กรรมอะไรทำให้มีกลิ่นตัวเหม็น? จะแก้ไขได้อย่างไร?
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: กรรมอะไรทำให้มีกลิ่นตัวเหม็น? จะแก้ไขได้อย่างไร?  (อ่าน 8742 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 572



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 03:01 »

ถาม – ผมเป็นคนมีกลิ่นตัวเหม็นมาก และคงทำกรรมมาไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อใช้โรลออนก็จะแพ้ พอไม่ใช้ก็ยิ่งเปรี้ยวหนักขึ้นไปอีก อันนี้มีสาเหตุจากกรรมข้อไหน? และขอคำแนะนำในการแก้กรรมด้วยครับ

เป็นมนุษย์นั้น ถึงไม่ทำกรรมร้ายเป็นพิเศษ ร่างก็เหม็นโดยธรรมชาติอยู่แล้วครับ ที่พวกเราเดินเหินออกไปพบปะสังสรรค์กันได้ทุกวันนี้โดยไม่เหม็นเขียวหน้ามืดตายก็เพราะได้ตัวช่วย คือสบู่ ยาสีฟัน และแชมพูนั่นแหละ

เรื่องทางกาย หรือที่เกี่ยวเนื่องกับกายอย่างเป็นรูปธรรมนั้น อย่าไปเหมาว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่าจากอดีตชาติเสียทั้งหมดนะครับ พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสเลยว่าโรคภัยไข้เจ็บอาจเกิดขึ้นจากดินฟ้าอากาศ การขาดกายบริหาร การหักโหมงานเกินกำลัง แล้วถึงค่อยมาว่ากันเรื่องของวิบากกรรม กลิ่นตัวก็ทำนองเดียวกัน คุณอาจจะดูแลตัวเองไม่ดี อาบน้ำน้อยไป ใช้สบู่ที่ออกฤทธิ์ทำความสะอาดน้อย หรือกระทั่งใช้โรลออนที่มีผลข้างเคียงในทางลบ คือพอสั่งสมสารอะไรที่เป็นส่วนประกอบจนหมักหมมแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์เสียเอง

เรื่องของรูปธรรมก็ทดลองเอาสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาแก้ก่อน เพราะรูปธรรมย่อมมีอิทธิพลกับรูปธรรมด้วยกันได้ตรงๆและรวดเร็วทันตา ในขณะที่นามธรรมนั้น กว่าจะมีอิทธิพลกับรูปธรรมได้ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน

เมื่อไม่นานมานี้พรรคพวกเพิ่งให้ความรู้กับผมว่าแอลกอฮอล์ธรรมดาๆก็สามารถนำมาระงับกลิ่นตัวได้ อันนี้ไม่ใช่ยาผีบอกนะครับ ไม่ต้องเตรียมขิง ข่า ฟัก แฟง แตงโมอะไรทั้งนั้น เอาแค่แอลกอฮอล์ ๗๐% สำหรับฆ่าเชื้อโรคที่หาซื้อได้ถูกๆจากร้านขายยาทั่วไปนี่แหละ นำมาใส่ขวดสเปรย์ฉีดตามซอกต่างๆทั่วร่าง จะเป็นรักแร้ ขาหนีบ ต้นคอ ฝ่าเท้า หรืออื่นๆที่ส่งกลิ่นรบกวนคุณและคนใกล้ตัวก็ช่วยได้ทั้งนั้น เท่าที่ฟังจากตัวอย่างคนมีปัญหาเรื่องกลิ่น ก็ได้ผลกันดี และได้ผลตั้งแต่เมื่อใช้ครั้งแรกเลยเสียด้วย อย่างน้อยที่สุดเสื้อผ้าไม่สะสมแบคทีเรีย เว้นแต่จะเหงื่อออกมาก ตากแดดเกือบทั้งวัน อย่างนั้นก็คงเอาไม่อยู่นะครับ

การอาบน้ำบ่อยๆ ใช้สบู่ที่มีฤทธิ์กำจัดแบคทีเรียแรงขึ้น ก็น่าจะมีส่วนช่วยได้มากเหมือนกัน หลายคนยังไม่เคยทดลองนะครับ ลองหามาใช้อาจได้ผล

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มาว่ากันเรื่องบุญทำกรรมแต่ง ลองสังเกตเล่นๆนะครับว่าวาจาของแต่ละคนเหมือนจะมี ‘กลิ่น’ เฉพาะตัว คือบางทีคุณยังไม่รู้หรอกว่ากลิ่นปากของเขาร้ายกาจขนาดไหน รู้แต่ว่านึกถึงการพูดการจาของเขาทีไร จะรู้สึกยี้ๆแย่ๆ ราวกับมีคลื่นความเหม็นลอยออกมาจากปากเขากระทบใจคุณก็ไม่ปาน

อันนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสจำแนกไว้กว้างๆเหมือนกันครับ ว่าบางคนพูดได้เหม็นเหมือนอุจจาระ บางคนพูดได้หอมเหมือนดอกไม้ และบางคนพูดได้หวานปานน้ำผึ้ง

สำหรับคนพูดได้เหม็นเหมือนอุจจาระคือพวกที่ชอบอวดอ้าง ไม่รู้ก็บอกว่ารู้ หรือใครถามเอาความจริงแล้ว ทั้งรู้ก็แกล้งบอกว่าไม่รู้ สรุปง่ายๆคือแม้ทราบแก่ใจว่าความจริงเป็นเช่นใด ก็บิดเบือนให้เป็นอื่นเสีย อาจจะเพราะเห็นแก่อามิสสินจ้าง หรือเอาประโยชน์เข้าตัว เข้าพวกพ้อง

สำหรับคนพูดได้หอมเหมือนดอกไม้คือพวกที่เป็นตรงข้ามกับข้างต้น ไม่มายาแกล้งอวด ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ หรือถูกถามเอาความจริงใดๆ ถ้ารู้ก็บอกว่ารู้ สรูปง่ายๆคือเมื่อทราบว่าความจริงเป็นเช่นใดก็พูดไปตามนั้นโดยไม่บิดเบือน

สำหรับคนพูดได้หวานปานน้ำผึ้งคือพวกที่เว้นขาดจากคำหยาบ พูดแต่วาจาที่ไม่มีโทษ ไพเราะเพราะหู เป็นที่รัก เป็นที่จับใจ เป็นที่พอใจ

ข้างต้นเป็นกรรมทางวาจาอันส่งผลให้เกิด ‘กลิ่นทางความรู้สึก’ ซึ่งเมื่อทำความเข้าใจและไตร่ตรองจากความจริงที่พบๆกัน ก็คงเห็นว่าเป็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส กรรมทางวาจาย่อมให้ผลใกล้ที่เกี่ยวกับกลิ่นปากมากที่สุด ขอให้แยกเป็นความรู้ในขั้นหนึ่งก่อนนะครับ วาจาเป็นอย่างไร กลิ่นปากก็เป็นอย่างนั้น บางทีเห็นผลกันไวในชาตินี้เสียด้วย ผมเคยรู้จักอยู่คนหนึ่ง ทีแรกไม่เห็นมีกลิ่นปาก แต่อยู่ๆไปไฉนส่งกลิ่นอย่างรุนแรง อธิบายตามหมอฟันก็อาจได้เหตุผลอย่างหนึ่ง แต่ถ้าประกอบคำอธิบายง่ายๆว่าเขาพูดจาเหม็นๆ เห็นแก่ตัว ให้ร้ายคนอื่นเพื่อเอาเข้าตัวบ่อยๆ ปากก็เลยเหม็นตามวาจา อย่างนี้รู้สึกว่าจะชัดเจนครบถ้วนขึ้น

ในพระไตรปิฎกเคยมีการไถ่ถามกันว่าพวกที่มีกลิ่นเหม็นร้ายกาจผิดปกตินั้น เป็นเพราะไปทำกรรมเช่นใดมา ผู้รู้ท่านก็ตอบว่ากรรมอันพัวพันกับความโลภ โกรธ หลง นั่นแหละต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพูดเท็จ การคดโกง การประทุษร้ายมิตร การเป็นคนตระหนี่ ความเย่อหยิ่ง ความริษยา ความมักได้ ความลังเล การเบียดเบียน ความเมา เหล่านี้เป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีกลิ่นร้ายทั้งสิ้น พูดให้ง่ายคือถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วน ก็จะได้กลิ่นร้ายครบสรรพคุณ ใครอยู่ใกล้เป็นทนไม่ได้นั่นแหละ

เสริมอีกนิดหนึ่ง กลิ่นอันน่ารังเกียจของบางคนนั้นมาในรูปแบบที่ประหลาด คือแค่เห็นคุณก็รู้สึกตุๆชอบกลได้ เรียกว่าเห็นแล้วนึกรังเกียจ ได้กลิ่นแล้วเอียนๆอย่างบอกไม่ถูก อันนี้อาจเกิดจากผลกรรมของความเป็นผู้มีเบื้องหน้าธรรมะธัมโม แต่เบื้องหลังมีใจคิดคดทุจริต สอนคนอื่นเป็นคุ้งเป็นแคว แต่เบื้องหลังตนเองกลับไม่เคยทำอย่างที่เคยสอนใครๆ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะธรรมะเป็นของสะอาด พอมีอะไรแปดเปื้อนก็เลยส่งกลิ่นฟ้องชัด

การกล่าวคำอันปราศจากสติ เพ้อเจ้อ หลักลอย มักใส่ไคล้ผู้อื่นโดยปราศจากมูลความจริง พูดโน้มน้าวผู้อื่นให้เลื่อมใสในทางมิจฉาทิฏฐิ เช่นกรรมไม่มี วิบากไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี เพียงเพราะเหตุคือเขาอยากจะปักใจเชื่อเช่นนั้น ตนเองก็ไม่มีหลักฐานอันแข็งแรงใดๆไว้อ้างอิง แต่กลับพยายามพูดให้ผู้อื่นคล้อยตาม ดูถูกดูหมิ่นพวกที่เชื่อ อันนี้เท่าที่พบก็มักเกิดกลิ่นน่ารังเกียจทันตาไม่ต้องข้ามชาติได้เหมือนกัน

และเท่าที่สัมผัส พวกชอบว่าร้ายส่อเสียดตามอารมณ์โกรธบ่อยๆนั้น เวลาเหงื่อออกและเริ่มส่งกลิ่นตัว ก็จะเหม็นฉุนเฉียวเหมือนมีดแหลมเสียดแทงจมูก ลองสังเกตแล้วกันว่าเป็นจริงไหม

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กลิ่นก็เหมือนกับวิบากอื่นๆที่มีกรรมอันเป็นต้นเหตุได้หลากหลาย เช่นที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นก็มีตัวอย่างของคนลักของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ไปทิ้งลงส้วม เท่านี้ก็เป็นเหตุให้มีกลิ่นเหม็นกายได้ พูดให้ง่ายแบบรวมๆคือถ้าศีล ๕ ไม่ดี ก็มีโอกาสเกิดใหม่เป็นคนเหม็นๆไปทั้งชาติ ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยดับกลิ่นมากกว่าคนอื่นเขา

ขอให้สังเกตว่าคนเกิดมารูปงามมากๆมักมีกลิ่นหอม คือรูปงามกับกลิ่นหอมมาด้วยกันก็เพราะศีลสัตย์นี่เองครับ

กล่าวมาทั้งหมดคงสรุปว่าถ้าอยากแก้เรื่องกลิ่นด้วยวิธีทางนามธรรม ก็ต้องอาศัยทานและศีลนี่แหละ เช่นลองถวายธูปหอมพร้อมเครื่องสังฆทานดูครับ หรือจะเจาะจงไปถวายในศาลาที่พระท่านประกอบกิจของสงฆ์โดยตรงก็ได้ เพราะธูปนั้น เมื่อจุดแล้วจะได้กลิ่นหอมฟุ้งทั่ว เป็นที่สบายและเหนี่ยวนำกุศลจิตให้เกิดขึ้นง่ายในที่ชุมนุมของงานบุญทั้งหลาย เรียกว่าเราทำเหตุอันได้ผลชื่นใจกับคนไม่เลือกหน้า ทั้งพระเณร ชี และอุบาสกอุบาสิกาฆราวาส ก็ย่อมได้ผลใหญ่และรวดเร็วตอบแทน

การทำบุญเพื่อให้ได้ผลตามปรารถนานั้น ก่อนอื่นคุณต้องมีความเข้าใจว่าของที่ถวายพระ หรือของที่ให้แก่คนและสัตว์ทั้งหลายนั้น มีดีอย่างไร ให้ผลอย่างไร ในที่นี้ใจคุณต้องจับกลิ่นหอม และยินดีในกลิ่นที่น่าชื่นใจนั้นด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าซื้อๆธูปรวมกับของสังฆทานอื่นแล้วจะได้อานิสงส์นี้ ขอให้ทำความเข้าใจกับความรู้นี้ดีๆ หากคุณไม่เคยได้กลิ่นธูปหอม หรือเคยได้กลิ่นแต่ไม่ยินดีชื่นใจ หรือยินดีชื่นใจแต่ไม่หวังให้เกิดความชื่นใจแบบเดียวกันในผู้รับ ก็จะไม่มีพลังบุญเกี่ยวกับกลิ่นให้นำมาอธิษฐานขออานิสงส์ได้

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะถ้าคุณซื้อธูปหอมอย่างไม่เข้าใจประโยชน์ของธูปหอม จิตคุณจะจับธูปโดยความเป็นวัตถุที่ตาเห็นว่านั่นคือหนึ่งในเครื่องสังฆทาน พูดง่ายๆว่าใช้ตาในการจุดชนวนให้เกิดกุศลจิตคิดเป็นทานเท่านั้น เมื่อคุณไม่ได้ใช้ประสาทจมูกหรือความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นเป็นตัวตั้ง บุญก็จะเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไปในทางที่จะให้อานิสงส์เกี่ยวกับกลิ่น

สำคัญต้องถวายบ่อยๆด้วยนะครับ ไม่ใช่ทีเดียวแล้วจะเกิดผล คิดง่ายๆก็ได้ว่าถ้าถวายหนึ่งครั้งยังไม่ติด ยังไม่ชิน กลิ่นบุญยังไม่ขึ้นใจ ก็ยังเอามาเป็นหลักตั้งในการอธิษฐานไม่ได้ แต่ถ้าหากถวายธูปหอมให้ศาลาวัดเป็นประจำ แถมคุณได้ไปร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็นกับพระและฆราวาสด้วย พอได้กลิ่นธูปหอมของคุณเองจนเกิดความปลื้มใจในทาน ก็จะมีโอกาสให้ผลค่อนข้างทันตา (ทำทานกับสมณะนั้นให้ผลเร็ว นี่เป็นกฎธรรมดา ไม่ใช่ใครวางกฎลำเอียงไว้ด้วยอคติใดๆหรอก)

เมื่อทำบุญเกี่ยวกับกลิ่น (ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นธูปหอม และไม่จำกัดว่าจะต้องทำเฉพาะที่วัด) ด้วยจิตคิดอนุเคราะห์ หวังโน้มน้าวจิตคนรับกลิ่นให้ตั้งมั่นเป็นกุศล โดยธรรมชาติจิตจะเกิดความเบิกบาน ปลื้มปีติ ที่ตรงนั้นแหละครับให้น้อมอธิษฐานขอให้กลิ่นกายคุณดีขึ้น คือถ้าจะเหม็นก็ให้เหม็นตามธรรมชาติเหมือนมนุษย์มนาเขาหน่อย อย่าได้เหม็นฉุนเฉียวผิดปกติเป็นที่รังเกียจเลย หากกรรมเก่าของคุณไม่หนักหนาสาหัสนัก ทำบุญเกี่ยวกับกลิ่นติดกันทุกวันให้ได้สักเดือนเดียวคงจะเห็นผลที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

และในที่สุดเมื่อตั้งจิตคิดรักษาศีล ๕ โดยย่นย่อคือไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยอาการแห่งขโมยหรือเพชฌฆาต กับทั้งไม่เบียดเบียนตนด้วยเครื่องมึนเมาใดๆ หากรักษาศีลได้สะอาดจริงตามตั้งใจสัก ๓ เดือน ก็อาจได้พลังบุญจากศีลมาเป็นตัวตั้งให้อธิษฐานเกี่ยวกับกลิ่นกายได้เหมือนกันครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare035.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: