แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
23 สิงหาคม 2019, 16:38 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ทำบุญแค่ไหนถึงได้ไปสวรรค์?  (อ่าน 7815 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:55 »

ถาม – รู้จักกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ทำบุญมาทั้งชีวิต ปัจจุบันชรามากแล้ว แต่ยังผ่องใสและแข็งแรง ซึ่งก็ชัดเจนว่าด้วยกำลังแห่งบุญที่ท่านสั่งสมมา ยิ่งกว่านั้นท่านยังมีสัมผัสพิเศษติดต่อกับเทวดาได้ โดยที่ท่านไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อป่าวประกาศให้ใครๆรู้ ทำให้ผมคิดว่าอย่างไรท่านก็ต้องไปสวรรค์แน่ๆ แต่ก็งงมาก เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยความอยากรู้ว่าท่านตายไปจะอยู่สวรรค์ชั้นไหน ท่านกลับตอบว่าฉันชั่งดูแล้ว คิดว่าฉันไม่ถึงสวรรค์นะ คำตอบของท่านทำให้ผมสับสนมาก เพราะท่านเป็นคนทำให้ผมเชื่อว่านรกสวรรค์มี ชาตินี้ชาติหน้ามี จากการที่ทายทักหลายๆเรื่องแล้วตรง ผมสามารถเห็นความจริงเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้ จึงเชื่อถือท่านมาตลอด พอท่านบอกว่าขนาดท่านยังไม่ถึงสวรรค์ ก็ทำให้ผมสงสัยว่าแล้วใครจะถึง ผมเป็นลูกศิษย์ยิ่งหมดสิทธิ์เข้าไปใหญ่ เราต้องทำบุญแค่ไหนกันแน่จึงขึ้นสวรรค์หรือต้องเวียนกลับมาเกิดในโลกนี้ใหม่?



ถ้าคุณอ่านจิตคนออก สามารถทราบว่าปกติจิตของแต่ละคนผูกพันกับกุศลหรืออกุศล สภาพจิตทอรัศมีสว่างหรือกระจายรังสีมืด ตลอดจนสามารถสังเกตรายละเอียดทางจิตระหว่างทำบุญหรือทำบาปได้ชัด ก็จะเริ่มเข้าใจและยอมรับตามจริงครับ ว่า ‘สวรรค์’ นั้นไม่ใช่อะไรที่เข้าถึงกันง่ายๆอย่างที่คิด ประเภทปีหนึ่งทำบุญสองหน ที่เหลือตระหนี่ตลอด ศีลขาดตลอด หมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องมืดๆตลอด นั่นก็กระดืบๆอยู่แค่ตีนเชิงบันไดสวรรค์เท่านั้น

การทำบุญจะถึงหรือไม่ถึงสวรรค์ ผมพอสรุปคร่าวๆเป็นหลักการใหญ่ๆได้ดังนี้

๑) ระหว่างประกอบบุญทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี หรือแม้ทางใจก็ดี ถ้ามีความโลภ ความโกรธ และความหลงติดอยู่กับโลกเจืออยู่ การสะสมบุญชนิดนี้จะเป็นเครื่องผูกติดอยู่กับโลก เป็นเหตุให้ต้องกลับมาเสวยบุญในโลกมากกว่าจะไปถึงสวรรค์

ยกตัวอย่างเช่นถ้าใส่บาตรพระแล้วย้ำอธิษฐาน ขอให้เกิดมาสวยหล่อ มีพ่อแม่ร่ำรวยและตามใจ อย่างนี้จิตย่อมผูกอยู่กับความสวยหล่อและความร่ำรวยในโลกมนุษย์ เป็นเหตุให้มาสวยหล่อและร่ำรวยในโลกนี้ทันที อาจพักรอฤกษ์แบบเป็นกึ่งๆเทวดาที่ไม่มีวิมานอาศัยชั่วคราว

ความโลภของมนุษย์ทำให้การอธิษฐานของแต่ละคนหลากหลายพิสดารเกินคาดครับ เท่าที่ทราบคือมีเพศที่สามบางท่านอธิษฐานย้ำๆทุกครั้งที่ใส่บาตร ว่าขอไปเกิดเป็นหญิงในสถานอาบอบนวด เพื่อวันๆจะได้เจอผู้ชายมากๆ อย่างนี้ก็มี จะเห็นว่าชีวิตใครติดใจกับสิ่งใด ก็มุ่งอธิษฐานขอสิ่งนั้นเป็นหลัก ซึ่งคนหมู่อื่นจะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมถึงอยากได้อะไรเช่นนั้น

หรือบางคนต้องทำบุญร่วมกับหมู่คณะ ก็อยากให้งานบุญดำเนินไปอย่างที่ใจตนต้องการ ผลคืออาจเกิดการขัดใจ เคืองขุ่นกันและกัน เป็นเหตุให้เกิดความอยากได้อำนาจปกครองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่รู้ตัว บุญที่เจือด้วยโทสะนั้นย่อมฉุดลงมาสู่ความขัดแย้งในโลกนี้ แม้ได้มีอำนาจบาตรใหญ่ตามปรารถนา ก็เป็นอำนาจที่เสี่ยงต่อการถูกชิงอำนาจ และชื่อว่าพลาดโอกาสเสวยสุขบนสวรรค์ตามที่หวัง

๒) แม้เป็นผู้ประกอบบุญด้วยดี ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะเจืออยู่ แต่ระหว่างดำเนินชีวิตปกติที่ต้องประกอบอาชีพการงาน ต้องมีการแข่งขันเอารัดเอาเปรียบ หรือต้องมีความโกรธเกลียดกันมาก ก็เป็นแรงยึดโยงให้ติดอยู่กับโลก เหนี่ยวนำให้กลับมาอยู่กับโลกต่อไป แรงบุญที่ทำด้วยใจบริสุทธิ์ยังไม่พอส่งขึ้นสวรรค์

พูดแล้วก็น่าเสียดาย เพราะประเภทนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยครับ อยากบอกเป็นตัวเลขคร่าวๆว่าเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใจบุญสุนทานทั้งหลาย ล้วนเข้าข่ายข้อนี้แหละ คุณต้องเข้าใจความสำคัญของจิตมนุษย์ ว่าถ้าผูกพันกับสิ่งใดมาก ในเวลาใกล้ตายก็จะยึดเหนี่ยวสิ่งนั้นเป็นที่ตั้ง เป็นทิศทางไป แม้เคยประกอบบุญอันเป็นของสูงไว้มาก แต่ถ้าใกล้ตายใจยึดของต่ำ ก็ต้องพลัดหล่นลงสู่ภพต่ำก่อน

ถามว่าคนเราระลึกถึงบุคคล วัตถุ และพันธะทั้งหลายในโลก หรือว่าระลึกนึกถึงการบุญอันเป็นเหตุแห่งความสว่าง? คงได้คำตอบชัดเจนดีนะครับ แม้แต่พวกที่พยายามหมั่นระลึกถึงบุญกุศล ถ้าดูกันดีๆก็จะพบว่าทำได้จริงแค่ไม่ถึงครึ่งวัน อีกเกินครึ่งวันหมกมุ่นครุ่นคิดเกี่ยวกับภาระและเหยื่อล่อกิเลสด้วยกันทั้งสิ้น

๓) แม้เป็นผู้ประกอบบุญด้วยดี และใจไม่ผูกยึดกับพันธะในโลกนี้ แต่ความผูกพันและกรรมเก่าที่ต้องใช้ในโลกมนุษย์ยังไม่จบไม่สิ้น

ตัวอย่างเช่นพระบางรูปทำประโยชน์ให้พระศาสนามากมาย แต่ท่านก็อธิษฐานสำทับซ้ำหลายภพหลายชาติ ด้วยความชอบใจในการทำประโยชน์กับโลกมากกว่าจะมุ่งปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธะทั้งหลาย เช่นนี้ถึงขึ้นสวรรค์พักหนึ่งก็โดนแรงอธิษฐานดึงกลับมาเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว จนกว่าภารกิจจะสิ้นลงในชาติใดชาติหนึ่ง ด้วยความแหนงหน่ายคลายความยึดติดกับหน้าที่ทั้งปวง

หรืออีกทางหนึ่ง บางคนทำบาปขั้นอุกฤษฏ์ไว้ทั้งชาติ แต่กลับลำได้ในช่วงท้ายๆ แล้วอธิษฐานว่าถ้าได้เกิดใหม่ขอทำบุญชดใช้ความผิดแต่หนหลัง อย่างนี้ชาติถัดมาก็มีสิทธิ์ ‘แก้ตัว’ ในอัตภาพมนุษย์อีกที ความสำนึกผิดฉุดไว้ไม่ให้หล่นลงนรก แต่ก็ต้องเกิดในสภาพลำบากอยู่ดีเพราะบาปกองใหญ่แต่หนหลังบันดาล ทว่าจิตใจเขาจะเข้มแข็ง มุ่งมั่นทำดีทั้งน้ำตานองหน้า โดยที่ก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมตนจึงเกิดความตั้งใจสู้ขนาดนั้น เช่นนี้ความดีทั้งชาติก็จะแค่หักลบหักล้างกันกับบาปเก่าในปางก่อน เนื่องจากชาตินี้ถูกล็อกแล้วว่าเอาไว้สำหรับใช้หนี้เดิมให้หมด

บุญกองโตที่เกินบาปใหญ่ในครั้งก่อนจะส่งผลให้ ‘สบายใจ’ และไม่รู้สึกติดค้าง แต่จิตส่วนลึกจะไม่เชื่อว่าตนจะถึงสวรรค์ เนื่องจากเงื่อนไขของทั้งชาติบีบไว้ให้รู้สึกว่าตนเป็นลูกหนี้ที่มาเพื่อใช้หนี้ ยังไม่อาจเผยอขึ้นลืมตาอ้าปากกับใครเขา

ความรู้สึกในส่วนลึกว่าตนเองเป็นคนบาป วาสนาน้อยนั้น จัดเป็นอุปาทานอันเกิดจากสภาพของภพชาติที่กำลังเสวย มีทางเดียวที่จะถอนได้ก็คือเจริญสติ เห็นตามจริงว่าอุปาทานเป็นเพียงกะลาครอบจิตมนุษย์ทุกคนไว้ เมื่อเปิดออกได้ ทุกคนก็มีสิทธิ์เห็นท้องฟ้าได้เหมือนๆกันหมด ไม่ว่าจะเคยบุญน้อยหรือบาปมากสักแค่ไหน

สำหรับตัวคุณเองถ้าเกิดภายใต้สภาวะที่แตกต่างกัน คือเสวยภพของคนที่มีดี มีกิน มีสุข ส่วนลึกย่อมเชื่อว่าตนเองมีบุญอยู่เป็นทุน แค่ทำบุญเพิ่มนิดๆหน่อยๆจนจิตปีติเบิกบานอย่างใหญ่หนเดียว ก็จะปักใจเชื่อแล้วว่าแรงบุญจะส่งขึ้นถึงสวรรค์ได้แน่ และเมื่อขณะกำลังขาดใจ หากยังตั้งมั่นอยู่ในความสว่างแห่งบุญ จิตย่อมไม่เขวไปทางไหน อย่างไรก็ต้องขึ้นสูงอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

ระวังอย่ายินดีในบาปอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าก็แล้วกัน เหมือนต่อให้คุณนอนในห้องกว้างใหญ่ที่แสนสงบและสุขสบาย แต่แค่มีแมงหวี่ตัวเล็กนิดเดียวที่บินวนข้างหูจนคุณเกิดความรำคาญใจ ก็อาจหลับลงด้วยอาการฝันร้ายเข้าให้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น บาปแม้ไม่หนักหนาแต่ถ้าได้ช่องให้ผลขณะใกล้ตาย ก็กลายเป็นจุดมืดอย่างใหญ่ประดุจหลุมดำที่ดูดกลืนกระทั่งแสงสว่างมหึมาเข้ามาสู่ตัวมันได้หมด


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?14.prepare

บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!