แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 มีนาคม 2019, 22:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: กรรมอะไรที่ทำให้เสียงไม่ดี?  (อ่าน 7436 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 03:00 »

ถาม – กรรมอะไรที่ทำให้ผมเป็นคนที่มีเสียงไม่เพราะ เสียงอู้อี้อยู่ในลำคอ พูดจาไม่ชัด ทำให้สื่อสารกับคนไม่ค่อยรู้เรื่อง ฟังแล้วไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ ทั้งๆที่มีข้อมูลและความรู้ในเรื่องที่จะพูด และมีวิธีอะไรที่จะทำให้เสียงเราดีขึ้นบ้างครับ?



ทั้งรูปปาก ลิ้น และแก้วเสียง อันเป็นส่วนประกอบของการเปล่งวาจานั้น เป็นวิบากที่เกิดจากวจีกรรมทั้งหมดทั้งสิ้นแหละครับ ยิ่งหากโดยรวมแล้วคุณมีปัจจัยที่ทำให้เสียงไม่เพราะ พูดไม่ชัด ก็สันนิษฐานได้โดยไม่ต้องใช้ญาณใดๆเลย คุณเคยเป็นผู้เคยประกอบวจีทุจริตไว้มากแน่นอน นี่ว่ากันตามเนื้อผ้านะครับ อย่าไปเสียใจกับตัวตนที่ลืมไปแล้วในอดีตชาติเลย มาดูและแจกแจงกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องกันดีกว่า

วจีทุจริตมีอยู่ ๔ จำพวกใหญ่ๆ ซึ่งก็เป็นตรงข้ามกับวจีสุจริตที่ผมตอบคำถามข้างบนไป หากประกอบวจีทุจริตเป็นประจำ ภายในไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปีจะเริ่มสำแดงผลในชาติปัจจุบัน และถ้าทำไปจนตาย ก็จะให้ผลชัดเจนในชาติถัดมา (ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์หรืออะไรอื่น) แจกแจงวิบากได้ดังนี้

๑) มักพูดเท็จ พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิบากอย่างเบาคือเป็นผู้ถูกกล่าวตู่ ถูกใส่ไคล้ อันนี้อธิบายได้ว่าพลังสัจจะหรือพลังแห่งความจริงนั้นมีความยิ่งใหญ่ ถ้าคิดทำให้ความจริงบิดเบี้ยวด้วยคำพูด ความบิดเบี้ยวนั้นก็จะย้อนกลับมาลงโทษในหลากหลายรูปแบบ นับเริ่มจากการโดนใส่ไคล้ให้ชีวิตเกิดความบิดเบี้ยว

เมื่อกล่าวถึงวิบากเกี่ยวกับเสียง แม้เคยเสียงดีๆก็ต้องมีอันให้คุณภาพบิดเบี้ยวหรือด้อยลงจากของจริงเดิมๆ ขอแจกแจงเป็นรายละเอียดดังนี้

หากโกหกแบบไม่เต็มใจและยังมีความละอาย ผลในปัจจุบันคือจะเป็นคนพูดจาขาดน้ำหนัก ฟังไม่ค่อยน่าเลื่อมใส เหมือนขาดความมั่นใจ เช่นพนักงานขายบางคนที่ต้องฝืนโกหกเป็นประจำ ทั้งที่พื้นเดิมไม่ใช่พวกชอบบิดเบือนความจริง

หากปั้นน้ำเป็นตัวได้หน้าตาเฉย ผลคือเสียงจะฟังเข้มหรือห้วนผิดปกติ พูดจริงคนก็นึกว่าหลอก พูดด้วยความตั้งใจดีคนก็เข้าใจผิดนึกว่าคิดร้าย ไม่ได้ฝืนใจก็เหมือนฝืนใจ อยากพูดปลอบคนเขาก็กลับนึกว่าแกล้งเยาะเย้ย อยากพูดให้เขาดีกันคนก็นึกว่าเสแสร้งแกล้งยุแยงตะแคงรั่วแบบแยบยลเหนือเมฆ ฯลฯ พวกโป้ปดมดเท็จได้หน้าตาเฉยนี้ได้ชื่อว่าทำกรรมหนักแน่นเป็นอาจิณถึงขั้นปั้นหน้าในชาติต่อไปให้ดูโกงๆได้แล้วด้วย ถ้าเป็นดาราก็โดนเขาคัดตัวให้เป็นวายร้ายอย่างแน่นอน

๒) มักพูดส่อเสียด พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิบากอย่างเบาคือมักแตกคอกับเพื่อน เมื่อกล่าวถึงวิบากเกี่ยวกับเสียง ก็จำแนกเป็นรายละเอียดได้ดังนี้

หากเห็นการนินทาลับหลังเป็นของสนุก ก็จะทำให้น้ำเสียงฟังขาดเมตตาลงเรื่อยๆ ฟังแล้วไม่น่าชื่นใจ แม้เดิมมีคุณภาพเสียงสดใสชวนรื่นหูก็ตาม บางคนพูดด่าคนอื่นทุกวันจนน้ำเสียงที่เคยขลังขาดความขลังไปได้อย่างน่าเสียดาย

หากคนเขาอยู่ดีๆก็ไปยุแยงตะแคงรั่วให้เขาบาดหมางกัน หรือชอบใช้คำพูดเป็นชนวนความแตกร้าวของหมู่คณะ จะทำให้เสียงฟังกร้าว แม้ภายนอกดูดีก็เหมือนแฝงความเหี้ยมโหดไม่น่าปลอดภัยให้รู้สึกได้

หากชมชอบการทิ่มแทงคนฟังขณะกำลังโกรธ จะทำให้เสียงดุร้ายเหมือนหาเรื่อง แม้พยายามพูดดีๆ คนก็รู้สึกเหมือนจะตั้งท่าเป็นศัตรู ถ้าทิ่มแทงคนดีมีศีลสัตย์ให้ช้ำใจหรือเสียหายเป็นประจำ ก็มีผลกับรูปปาก อาจบิดเบี้ยวน่าเกลียด ขยับปากพูดลำบาก แม้รูปปากดีเสียงก็อาจฟังไม่ชัด บางคนเห็นผลหนักชนิดนี้ได้ในชาติปัจจุบันทีเดียว ทางแพทย์อาจอธิบายสาเหตุเป็นต่างๆนานา แต่เจ้าตัวอาจสำนึกรู้สึกทีเดียวว่าตนพูดจาให้ร้ายแก่ผู้ทรงคุณเข้า

๓) มักพูดหยาบคาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิบากอย่างเบาคือสุ้มเสียงไม่น่าฟัง เสียงไม่น่าฟังก็อย่างเช่นที่เราคุ้นๆกัน คือกร้าวกระด้าง แหบแห้ง หรืออย่างน้อยที่สุดแม้ไม่เหมือนแย่ตรงไหน ก็แย่ตรงที่ฟังแล้วรู้สึกแย่นั่นเอง

หากพูดหยาบด้วยความเคยชิน ไม่ได้คิดประทุษร้าย จะทำให้หางเสียงเหมือนออกไปทางกร้าวทั้งที่อาจไม่ใช่คนก้าวร้าว

หากพูดหยาบด้วยจิตคิดประทุษร้าย จะทำให้เสียงแข็งกระด้างไม่น่าฟัง แม้พยายามพูดให้อ่อนหวานก็ฟังรำคาญหู

๔) มักพูดเพ้อเจ้อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิบากอย่างเบาคือทำให้เป็นคนพูดจาไม่น่าเชื่อถือ คุณคงเคยมีประสบการณ์มาบ้าง เห็นคนบางคนพูดแล้วทุกคนในที่นั้นอยากเบือนหน้าหนีโดยไม่นัดหมาย บางคนนี่เข้าขั้นหนักขนาดพูดทุกทีคนหันหน้าหนีทุกที ลองดูเถอะว่าคนๆนั้นชอบพูดจาไร้สติ นึกอยากพูดอะไรก็สักแต่พูดไหม นี่เป็นวิบากซึ่งไม่จำเป็นต้องรอดูชาติหน้ากันเลย

หากพูดเพ้อเจ้อด้วยความคะนองแต่ยังพอมีสติอยู่บ้าง ผลคือทำให้เสียงเหมือนหลอกๆ ฟังแล้วขาดๆเกินๆ เชื่อได้บ้าง เชื่อไม่ได้บ้าง

หากพูดแบบไหลไปเรื่อย คือเรื่อยเปื่อยจนฟุ้งซ่านจัด จะทำให้สุ้มเสียงเหมือนคนสับสน พร้อมพูดจาวกวน คนฟังได้ยินแล้วพลอยฟุ้งซ่านตาม จึงไม่มีใครอยากทนฟังให้จบ

ขอให้เข้าใจว่าพูดเพ้อเจ้อนั้นเฉียดๆกัน แต่ไม่เชิงว่าหมายถึงการพูดเล่นพูดหัวระหว่างคนกันเองเพื่อหัวเราะเอาสนุก การพูดเล่นที่ประกอบไปด้วยสติ รู้จักกาลเทศะ ไม่หยาบโลนดึงใจลงต่ำ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่เป็นพิษภัย และไม่ต้องรับผลแบบคนพูดพล่ามเพ้อเจ้อเป็นนิสัย

เพื่อจะปรับปรุงเรื่องเสียงและน้ำหนักความน่าเชื่อถือ ทางที่ดีที่สุดคือต้องตั้งใจมั่นว่าจะมีแต่วจีสุจริต งดเว้นวจีทุจริตให้หมด กับทั้งต้องรักษาความตั้งใจด้วยความหนักแน่นต่อเนื่องยาวนานพอสมควร

ทางลัดหนึ่งซึ่งคนที่ลองจะประจักษ์ผลได้ในเวลาไม่กี่วัน คือฝึกสติระลึกรู้การเปล่งเสียงสวดมนต์ให้ชัดๆ บทอิติปิโสฯก็มีรูปคำที่เปล่งเสียงแล้วช่วยเกื้อกูลได้มาก ยิ่งถ้าหากคุณศรัทธาพระพุทธเจ้าหนักแน่นอยู่เป็นทุน ก็จะพบความจริงคือเสียงที่มากับศรัทธาเป็นเสียงที่ฟังเพราะเสมอ หากสวดอิติปิโสฯด้วยใจศรัทธา มีสติอยู่กับทุกถ้อยคำ เพียงเดือนหรือสองเดือนจะพบว่าคุณภาพเสียงดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare068.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!