การฆ่าตัวตาย
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: การฆ่าตัวตาย  (อ่าน 8032 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 572



« เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2008, 23:31 »


พี่ดังตฤณที่เคารพได้ขอให้ช่วยพูดเรื่องมุมมองของจิตแพทย์
เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ซึ่งมีความเกี่ยวข้องอย่างมากต่อการฆ่าตัวตาย 
ผมได้พยายามคิดอยู่หลายวันว่าจะนำเสนอแบบไหนดี   
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ต้องเข้าวัดพอดี จึงยังไม่ได้ค้นคว้า   
วันนี้พอดีได้พบหนังสือ  "คู่มือการช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย สำหรับบุคลากรสาธารณสุข" ของกรมสุขภาพจิต 
มีเนื้อหากระชับและน่าสนใจ  จึงขอนำเสนอ ดังต่อไปนี้ครับ


การฆ่าตัวตาย

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1. Sullivan  กล่าวว่า คนฆ่าตัวตายเกิดจากการที่เขาไม่สามารถขจัดความคับข้องใจ  ซึ่งเกิดจากความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้

2. Schneidman และคณะ เชื่อว่า  ผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
- เชื่อว่าการฆ่าตัวตายเป็นการเปลี่ยนชีวิตใหม่  ชาติหน้าจะมีความสุขมากกว่า
- รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า  ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตที่จะอยู่ต่อไป หรือผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางกายรุนแรง  การตายจึงเป็นการหลีกหนีความเจ็บปวด
- มีอาการโรคจิต  ฆ่าตัวตายเพราะมีประสาทหลอนหรือหลงผิด
- ฆ่าตัวตายด้วยความโกรธแค้น  พยาบาท  ต้องการให้ผู้อื่นสำนึกผิด



สาเหตุของการฆ่าตัวตาย

- ฆ่าตัวตายจากภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง   ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า  รู้สึกผิดมาก  บาป  ฆ่าตัวตายเพื่อลงโทษตัวเอง
- ฆ่าตัวตายเนื่องจากมีอาการโรคจิต  เช่นมีอาการประสาทหลอน  หลงผิด เพ้อคลั่ง  ผู้ป่วยอาจฆ่าตัวตายเพื่อหนีภาวะหลอนที่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือทำตามที่ประสาทหลอนสั่งให้ทำ
- ฆ่าตัวตายเนื่องจากสภาพแวดล้อม   ความเจริญทางด้านวัตถุยิ่งมาก  สุขภาพจิตของคนกลับเสื่อมลง  ความเหงาก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการฆ่าตัวตาย ในประเทศอเมริกา  คนที่พยายามฆ่าตัวตายรายหนึ่งสารภาพว่า เขากระทำการฆ่าตัวตายเพราะความเหงา
- ฆ่าตัวตายเนื่องจากการเลียนแบบ  ข่าวสารจากสื่อมวลชนที่ลงข่าวการฆ่าตัวตายมีส่วนชักจูงให้ผู้ป่วยเลียนแบบการฆ่าตัวตายได้
- ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงหรือเรียกร้องความสนใจ  เช่นขัดแย้งกับพ่อแม่  ผิดหวังเรื่องความรัก หรือถูกขัดใจ  ไม่ได้ดังใจก็ฆ่าตัวตาย (คนพวกนี้มักมีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ)


ผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย  มองการฆ่าตัวตายว่าเป็นทางออกเพียงทางเดียวของปัญหาที่เขาเผชิญอยู่  คนเหล่านี้มักกำลังเผชิญกับความเจ็บปวดทางจิตใจที่ทำให้รู้สึกทนไม่ได้   รู้สึกถูกบีบคั้น  ทำให้มองไม่เห็นทางออก จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหยุดการรับรู้และคิดว่าการตายเป็นการหยุดความทุกข์และความเจ็บปวดทั้งหมด



โรคทางกายที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

- โรคที่รักษาไม่หาย โดยเฉพาะโรคเอดส์
- โรคทางกายระยะสุดท้าย เช่น มะเร็ง
- โรคที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน


โรคทางจิตเวชที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

- โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) อาจจะเกิดจากการมีความกดดันทางจิตใจหรือสังคม  หรือไม่ก็ได้   ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือเบื่อหน่าย   ที่มักเป็นตลอดวัน นานเกินกว่า 2 สัปดาห์   ร่วมกับมีอาการนอนไม่หลับ  รู้สึกอ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด  สมาธิบกพร่อง หรือรู้สึกตนเองไร้ค่า เป็นต้น  พบว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย  กว่าครึ่งมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย
- โรคจิต (Psychosis) อาจมีความหวาดระแวง หลงผิด คิดว่ามีคนปองร้าย  ประสาทหลอน  ที่สำคัญคือ หูแว่ว มีเสียงสั่งให้ทำร้ายตนเอง
- ติดสุรา (Alcoholism)  มักจะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ประกอบกับฤทธิ์ของสุราที่มีผลต่อสมอง  เมื่อเผชิญกับปัญหาชีวิต   เกิดความเครียด อาจทำให้มีอารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิดได้ง่ายและอาจรุนแรงจนเกิดความคิดฆ่าตัวตายได้
- บุคลิกภาพผิดปกติ (Personality Disorder)  มักเป็นกลุ่มที่มีอารมณ์อ่อนไหว  ไม่มั่นคง  หุนหันพลันแล่น หรือสนใจแต่ตนเอง เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น  ทำให้มีการกระทำโดยขาดความยั้งคิด


เห็นได้ว่า  โรคซึมเศร้า  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาเหตุการฆ่าตัวตายที่สำคัญ (แต่ก็เป็นส่วนที่สำคัญมาก)
ขอเน้นอาการสำคัญของโรคซึมเศร้าอีกครั้งนะครับ

โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) อาจจะเกิดจากการมีความกดดันทางจิตใจหรือสังคม  หรือไม่ก็ได้ 
ผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้าหรือเบื่อหน่ายที่มักเป็นตลอดวัน เป็นระยะเวลานานเกินกว่า 2 สัปดาห์  ร่วมกับมีอาการ
นอนไม่หลับ รู้สึกอ่อนเพลีย  เบื่ออาหาร น้ำหนักลด  สมาธิบกพร่อง หรือรู้สึกตนเองไร้ค่า เป็นต้น 
พบว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย  กว่าครึ่งมีโรคซึมเศร้าร่วมด้วย


ถ้าพบเห็นท่านใดที่มีอาการดังกล่าวเหล่านี้   น่าจะพาไปพบกับจิตแพทย์เพื่อรับการรักษาน่ะครับ 


โดยทั่วไปญาติมักจะคิดว่า อาการดังกล่าวเป็นแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้นได้เอง  จึงทำให้ละเลยต่อการดูแลผู้ป่วย ซึ่งตัวผู้ป่วยเอง  ก็มักจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไรมากเช่นกัน


การรักษา ในระยะที่มีอาการ จำเป็นต้องให้การรักษาด้วยยา (เพราะทำให้อาการดีขึ้นได้เร็ว) ส่วนการทำจิตบำบัดและการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม(เช่นให้การดูแลเอาใจใส่ ด้วยความอบอุ่น ) จะทำให้ผู้ป่วยอาการดีได้มากขึ้น ในระยะหลัง  ต่อจากการกินยาไปอีกน่ะครับ 


การรักษาจึงสำคัญ ทั้ง   
- การกินยา 
- การให้การปรึกษาหรือการทำจิตบำบัด (ในที่นี้ผมเหมารวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือ การปรับเปลี่ยนความคิดพฤติกรรม ของผู้ป่วย ด้วยครับ) 
- การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม



ขอเสริมไปอีกนิดว่า
เดี๋ยวนี้วิธีการบำบัดรักษาทางจิตใจ
ในการลดความเครียดและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละคน
ซึ่งผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านสุขภาพจิต
ได้พยายามประยุกต์การบำบัดรักษาจิตใจ
โดยการนำวิธีทางพระพุทธศาสนามาผสมผสานด้วยเช่น
การผ่อนคลายความตึงเครียดโดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
การทำสมาธิ
รวมถึงการเจริญสติ ในชีวิตประจำวันด้วยครับ

นอกจากนี้  จิตแพทย์กลุ่มหนึ่งที่สนใจการปฎิบัติธรรม และได้รับผลจากการปฎิบัติ(ตามอัตตภาพ)   ได้พยายามประยุกต์วิธีทางจิตบำบัดและพระพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เป็นรูปแบบ/หลักสูตรเดียวกันสำหรับการใช้บำบัดรักษา   ท่านให้ชื่อในเบื้องต้นว่า จิตบำบัดแนวพุทธ  ขณะนี้ กำลังดำเนินการ ( ไปบ้างแล้วมั้งครับ เท่าที่ทราบ) 

กระทู้นี้  คงจะมีประโยชน์แก่เพื่อนร่วมทุกข์ 
ที่เพิ่งเริ่มเดินทาง  และที่บังเอิญได้เข้ามาอ่าน
ไม่มากก็น้อย
แต่สำหรับชาวพุทธที่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ อย่างถูกต้องแล้วนั้น
ก็ไม่น่าจะต้องเป็นห่วงเป็นกังวล กับปัญหานี้เลยครับ



โดย อติ
ที่มา http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008586.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: