แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 กุมภาพันธ์ 2019, 06:36 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: แอร์ไม่เย็นขอหย่า  (อ่าน 4482 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:56 »

เครื่องปรับอากาศที่ฝรั่งเรียกเต็มๆว่า ‘แอร์คอนดิชันเนอร์’ หรือที่ไทยเราเรียกกันเหลือสั้นจุ๊ดจู๋ว่า ‘แอร์’ นั้น คงเป็นสมบัติขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับชีวิตกลางเสาไฟ มันคือเครื่องทำความเย็น กำจัดความร้อนอบอ้าว ทำห้องที่เราอยู่ให้ฉ่ำชื่นรื่นกาย

แอร์บ้านใครไม่เย็นแล้วเมียขอหย่าหรือเปล่าผมไม่ทราบ ถ้าทราบแล้วจะเอามาบอก แต่เข้าใจว่าโลกนี้คงไม่มีใครความอดทนต่ำขนาดนั้น ที่กำลังจะพูดถึงในคอลัมน์คิดจากความว่างฉบับนี้ ไม่ได้หมายถึงแอร์ที่ทำความเย็นทางกาย แต่เป็น ‘แอร์ที่ทำความเย็นทางใจ’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด แต่คนกลับมองไม่เห็นความสำคัญ หรือบางคนเห็นความสำคัญแต่ไม่ทราบจะเรียกช่างที่ไหนมาซ่อม

ช่วงกำลังจะเริ่มต้นอยู่ด้วยกัน คนส่วนใหญ่พิจารณาว่าแอร์ในชีวิตคู่มีหลายอย่าง สำหรับบางคนอาจเป็นเงินมากๆ สำหรับบางคนอาจเป็นบ้านหรูๆ สำหรับบางคนอาจเป็นโซ่ทองคล้องใจคือลูกน่ารักๆ สุดแท้แต่ใครจะยึดมั่นถือมั่นสิ่งไหนเป็นสำคัญ

แต่พออยู่ไปอยู่มาพักหนึ่ง ทุกคนจะมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน และได้ข้อสรุปว่าแอร์ในชีวิตคู่หาใช่สมบัตินอกกายอย่างเงิน อย่างบ้าน กับทั้งไม่ใช่เด็กบ้าที่คลอดออกมาก็เอาแต่แหกปากร้องทั้งวัน แต่ทั้งหมดในความเป็นเขาหรือเธอนั่นแหละ คือแอร์ของจริง สมบัติภายในของแต่ละฝ่ายคือเครื่องทำความเย็นที่น่าสัมผัสกว่าแอร์ แย่ตรงที่ส่วนใหญ่รักกันแบบลืมติดตั้งแอร์ หรือทู่ซี้ใช้แอร์ไม่มีน้ำยา พอบ้านไม่เย็นก็ขอหย่ากันโครมคราม

มนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งผลิตความเย็นให้กับเพื่อนร่วมชายคาได้อย่างไร ขอแยกเป็น ๓ ข้อใหญ่ๆ

๑) กระแสความเย็นจากการกระทำ

นับเริ่มตั้งแต่การมีกายที่สะอาด ไม่ไปเปื้อนน้ำกามสกปรกนอกบ้าน ตลอดจนกระทั่งรู้จักเก็บมือเก็บเท้าไว้นวดคนรักเบาๆให้หายเมื่อย ไม่ใช่ใช้มือใช้เท้ากระทุ้งกระแทกให้อีกฝ่ายฟกช้ำดำเขียว

การช่วยกันทำความสะอาดขัดถูเรือน และการช่วยกันเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เก่าเข้ามาอยู่ในท้องของฝ่ายหญิง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นความเย็นจากการกระทำทั้งสิ้น หากไม่พอดีกัน ฝ่ายหนึ่งร้อนแบบหื่นกระหายเร่าร้อน ฝ่ายหนึ่งร้อนแบบอึดอัดรำคาญ กายของทั้งคู่ก็หมดสิทธิ์ทำความเย็นระงับความร้อนให้อีกฝ่าย

หายากแต่มีอยู่นะครับ ที่ชวนกันหันหน้าเข้าหาห้องพระ นั่งสมาธิสวดมนต์ ทำกายของทั้งสองให้กลายเป็นความเย็นไปอีกแบบ ฉ่ำเย็นแท้จริง และยิ่งอยู่ยิ่งเย็นขึ้นทุกวัน

๒) กระแสความเย็นจากน้ำเสียงและวิธีพูด

นับเริ่มตั้งแต่การพูดทักทายโอภาปราศรัยไปจนถึงการลงนั่งช่วยกันหาทางแก้ปัญหา แก้ปมขัดแย้งอันเกิดขึ้นได้กับทุกครัวเรือน แต่ละคำสำคัญทั้งนั้น

บางคู่เห็นการทักทายจ๊ะจ๋าเป็นเรื่องเล็ก ขี้เกียจทำ หรือทำก็แบบประชดทีเล่นทีจริง เช่น หวัดดีอีแก่ อะไรทำนองนี้ จะเห็นเป็นเรื่องน่ารักหรืออย่างไรไม่ทราบ ล้วนแล้วแต่ทำให้แอร์เสียประสิทธิภาพในการทำความเย็นลงทั้งสิ้น

การทักทายและการใช้สรรพนามที่อีกฝ่ายบอกว่าชอบ และการเลี่ยงเรียกอีกฝ่ายด้วยสรรพนามที่รู้ว่าเขาชัง จะทำกระแสความเย็นทางวาจาให้เกิดอย่างสม่ำเสมอ ในระยะยาวคนอยู่ร่วมชายคาย่อมเย็นหู รู้สึกสบายโสตใต้เงาบ้านไม่รู้เบื่อ

และแล้วเมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งขึ้นมา ธรรมดามนุษย์นี่นะครับ ไม่ชอบขึ้นต้นด้วยคำที่เย็นหรอก คำเล็กๆเช่น ‘นี่!’ หรือแม้คำสุภาพเช่น ‘คุณ!’ แบบลงเสียงหนักๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะแทนเสียงลั่นกลองรบ พอขึ้นต้นด้วยกลองรบ สิ่งที่ตามมาย่อมเป็นความร้อนของสงครามอันคลี่คลายเป็นเย็นได้ยาก

คุณจะไม่ตระหนักตราบเท่าที่ไม่ลองเปลี่ยนนิสัยทางการพูด รู้ไหมครับว่าคำแรกที่ใช้เริ่มเปิดฉากถกปัญหากันนั้นสำคัญเพียงใด? มันจะเป็นการเริ่มต้นด้วยความเย็น และมีแนวโน้มจะลากจูงคำเย็นๆตามมาเป็นขบวน

แต่ก็นั่นแหละ บางคนขึ้นต้นพูดดี แต่แอบแฝงรังสีอำมหิตหรือเจตนาประทุษร้ายไว้แบบคนซ่อนมีดไว้ข้างหลัง พูดไปพูดมาเปลี่ยนจากใบหน้านางฟ้าเทวดาเป็นอาการยิงฟันคล้ายเปรตเขี้ยวแหลมได้ง่ายๆ จุดเริ่มต้นของแอร์ทางคำพูดอย่างแท้จริงจึงมิใช่ที่ลมปาก แต่เป็นเจตนาพูดกันด้วยเมตตาอย่างแท้จริง หากกำหนดจิตไว้เสียแต่แรกว่าลงท้ายที่สุดต้องเป็นคำสุภาพที่ออกมาจากใจจริง นั่นแหละแอร์จะทำงานรื่น เปลี่ยนสถานการณ์ร้อนๆให้กลายเป็นเย็นได้แน่

๓) กระแสความเย็นจากจิต

คุณนึกไม่ถึงหรอก แล้วคนทั้งโลกส่วนใหญ่ก็ไม่รู้กันถึงความจริงอันลึกลับนี้ด้วย ความคิดของคนเรามีลักษณะเป็นคลื่นบวกคลื่นลบอยู่ และที่สำคัญ กระแสความคิดของคนเราก่อกระแสความเย็นหรือกระแสความร้อนให้จิตคนอื่นสัมผัสได้ หากแค่พบกันเพียงผ่านประเดี๋ยวประด๋าวอาจไม่ค่อยรู้สึก แต่ถ้าได้อยู่ร่วมกันเป็นเดือนเป็นปี อีกฝ่ายสามารถรู้ชัดแน่แค่เข้าใกล้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ถ้าเจาะจงคิดไม่ดี คิดด่า หรือคิดอยากทำให้คู่ของคุณเจ็บกายเจ็บใจ พอเขาเดินเข้าบ้านจะรู้สึกอึดอัดหรืออบอ้าวเล็กๆอย่างอธิบายไม่ถูกขึ้นมาทันที แม้ไม่รู้ว่าต้นเหตุมาจากความคิดของคุณ หรือแม้กระทั่งเหมือนภายนอกยังรัก หรือยังแสดงความเป็นปกติทุกประการ ก็จะไม่สุขเย็นถึงใจอย่างไรชอบกล

ตรงข้าม หากเหมือนมีเรื่องระหองระแหง หรือคุณเป็นฝ่ายบ่นจุ๊กจิ๊กน่ารำคาญได้เกือบตลอดเวลา แต่ขอเพียงความคิดของคุณที่มีต่อเขาเป็นไปในทางดี เขาก็รู้สึกเย็นได้เมื่อเข้าใกล้ คือสรุปง่ายๆว่าถ้าคุณเป็นพวกปากร้ายใจดี คนจะอยากอยู่ใกล้ตอนคุณเงียบ แต่ขยับปากเมื่อไหร่ใครๆจะอยากเผ่นกันหมด

ความคิดของคนเราเป็นไปได้สารพัดพิสดารก็จริง แต่ที่สุดแล้วก็มีอยู่แค่สองประเภทใหญ่ๆ คือคิดแล้วตัวเองเป็นสุข กับคิดแล้วตัวเองเป็นทุกข์ ลองรวบรวมความคิดที่มีต่อคู่ของคุณดูให้ได้สัก ๑๐ ข้อ อะไรก็ได้ที่คิดเป็นประจำ ไม่ว่าจะนึกด่า นึกชม นึกอยากให้เปลี่ยน หรือนึกอยากให้เป็นอยู่อย่างนี้ แล้วดูซิว่าคุณได้คะแนนความคิดในทางบวกเกิน ๕ หรือน้อยกว่า ๕ ถ้าได้ตั้งแต่ ๖ ขึ้นไปแปลว่าเขาอยู่ใกล้คุณแล้วรู้สึกเหมือนเข้าห้องที่แอร์ทำงานดี แต่ถ้าน้อยกว่านั้นเขาจะรู้สึกทำนองเดียวกับที่คุณอยากบ่นตอนแอร์ไม่เย็น แอร์มีปัญหา

พอลงลึกมาถึงระดับความคิดและกระแสความเย็นจากจิต คุณจะนึกถึงคำว่า ‘บุญ’ ได้ง่ายขึ้น เพราะบุญคือความเย็น บุญคือคุณงามความดี บุญคือกระแสนามธรรมด้านบวกที่เริ่มต้นจากจิต จากความนึกคิด จากคำพูด จากการลงมือกระทำ ทั้งที่มีต่อกัน และทั้งที่ทำเพื่อคนอื่นในสังคม

การไปทำบุญร่วมกัน ไม่ว่าจะที่วัดหรือสถานสงเคราะห์คนอนาถาต่างๆ หากตกลงซื้อหาหรือจัดของทำทานร่วมกันด้วยน้ำจิตน้ำใจเป็นหนึ่ง ไม่เห็นขัดแย้งกัน ระหว่างเดินทางไม่ทะเลาะกันทั้งขาไปและขากลับ นั่นแหละครับต้นแหล่งความคิดเยือกเย็นขนาดใหญ่ที่จะทำความคิดอื่นๆในชีวิตประจำวันให้พลอยเยือกเย็น ไม่นึกอยากขัดแย้งกันในทุกๆกรณีตามไปด้วย

เครื่องปรับอากาศดีดี
มีไอเย็นให้ห้องเดียวน้อยนิด
แต่ความคิดเย็นรื่น
กระจายความฉ่ำชื่นให้กับบ้านได้ทั้งหลัง



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/ending06f.htm

 
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!