แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
23 สิงหาคม 2019, 05:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: คู่รักที่ฆ่ากันตายด้วยอารมณ์ชั่ววูบจะได้รับผลกรรมอย่างไร?  (อ่าน 4274 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:57 »

ถาม – คู่รักที่ฆ่ากันตายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จะต้องไปชดใช้กรรมร่วมกันแบบไหนครับ? พอเจอกันจะผูกพยาบาทอาฆาตคิดอยากฆ่ากันหรือเปล่า? เห็นข่าวแล้วสงสารมากครับ


เหมือนกับคุณถามว่าถ้าเพื่อนชกกันแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันมีความเป็นไปได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพของแต่ละคู่ครับ ผู้ชายชกกันบางทีกลายเป็นมิ่งมิตรที่ตายแทนกันได้ในภายหลัง เหมือนคำเขาว่าถ้าไม่ต่อยตีก็ไม่ซี้กัน แต่บางคู่ชกแล้วเจ็บใจ ผูกพยาบาทอาฆาตขนาดต้องเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งในวันต่อมาก็มี เข้าทำนองหมัดแพ้ปืนไม่แพ้

สำหรับคู่รักที่ฆ่ากันตายด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็อาจได้ไปพบกันและรักกันอีก ขึ้นอยู่กับว่าระหว่างที่เคยอยู่ร่วมกัน ได้มีความคิด คำพูด และการกระทำต่อกันดีร้ายเพียงใด ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ชั่ววูบถึงขั้นประหัตประหารกันเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ลงเมื่อพลาดพลั้งสังหารชีวิตกันแล้วก็ไม่แคล้วต้องมีความผูกเวรกันอยู่ เพราะการเบียดเบียนชีวิตกันคือบาปอกุศลที่ต้องใช้กำลังโทสะมหาศาล

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจดีๆก่อนว่า ‘โทสะ’ อาจไม่ได้มาในรูปของความโกรธเกรี้ยวหัวฟัดหัวเหวี่ยงเสมอไป โทสะเป็นกิเลส เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่มีกำลังผลักดันให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น นับตั้งแต่การพูดจาว่าร้าย การทุบตี ไปจนกระทั่งการฆ่าฟัน อาการทางจิตของเจ้าตัวผู้มีโทสะนั้น จึงมีลักษณะผลักไส อยากทำให้หายไปจากตา หายไปจากตัว หรือหายไปจากโลกนี้เสียเลย

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นใครย่างสามขุมเข้ามาจะทำร้ายด้วยท่าทีคุกคาม และคุณก็อยู่ในภาวะจนตรอกหมดทางสู้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับจิตใจคือ ‘ความกลัว’ ลักษณะของความกลัวคือผลักออก ไม่อยากให้เข้ามา อยากให้สาบสูญไป เป็นต้น

เมื่อคนรักคิดฆ่ากันด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ต้นตอของการฆ่าอาจไม่ใช่ความเกลียด หลายครั้งการฆ่ากันระหว่างคนรักเกิดขึ้นจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงเกินขีดของความทนทาน กระทั่งทำให้หน้ามืดบันดาลความคิดชั่ววูบ นั่นคือปลิดชีวิตให้สิ้นลง ความไม่พอใจเกินทนจะได้จบตาม

ในกรณีทำนองนี้ อารมณ์ที่ติดตามเป็นเงาตามตัวฆาตกรไปจึงไม่ใช่ความพยาบาทอาฆาตแค้นอยากคิดเอาคืน แต่เป็นความไม่ได้อย่างใจอย่างรุนแรง หรือเสียใจอย่างรุนแรง

วาระที่จิตของมือสังหารดับลง กรรมย่อมตกแต่งภพใหม่เป็นภาวะไม่ได้อย่างใจ เสียใจ น้อยใจ ผูกติดแน่นหนาอยู่กับจิตชนิดหาทางปลิดทิ้งไม่ได้ สภาพที่เขาจะเป็น สิ่งแวดล้อมที่เขาจะเห็น จะบีบให้เขามีแต่โทสะ เต็มไปด้วยความไม่สมใจเป็นหลัก

ส่วนผู้ถูกฆ่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีกรรมหลักเป็นสว่างหรือมืด และสำคัญคือวาระก่อนขาดใจตายมีความผูกอยู่กับอารมณ์ชนิดไหน

อารมณ์ใกล้ตายของผู้ถูกฆ่ามักเป็นความกลัวผู้ฆ่า ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงที่จิตของผู้ถูกฆ่าจะผูกอยู่กับผู้ฆ่า โดยอาศัยความกลัวนั่นเองเป็นเชือกมัด เมื่อฝ่ายฆ่าก็มีโทสะในทางคิดกำจัดชีวิต และฝ่ายถูกฆ่าก็มีโทสะในทางคิดดิ้นรนหลบหนี ภพที่จะเสวยร่วมกันถัดจากนั้นย่อมเป็นไปในทำนองไล่ล่า กดดัน เสียใจ น้อยใจ หวาดระแวง กลัวลาน ฯลฯ จนกว่าบุญเก่าจะตามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายได้ทัน การให้ผลของบุญจะมาในรูปความสว่าง เตือนสติให้ระลึกถึงกรรมดีหนหลัง เห็นนิมิตกรรมดี เปลี่ยนสภาพจิตจากอกุศลเป็นกุศล จนอัตภาพตั้งอยู่ในอบายไม่ได้ ต้องเลื่อนขั้นขึ้นมา

เรื่องดีๆนั้น โดยมากฝ่ายถูกฆ่ามักนึกออกก่อน กับทั้งเป็นผู้มีกำลังเหนือกว่าในการก้าวขึ้นสู่ภพสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีบุญ มีสำนึกคิดอ่านเพียงพอ ก็ได้ขึ้นมาเป็นมนุษย์ทันที

และตามหลักกรรมวิบาก ทำอย่างไรได้อย่างนั้น เมื่อตามกันขึ้นมาเป็นมนุษย์และเจอกันคราวต่อไป ธรรมชาติจะให้อำนาจในการมีสิทธิ์ฆ่ากับอีกคนหนึ่ง เป็นการสลับกัน ซึ่งนั่นก็คือขึ้นอยู่กับว่าจะมีเหตุบีบคั้นให้อีกฝ่ายนึกอยากฆ่าไหม และเมื่อถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มกำลังจะฆ่าแกงกัน ฝ่ายนั้นตัดสินใจให้อภัยหรือเดินหน้าเอาชีวิตจนสำเร็จ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระพุทธองค์จึงเน้นเรื่องการให้อภัย เรื่องการไม่ผูกใจพยาบาท เรื่องการมีเมตตาจิตเป็นปกติระหว่างมีชีวิต หากใครมีใจเป็นสุขเพราะไม่ยึดมั่นความแค้นเคืองใดๆ เขาจะตายด้วยความโล่งอกเสมอ หาความกลัวมาเป็นเชือกผูกจิตให้ติดอยู่กับภพแห่งความขนพองสยองเกล้าไม่ได้เลย ความเมตตาทำให้คนเราอยู่เป็นสุขระหว่างมีชีวิต และเป็นผู้ไม่กลัวตายแม้จวนตัวกะทันหัน แถมเมื่อเกิดในชาติถัดไป ก็จะติดนิสัยการให้อภัย ไม่คิดทำอันตรายใครถึงชีวิตง่ายๆครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?16.prepare
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!