่า คนปฏิบัติธรรม จะอยู่กับโลกลำบาก
คนที่ยังรู้สึกอย่างนั้น ผมฟันธงให้ก็ได้ว่า ยังปฏิบัติไม่เป็น

ในความเป็นจริง คนที่ก้าวหน้าในการภาวนา จะอยู่กับโลกได้สบาย
เพราะมีความเป็นกลาง และยึดมั่นในทุกข์ ในสิ่งที่มากระทบน้อยลง

ทำอะไร ก็ทำด้วยความมีสติ มีปัญญา เห็นว่า ปัญหากับทุกข์ เป็นคนละส่วนกัน

พระท่านเปรียบนักภาวนาที่เก่ง เหมือนใบบัวอยู่กลางน้ำ แต่ไม่เคยเปียก
เหมือนลิ้นงู อยู่ในปากงู แต่ไม่เคยโดนงูฉก

เราอยู่ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของโลก โดยไม่ทวนกระแส แต่ก็ไม่ไหลตามกระแส
เหมือนเรือ มีสมอทอดไว้ หรือมีเชือกผูงโยงไว้กับเสาท่าน้ำ
น้ำเชี่ยวไหลมา ก็พัดผ่านเรือไปหมด แต่เรือก็ไม่ได้ต้านน้ำ และไม่ได้หลุดลอยไปกับน้ำ

ถ้ามีศีล ไว้เป็นรั้ว เป็นแนวกำกับ กาย วาจา
แล้วปล่อยให้จิตใจโลดแล่น เป็นธรรมชาติ

ก็เหมือนปล่อยวัวพยศ ให้มันดิ้นอยู่ภายในลาน มีรั้วล้อม โดยไม่ล่าม ไม่ผูกมัด พันธนาการมันไว้
เราแค่คอยเฝ้าดูมันไป ถ้าไม่มีใครไปยุ่งกับมัน เดี๋ยวมันก็สงบเอง

การมีศีล ไม่ได้แปลว่าพูดอะไรไม่ได้ อันนี้สงสัยไปสับสบกับชาดกเรื่องพระเตมีย์ใบ้
แต่พูดอย่างคนมีศีล แปลว่าพูดอย่างมีสติ ตรงประเด็น ด้วยเจตนาที่ดี ไม่ใช่เจตนาจะให้ร้าย เสียดสี ทิ่มแทง
ไม่ได้แปลว่า ดุ ว่ากล่าว ตักเตือนใครไม่ได้

พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องรู้จักกระหนาบ คนที่สมควรกระหนาบ
ชม คนที่สมควรชม ตำหนิ คนที่ควรตำหนิ

7) อันนี้ พี่ปลุกตัวเองดีกว่าครับ เรื่องสติ มันปลุกให้กันไม่ได้ ต้องทำเอง 

แนะนำได้แค่ว่า เรื่องเก่าๆเอาไว้แค่เป็นบทเรียน
แต่อย่าเก็บมาเป็นภาระ

เคยมีคนบอกว่า อย่าให้อดีตมาเกะกะโอกาสที่จะทำปัจจุบันให้ดี

พี่ช่วยส่งข้อความ มาในกล่องข้อความ ขอเบอร์ติดต่อหน่อยสิครับ
ผมอาจมีโปรเจคท์งานบางอย่าง ที่ยังต้องการคนมาดูแล เผื่อพี่อยากทำ

 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #15 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2008, 00:45 »

อู้ยส์ ได้คำตอบทุกข้อเลย 
ขอ clear นิดนะคะ

1. พี่เชื่อว่า ถ้าบ้านเราดี เราคงไม่อยากย้ายไปไหน เมื่อมีเหตุให้ต้องย้าย ก็แสดงว่านั่นไม่ใช่ที่ที่ใช่สำหรับเราอีกต่อไป ถ้าโอกาสงานเก่าเวียนเข้ามาอีก จะพิจารณาตามคำแนะนำคุณ aston นะ

2. ก็ที่ชวนทำก็คุยกันก่อนทั้งนั้น ทุกคนก็บอกว่าเต็มที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ในส่วนที่แบ่งงานชัดเจนในภาพรวม แต่ details งาน มันเกี่ยวเนื่องไปถึง owner โดยปริยาย family business มันก็เหมือน monopoly (เจ้าของรวยอยู่คนเดียว) นะ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับ owner ว่าตัวเองยอมเปลี่ยนวิธีการทำงาน การบริหารรึเปล่า การพูดจริงเป็นสิ่งที่ดีใช่มั้ย แต่มันก็ทำให้เราเดี้ยงเพราะพูดจริงแบบตรงๆ  มันขึ้นอยู่กับคนฟังว่าเปิดใจรับฟังแค่ไหนด้วยนะ
คุณโชคดีจังที่วางใจถูก ทำงานกันไปเลยกลายเป็นเพื่อนกันไปหมด สำหรับพี่โดยหน้าที่เหมือนก่อศัตรูมากกว่ามิตรนะ ก็อย่างที่บอกวางใจไม่เป็น ก็เลยอยู่ยาก และยังคงเข็ดหลาบอยู่เลย

ตามที่พี่เล่าให้คุณฟังก็ไม่ได้จะว่าใครดีใครไม่ดีนะ เล่าจากมุมตัวเองว่าเจอและได้ฟังอะไรมาบ้างกับเรื่องนั้นๆ และสิ่งที่คิดและทำไปมันควรไม่ควรก็เท่านั้น เวลาเจอปัญหาอะไรก็"ที่สุด"สำหรับเราทั้งนั้น พี่เชื่อว่าไม่มีใครถูกผิดแบบขาวกับดำ ต่างคนต่างมีเหตุผลในการกระทำของตนด้วยกันทั้งนั้น และแน่นอนที่สุด มันต้องเป็นเหตุผลที่ดีแล้วจึงได้ทำลงไป แต่จะสมควรมั้ยก็อีกเรื่องนึงนะ

พี่ไม่เคยมีเจตนาที่จะทำร้ายใคร ทำงานที่ไหนลูกน้องรัก ถึงกับขอตามไปทำงานที่ใหม่กันเลยนะ แต่เจ้านายเอือมกับมุมมองที่ไม่ค่อยจะคล้อยตามนาย ก็อย่างที่เล่าให้คุณฟัง เวลามีปัญหาก็คุยตามเหตุปัจจัยของงาน แต่หลายเรื่องที่ถามคุณว่าพี่ผิดมั้ยเพราะคุณอาจเปิดมุมมองใหม่ๆที่พี่ไม่เคยเห็นด้วยตนเองซะที

3. ดีจัง อย่างน้อยก็คิดเหมือนกันเรื่องนึงแล้ว พี่เป็นเนประจำบ้านเลยนะ แต่ขับรถไม่เป็นนี่สิ เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำหลายๆงานที่อยากทำ ด้วยความที่ทำงานที่ไหน มีรถบ.ใช้ตลอด เลยไม่กระตือรือร้นในการหัดขับรถ พอหัดตอนแก่ก็ใจฝ่อ เรื่องนี้คงต้องปล่อยวางหละค่ะ

4. เห็นด้วยเลย บ้านพี่ไม่เคยสอนให้ลูกทำกิจการเองเลย แม่พูดเสมอว่า กินลูกจ้างดีที่สุด ไม่ต้องปวดหัวว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายลูกจ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ หา order มาลง ความคิดนี้ bye ดีกว่าค่ะ

5. no comment ค่ะ แต่จะเก็บไปพิจารณานะคะ

6.+7. พี่ไม่เคยอ่านชาดกเรื่องพระเตมีย์ใบ้นะ เท่าที่จำได้เรื่องเดียวที่รู้จักคือ "พระเวสสันดร" เพราะสมัยเด็กๆเป็นละคร T.V. ได้ดูบ้าง ไม่ได้ดูบ้าง ปกติแล้วพี่ไม่ใช่คนใฝ่อ่านหนังสือธรรมะนะ มีแรงผลักจากคนนับถือหลายๆท่านให้ฝึกปฏิบัติแต่ก็ฝึกแบบเข้า course ไปตามความอยาก แต่ไม่ต่อเนื่องอยู่หลายปี

จนเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เริ่มฝึกดูกายดูใจจากคำแนะนำของ "หนุ่มนินจา" ได้แป๊บนึง ก็ตกงานโดยไม่ได้ตั้งใจพอดี ก็ช่วยให้เผชิญทุกข์ได้ดีขึ้น ใจไม่ดีดดิ้นรัดรึงเหมือนเวลาตกงานที่ผ่านๆมา นับได้ว่าเป็นผู้ฝึกปฏิบัติภาวนาชั้นเตรียมอนุบาลอยู่เลย ก็เลยปฏิบัติภาวนาตามความเข้าใจและไถ่ถามผู้รู้ไปเรื่อยๆ ก็ปฏิบัติไม่เป็นอย่างที่คุณพูดมาเป๊ะ แต่ก็จะปฏิบัติต่อไปนะคะ ไม่ท้อค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ สำหรับน้ำใจที่จะคุยกับพี่เรื่องงาน พี่ขอ skip ไปก่อนนะคะ รู้สึกเหมือนคนจับจดยังไม่สามารถสร้างพลังใจให้ตัวเองได้ ไว้สติเกิดแล้วรู้ว่าจะเดินต่อไปทางไหน จะวางใจอย่างไร พี่อาจต้องรบกวนคุณ aston อีกครั้ง ไม่ว่ากันนะคะ

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับเวลาและคำแนะนำทั้งหมดที่ให้มาค่ะ 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 พฤษภาคม 2008, 22:12 โดย กร » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #16 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2008, 11:18 »

ไม่ว่ากันครับพี่

แต่จะบอกพี่สองประโยค

1. วิธีสร้างแรงจูงใจ และความมั่นใจในตัวเองที่ดีที่สุด คือลงมือทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ ไม่ใช่คิดเอา

2. โอกาสทองมันมักจะไม่เคาะประตูบ้านเราเกินสองครั้ง เคยมีหนังชื่อ Postman Always Ring Twice

ลองคิดดีๆนะครับ ผมยังไม่มีคน 
บันทึกการเข้า
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #17 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2008, 22:03 »

แอบมาอ่าน และมาให้กำลังใจอีกคนนะคะ

 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #18 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2008, 23:19 »

เฮ้อ!.... นี่คงเป็น Aston's characteristic นะ ฝากไว้แค่ 2 ประโยค แต่มัน challenge สุดๆ 

ณ ปัจจุบัน พี่เป็นคน challenge ไม่ขึ้นนะถ้าจะมาท้าตีท้าต่อยพี่ก็หลบลงกระดองเท่านั้น แต่สิ่งที่คุณบอกมัน positive และพี่ก็บอกตัวเองบ่อยๆ จริงๆก็อยากฟังนะว่า project ที่ว่าคืออะไร แต่กลัวว่าฟังแล้ว say no จะทำให้คุณเสียความรู้สึกกับความหวังดีที่มีให้พี่ เพราะพี่มีข้อจำกัดในการหางานเยอะ คิดไม่เหมือนชาวบ้าน ไม่ใช่อารมณ์ศิลปินนะ มันเป็นเองมาตั้งแต่จำความได้

อย่างที่คุณบอกไงว่าหลักการเยอะไปโดยไม่จำเป็น งานที่พี่เลี่ยงไม่ทำก็จำพวก alcohol ทั้งหลาย งานขายประกันชีวิต สินค้าที่ให้โทษมากกว่าให้คุณ(ตามความรู้สึกพี่นะ) งานระดมทุนที่สามารถโยงเข้าข่าย illegal และงานที่ต้องลงทุนเพราะตอนนี้มีแต่เงินเลี้ยงตัวเองไปวันๆ   นี่เท่าที่คิดออกนะ  project ที่คุณว่ามาไม่เกี่ยวเนื่องกับงานเหล่านี้ ใช่มั้ยคะ? ถ้าใช่และไม่คิดว่าพี่มากเรื่องและยัง insist ที่จะให้โอกาสพี่ในการพูดคุยกัน ก็ confirm อีกครั้งนะคะ แล้วพี่จะฝากเบอร์ติดต่อไว้ค่ะ หรือคุณจะส่งรายละเอียดมาในกล่องข้อความก็ได้นะคะ แล้วพี่จะติดต่อไป

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #19 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2008, 23:31 »

สวัสดีค่ะ คุณ kookkai

ดีใจที่แวะมานะคะ ไหนๆก็แอบอ่านแล้ว มีคำแนะนำอะไรก็อย่ากั๊กไว้นะคะ จะ comment อะไรก็เต็มที่ค่ะ พี่รออ่านนะและขอบคุณสำหรับกำลังใจที่ให้มาค่ะ 
บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #20 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2008, 17:29 »

แหม..  ถ้าผมแนะนำงานที่ผิดศีลผิดธรรมให้พี่ ผมก็แย่แล้ว

หมายถึงงานพวกสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร บุหรี่ อันนั้นผมก็ไม่ทำครับ

 
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #21 เมื่อ: 12 พฤษภาคม 2008, 20:58 »

อ๊ะ...อย่าเข้าใจผิดนะคะ ไม่ได้มีเจตนาว่าคุณจะแนะนำงานที่ผิดศีลธรรมให้พี่นะ
พี่เชื่อว่าผู้ดูแลเวบ star4life คิดดี ทำดี ทุกคน แม้แต่คุณ ไม่รู้จักพี่เป็นการส่วนตัว ยังมีน้ำใจ offer โอกาสในการหางานให้เลย ถ้าพี่คิดอย่างนั้นก็แย่เต็มที 

เอาเป็นว่าพี่จะฝากเบอร์ติดต่อในกล่องข้อความนะคะ ไม่แน่ใจว่าจะส่งได้ถูกต้องตามขั้นตอนรึเปล่า (แก่แล้ว low tech ดีที่ยังรับส่งเมล์เป็นนะ Tongue) ถ้าคุณไม่ได้รับก็บอกให้พี่ทราบนะ จะได้ส่งใหม่ค่ะ
บันทึกการเข้า
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #22 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2008, 19:19 »

สวัสดีค่ะ คุณกร

ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พี่เข้าเวบไม่ได้เลย show ว่า server มีปัญหา วันนี้ลองเข้าจาก link อื่นก็เลยได้อ่านคำที่คุณกรช่วยแปลให้ วันศุกร์เดินผ่านร้านหนังสือ สายตาสะดุดหนังสือชื่อ "องค์กร"อย่างจัง ก่อนพิมพ์ก็ลังเลนะคะ ว่าแปลกๆ ก็เลยรู้ว่าเขียนผิดแน่นอน ไม่ใช้นาน memory error ค่ะ ว่าจะแจ้งคุณกรให้ช่วยแก้ไขให้หน่อย คุณกรก็กรุณาแก้ไขให้เรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องร้องขอ ขอบคุณมากค่ะ 

ในเมื่อคุณกรอนุญาต คำแปลที่ไม่ตรงกับที่พี่จะสื่อ มี 2 คำดังนี้ค่ะ

ตอบ#10 in-house training พี่หมายถึง องค์กรต่างๆจ้างเราให้จัดฝึกอบรมให้กับพนักงานในองค์กรนั้นๆโดยเฉพาะ ซึ่งจะต่างจาก public course ที่เราจัดขึ้นเพื่อให้องค์กรต่างๆส่งพนักงานมาอบรมกับเราค่ะ 

ตอบ#15 monopoly พี่หมายถึง เจ้าของมักจะยึดเอาใจตัวเองเป็นใหญ่ในการตัดสินใจ ขยายความนิดนะคะ แม้เจ้าของจะให้สิทธิในการตัดสินใจแต่ก็มักจะขอ approve ก่อนดำเนินการเสมอ และแม้สิ่งที่เรานำเสนอหรือจะดำเนินการดีต่อองค์กรและพนักงานส่วนใหญ่ แต่ถ้าเจ้าของไม่เห็นด้วยหรือไม่พร้อมจะปรับตัวก็ไม่ทำซะงั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคืบหน้าของงานก็จะชะงัก แต่เค้าก็จะถามหา result และกลายเป็นว่าเราทำงานไม่มีประสิทธิภาพไม่เกิดประสิทธิผลค่ะ

แม้พี่จะเข้าใจตามที่คุณ aston แนะนำว่า เรื่องเก่าๆเก็บไว้แค่เป็นบทเรียน แต่อย่าเอามาเป็นภาระ อย่าให้อดีตมาเกะกะโอกาสในการทำปัจจุบันให้ดี คุณกรเป็นท่านนึงที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ หากมีอะไรที่จะแนะนำพี่ผ่านกระทู้นี้หรือผ่านกล่องข้อความ พี่ยินดีรับฟังนะคะ และขอบคุณมากๆกับความช่วยเหลือในการแปลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการอ่านของทุกๆท่านที่แวะมาค่ะ

รบกวนถามเรื่องการใช้งานเวบหน่อยค่ะ หากพี่มีคำถามถึงผู้ดูแลท่านใด พี่สามารถถามผ่านกล่องข้อความท่านนั้นๆโดยไม่ตั้งกระทู้ใหม่ได้ ใช่มั้ยคะ?

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
บันทึกการเข้า
กร
เกิดมาเพื่อจะเรียนรู้ทางที่จะไม่เกิดอีก
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 318



เว็บไซต์
« ตอบ #23 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 16:20 »

ยินดีครับ

เรื่องส่งข้อความ ก็สามารถส่งหาใครก็ได้ครับ
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าปัญหาอะไรเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำใจ
ปัญหามันก็อยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดได้ก็ดับได้
bzb
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 15


« ตอบ #24 เมื่อ: 19 พฤษภาคม 2008, 19:48 »

คุณกร  ค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!