แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 กรกฎาคม 2019, 09:08 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: หมอดูทายวันตายได้จริงหรือไม่ จะช่วยยืดอายุได้อย่างไร?  (อ่าน 12376 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:54 »

ถาม – วันตายที่แน่นอนมีจริงหรือไม่คะ? เห็นหมอดูสามารถรู้ว่าชะตาถึงฆาตเมื่อใด อย่าง
เช่น ดาราที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลายคนก็โดนหมอดูทักมาก่อน อย่างนี้ถ้าว่าตาม
หลักกรรมวิบาก คือมีการตัดสินลงโทษประหารไว้แน่นอนกันทุกคนใช่ไหม? และอยาก
ทราบด้วยว่าการยืดอายุมีความเป็นไปได้จริงเพียงใด



ตามหลักโหราศาสตร์ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีชะตาถึงฆาตเมื่อนั่นเมื่อนี่อย่างแน่นอนหรอกครับ แต่จะมี
คนกลุ่มหนึ่งที่สมัยอดีตชาติเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตให้ตกตายก่อนอายุอันควรไว้มาก คนกลุ่มนี้จะมีช่วง
เคราะห์หนักถึงเลือดถึงเนื้อ หรือ ‘มีสิทธิ์ถึงชีวิต’ ได้ เวลาหมอดูเขาทำนาย เขาก็เสี่ยงทำนายเอา
จากเกณฑ์เคราะห์หนักอันเกิดจากกรรมประเภทนี้แหละ

พวกที่มีความสามารถทางจิตอาจหยั่งรู้และเห็นถนัดว่าใครจะตายเมื่อไหร่ ที่ไหน ออกหัวออกก้อย
ท่าใด โดยเฉพาะประเภทกำลังจะประสบอุบัติเหตุภายใน ๓ วัน ๗ วัน เนื่องจากวิบากกรรมของ
ผู้กำลังจะตายได้กำหนดเวลาและวิธีตายไว้เรียบร้อย และสิ่งที่วิบากกำหนดไว้นั้นก็เข้าไป
กระทบจิตของผู้มีญาณ

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้มีญาณคนเดียวกันนั้นพยายามส่องเล็งคนทั่วไป ก็ไม่อาจเห็นเวลาและวิธีตายได้
ทุกคน เนื่องจากอายุของคนทั่วไปปรับแปรไปตามบารมีทางทานและศีล ทั้งจากอดีตชาติร่วมกับ
ชาติปัจจุบัน อย่างมากก็อาจแค่บอกว่า ‘น่าจะตายสบายท่ามกลางญาติมิตร’ หรือ ‘คงตายทรมาน
อย่างเดียวดาย’ อะไรทำนองนี้

ฉะนั้น สำหรับหมอดูประเภทใช้จิต ใช้ตาทิพย์นี่นะครับ ถ้าเขาทายอดีตและปัจจุบันของคุณถูกต้อง
แม่นยำเหมือนตาเห็น แล้วทักเกี่ยวกับวันตายของคุณโดยไม่เรียกร้องให้เอาเงินทองมากอง
ไว้กับเขา ก็เป็นไปได้ว่าเขาเห็นจริง ถึงเวลาคุณอาจตายตามวิธีที่เขาเห็นจากนิมิตจริงๆ

จะว่าไปไม่ใช่เฉพาะพวกมีญาณเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปบางทีก็ ‘ฝันแม่น’ เกี่ยวกับความตายของ
คนใกล้ตัว เช่น เห็นแฟนจะโดนรถชน วันต่อมาก็โดนเข้าจริงๆ แต่ฝันแม่นชนิดนี้มักเป็นอะไรแบบ
หนึ่งในพันหนึ่งในหมื่น คือเห็นกันพันครั้งหรือหมื่นหนจึงจะเกิดขึ้นจริงสักที แตกต่างจากผู้มีญาณที่
ทักร้อยครั้งตรงร้อยครั้ง หรือเก้าสิบเก้าครั้ง (และถ้ามีความหยั่งรู้แบบพุทธจริงๆ ต้องอธิบายเชื่อม
โยงได้ด้วยว่าที่ต้องตายก่อนวัยอันควร เป็นเพราะกรรมอันใด ไม่ใช่เห็นแต่นิมิตแห้งๆภาพเดียว)

ส่วนพวกที่อาศัยวิชาโหราศาสตร์ เข้ารหัสตัวเลขอย่างเดียวนั้น ที่จะทายถูกคงเป็นไปได้ยากครับ
ขอให้รู้ไว้เถิดว่าการฟังหมอดูที่ยังต้องอาศัยตัวเลขในการทำนายนั้น คือการฟังคนๆหนึ่งที่มีความรู้
เกี่ยวกับรหัสและการตีความรหัส หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือคุณไปนั่งฟังใครคนหนึ่ง ‘คาดเดา’ ว่าชีวิต
คุณน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยจิตเขาไม่มีความหยั่งรู้ที่แน่นอนเอาเลยว่าคำทำนายของตนเอง
แม่นยำเพียงใด และถ้าแม่นก็บอกไม่ถูกอีก ว่าเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นเพราะมีกรรมใดเป็นชนวนเหตุ

หากคุณไปดูหมอแบบที่ยังเห็นเขาขีดเขียนตัวเลข ก้มหน้าก้มตาทายมรณกรรมเอาจากตัวเลขล้วนๆ
แล้วล่ะก็ อย่าเพิ่งไปเชื่อจะดีกว่า เพราะแม้บางตำราและบางสำนักพยายามผูกเลข หาสถิติ โยงนู่น
โยงนี่ จนได้ข้อสรุปว่ารหัสชะตา ‘ถึงฆาต’ เป็นอย่างไร ก็ต้องทายแบบเหวี่ยงแหกันเป็นเดือนเป็นปี
เช่น เขาอาจบอกว่าคุณไม่น่าจะอายุเกินเท่านั้นเท่านี้ หรือเดือนนั้นเดือนนี้ ไม่อาจเจาะจงวันเวลา
และท่าทางการตายของคุณได้เลย

นอกจากการคิดค้นการเข้ารหัสวันตายแล้ว ก็มีการใช้วิชาเคล็ดลางบอกวิธีต่ออายุให้ด้วย คือถ้า
อยากมีอายุยืนนานขึ้นกว่าอายุที่ถึงฆาตจะต้องทำอย่างไร เอาเฉพาะศาสตร์ต่ออายุนี้ ถ้ามีอยู่
จริงก็แปลว่าคุณไม่มีวันตายที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าคุณ ‘ทำอะไรบางอย่าง’ เป็นการแก้
เคล็ดหรือขจัดปัดเป่าเคราะห์ร้ายขั้นสาหัสให้ทุเลาเบาบางลงหรือไม่

แต่ส่วนใหญ่นะครับ หมอดูตลาดๆที่ทำนายเคราะห์ร้าย บอกว่าจะตายเมื่อนั่นเมื่อนี่ มักออกแนว
‘รับจ้างต่ออายุ’ เสียมาก คือถ้าคุณเอาเงินไปให้เขา เขาจะช่วยต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรให้ หรือ
จะจัดพิธีขอผัดผ่อนกับพญามัจจุราชให้ เหล่าสิบแปดมงกุฎพวกนี้นิยมหากินกับความกลัวของผู้คน
เพราะรู้ว่ามนุษย์รักตัวกลัวตาย ไม่กล้าเอาตัวเข้าไปท้าพิสูจน์ความตาย พอโดนทักว่าจะตายก็ไม่
กล้าเสี่ยง สุดท้ายยอมเสียทรัพย์มากกว่าเสียชีวิตกันทั้งนั้น

ถ้าเขาทายแล้วถึงเวลาคุณไม่ตายตามนัด พอคุณกลับไปเย้ยว่านี่ไง ยังหายใจอยู่เลย เขาก็อาจทวง
บุญคุณเสียอีก โดยบอกว่าที่คุณรอดตายเพราะสงสาร เลยทำพิธีต่อชะตาให้ฟรีๆ อะไรทำนองนั้น
พวกนี้ดิ้นไปได้เรื่อยยิ่งกว่าปลาไหลครับ

แต่หากคุณไปได้รับคำทำนายมา แบบที่เขารู้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาหมด แล้วคุณเกิดความวิตก
กังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็สมมุติไว้ก่อนว่าเอาล่ะ ฉันคงไปทำปาณาติบาตไว้จริงๆ ใกล้เวลาต้อง
ถึงฆาตจริงๆ สิ่งแรกที่ผมจะแนะนำคือให้เตรียมทำใจให้ผ่องใสเป็นกุศลเสมอ เพราะถ้าตาย
ทั้งจิตเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่ามีทุคติเป็นที่หวังได้

การคิดเล็กคิดน้อย กังวลไม่หยุดหย่อนนั่นแหละตัวดี ถ้าคุณต้องขาดใจตายอย่างฉับพลันทันด่วน ก็
อาจได้เป็นผีเฝ้าศพตัวเองอยู่แถวๆจุดที่ตายนั่นเอง คุณควรพิจารณาให้เกิดความหนักแน่นว่าคุณ
ไม่ได้รู้วันตายด้วยตนเอง แต่รู้ผ่านลมปากของคนอื่น ไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าเขารู้ชัวร์หรือมั่วเอา แต่
จิตคุณตก ความคิดฟุ้งกระเจิงเตลิดเปิดเปิงเสียแล้ว

เมื่อเลิกคิดมากก็มาพูดถึงการต่ออายุ เพื่อเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องยืดอายุกันจริงๆ ก่อนอื่นขอให้มองว่า
กายนี้มีอายุขัยของมัน ซึ่งถ้าอาศัย ‘กรรมเก่าแบบปกติ’ ชนิดที่ไม่ได้ทำปาณาติบาตแรงๆไว้ในชาติ
ใกล้ ก็ต้องบอกว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนยุคปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๗๐ ปี บวกลบกว่านั้นไม่มาก

การจะทำให้อายุยืดออกไปเกิน ๗๐ ปี ที่เห็นๆก็คือต้องบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริโภค
อาหารอย่างมีสมดุล ตลอดจนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโปร่งปราศจากมลพิษ หรือมีมลพิษน้อยที่สุด
(คือเป็นผู้หลีกเลี่ยงการสะสมพิษเข้าร่างกายทั้งวิธีกิน วิธีหายใจ และวิธีสัมผัสแตะต้อง)

นอกจากบำรุงร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ก็ต้องพูดกันเรื่องของจิตใจด้วย ขอให้ทราบว่าจิตมีส่วน
รับผิดชอบกับการต่ออายุได้มากเท่า หรืออาจจะมากกว่าการบำรุงร่างกายตามปกติเสียอีก
ขอให้มองว่ามีกรณีตัวอย่างให้เห็นจากทั่วโลกทุกวัน คนใกล้ตายหลายคนยังสามารถทนอยู่ต่ออย่าง
เหลือเชื่อ บางทีเป็นวัน หรือกรณีน่าทึ่งหน่อยก็เป็นเดือนเป็นปี ทั้งที่กายไม่ไหวแล้ว หมอส่ายหน้า
กันหมดแล้ว

กายอยู่ไม่ได้ แล้วอะไรทำให้อยู่ได้ถ้าไม่ใช่กำลังใจ? ความจริงก็คือถ้าคนเรามีกำลังจิตดีพอ ก็ต่อ
อายุออกไปได้ เพื่อภารกิจ เพื่อธุระสำคัญ หรือเพื่อบอกกล่าวล่ำลา ซึ่งไม่ต้องถึงขั้นเป็นผู้วิเศษอะไร
แม้แต่คนธรรมดาก็เป็นตัวอย่างให้เห็นมามาก

ยกตัวอย่างเช่นทหารกรีกใจถึงผู้หนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อเกือบสองพันห้าร้อยปีก่อน ก็ใช้พลังกายและ
พลังจิตทั้งหมดของเขาในการวิ่งยาวเท้าเปล่าเป็นระยะทาง ๔๐ กิโลเมตร ตั้งต้นจากเมืองมาราธอน
มาถึงเมืองเอเธนส์ เพียงเพื่อรายงานข่าวว่ากองทัพกรีกกำชัยชนะเหนือกองทัพเปอร์เชียนได้สำเร็จ
แล้ว

หลังจากบอกข่าวจบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทหารนายนั้นก็ล้มลงตายทันที เพราะวิ่งด่วนแบบ
ไม่พักเหนื่อยมายาวเกินไป และนั่นก็สะท้อนให้เห็นว่าจริงๆร่างกายของเขา ‘หมดสภาพ’ ไปก่อน
หน้านั้นแล้ว ที่ยังอยู่ต่อจนถึงจุดหมายปลายทางก็ด้วยอำนาจความตั้งใจจะบอกข่าวให้ได้โดยแท้ นี่
เป็นที่มาของการวิ่งมาราธอนระยะทางประมาณ ๔๐ กิโลเมตรจนกระทั่งทุกวันนี้ เพียงแต่วิ่งช้าๆ
ไม่ใช่วิ่งเร็วแบบทหารบอกข่าว มิฉะนั้นคงมีคนขาดใจตายทุกครั้งที่แข่งมาราธอน

ก็คนทั่วไปยังใช้กำลังจิตรักษาอายุของตนได้ ผู้ทรงฌานที่บริสุทธิ์จากกิเลสยิ่งต้องทำได้มากกว่านั้น
ดังเช่นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้เกือบ ๘๐ ชันษา ก็ทรง
ประชวรอย่างหนัก เกิดทุกขเวทนาอย่างร้ายแรงถึงขั้นใกล้เสด็จดับขันธ์ แต่แม้กระนั้นพระผู้มีพระ
ภาคก็ทรงมีสติสัมปชัญญะ มีความอดกลั้น ไม่ยอมละขันธ์ไปตามสภาพ ด้วยทรงดำริว่าการที่ท่าน
จะไม่อำลาภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเสียก่อนนั้น มิใช่สิ่งสมควรแก่พระพุทธวิสัย

พระพุทธองค์อาศัยกำลังพระทัย เพียรขับไล่อาพาธเพื่อดำรงชีวิตสังขารให้อยู่ต่ออีกระยะหนึ่ง ซึ่ง
ตามคัมภีร์ในมหาปรินิพพานสูตรระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าเมื่ออาการอาพาธสงบลง ท่านก็ตรัสกับพระ
อานนท์ผู้อุปัฏฐากรับใช้ มีใจความคือ เกวียนเก่ายังใช้ได้ก็เพราะซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ แม้ฉันใด
กายของพระองค์ก็ฉันนั้น ยังเป็นไปได้เพราะอาศัยเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต ระงับทุกขเวทนา
ทางกายบางอย่างให้สงบลง พระวรกายจึงผาสุกอยู่ได้ (คือดำรงสภาพแห่งชีวิตต่อได้โดยไม่
แตกดับไปเสียในระหว่างแห่งการใช้สมาธิข่มไว้นั้น)

วันต่อมาพระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นการบอกใบ้ให้พระอานนท์ทราบอีก ว่าถ้าเจริญอิทธิบาท ๔ (โดย
อาศัยเจโตสมาธิ) ให้มากแล้ว หากปรารถนาก็สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป ซึ่งก็เอา
เป็นง่ายๆว่า ถ้าพระอานนท์ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเจริญอิทธิบาท ๔ รักษาพระชนม์ชีพ
เพื่ออนุเคราะห์โลก พระพุทธองค์ก็จะทรงมีพระชนม์เท่ากับอายุกัปของคนสมัยนั้น คือ ๑๒๐ ปี หรือ
มากกว่า ๑๒๐ ปี แต่เนื่องจากพระอานนท์มิได้กราบทูลขออาราธนาใดๆ พระพุทธองค์จึงทรงปลง
อายุสังขาร ปล่อยให้พระกรัชกายดับลงในวันที่มีพระชนมายุเต็ม ๘๐ ชันษาพอดีนั่นเอง

เท่าที่ผมทราบ ก็มีพระไทยหลายรูปทำได้อย่างนั้นจริงๆ คือกายของท่านนี่หมอบอกว่าเตรียมใจรับ
การสูญเสียได้แล้ว แต่พวกท่านก็ยังอยู่ต่อ โดยใช้อำนาจจิตเลี้ยงหัวใจและส่วนสำคัญต่างๆไว้ เพราะ
เห็นประโยชน์ที่ท่านยังช่วยพระศาสนา หรือจำเป็นต้องสั่งเสียธุระการงานของสงฆ์ หรือเห็นสมควร
มรณภาพในที่เหมาะเพื่อเป็นมงคลทางความรู้สึกแก่ญาติโยม

แค่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้พลังจิตต่ออายุ ก็เป็นอันยืนยันได้ระดับหนึ่ง ว่าวันตายแน่ๆนอนๆตาม
อายุขัยหรือกรรมเก่านั้น ไม่จริงเสมอไป หากมีปัจจัยแทรกแซงซ่อมเสริม ทางพุทธเราก็ยอมรับว่า
เป็นไปได้ที่จะยืดอายุออกไปอีก ส่วนจะยืดได้น้อยหรือได้มาก ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดมีอุปเท่ห์วิธีเอาชนะ
ความตายแตกต่างกันเพียงใด

มากล่าวถึงคนธรรมดาที่ไม่มีกำลังจิตมากพอจะยืดอายุออกไป ก็ต้องอาศัย ‘กรรมขาว’ เป็นตัว
กำหนดชี้ชะตากันท่าเดียว เนื่องจากชีวิตมนุษย์ทั้งแท่งนี้ จัดเป็นวิบากฝ่ายขาว คือเป็นผลของบุญ
ไม่ใช่ผลของบาป ฉะนั้นถ้าจะรักษาไว้หรือยืดให้นานออกไป ก็ต้องอาศัยแต่กรรมสีเดียวกันท่าเดียว
ไม่มีใครยืดอายุออกไปได้ด้วยกรรมดำ (จริงๆมีศาสตร์ลึกลับในทางมืดหลายแบบที่ทำให้วิญญาณ
ยังครองร่างได้ หรือออกจากร่างแล้วกลับมาครองใหม่ แต่จะไม่ใช่มนุษย์เต็มร้อยอีกต่อไป เพราะ
ต้องอาศัยเครื่องหล่อเลี้ยงอันเป็นพลังสกปรก และทำให้ร่างกายกับความรู้สึกนึกคิดไม่เป็นสุขเยี่ยง
มนุษย์ธรรมดา)

กรรมขาวที่มีอานุภาพต่ออายุออกไป เห็นชัดที่สุดคือการไถ่ชีวิตหรือปล่อยสัตว์ เพราะการปล่อย
สัตว์เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตอื่น จากการต้องแตกดับให้อยู่รอดต่อไปในอัตภาพ
เดิม พลังชีวิตของสัตว์ที่รอดตาย ย่อมย้อนกลับมาเสริมพลังชีวิตให้แก่ผู้ปล่อยอย่างรวดเร็ว
เป็นธรรมดา อาจทำให้สุขภาพดีขึ้น หรือทำให้อายุยืนขึ้น

การปล่อยสัตว์แบบคนไทย ที่ช่วยสัตว์กำลังจะถูกฆ่า กับทั้งนำไปปล่อยให้อยู่รอดปลอดภัย นั้น มี
ความหมายให้สัตว์ไม่ต้องได้รับความทรมานอีกด้วย การช่วยเช่นนี้ย่อมมีผลย้อนกลับมาสนองคุณ
ให้บรรเทาความทรมานทางกายลง จากที่วิบากเดิมให้ผลเต็มร้อยก็ลดลงตามส่วน การปล่อยสัตว์จึง
เป็นที่นิยมแนะนำกันในหมู่คนเจ็บไข้ได้ป่วย ประเภทภูมิแพ้ หรือประเภทที่รักษาโดยแพทย์แผน
ปัจจุบันไม่หายขาด

ผมทราบจากคำให้การของผู้ป่วยด้วยโรคอันเกิดจากวิบากกรรมหลายคน ที่แพทย์อธิบายด้วยหลัก
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ว่าเหตุใดจึงป่วยแบบนั้น เมื่อคนป่วยเหล่านี้ให้ทานโดยการต่อชีวิต
สัตว์เป็นพันเป็นหมื่น ในช่วงเวลาแรมเดือนแรมปี สุขภาพก็ดีขึ้นได้จริงๆ ทั้งที่ร่อแร่เหมือนไม่แน่ว่า
จะรอด ก็กลายเป็นกลับแข็งแรง ฟื้นคืนจนเกือบปกติได้อีก

นอกจากกรรมอันเกี่ยวข้องกับชีวิตและความเป็นความตายโดยตรงแล้ว ยังมีกรณีอื่นๆ ทั้งฝ่ายย่อ
อายุและยืดอายุ เท่าที่ผมเห็นมา บางคนที่เสเพล ใช้ร่างกายไม่บันยะบันยัง ทั้งเรื่องกินและเรื่องกาม
ทั้งเรื่องอบายมุขและเหล้าบุหรี่ เขามีเกณฑ์ถึงฆาตในช่วงกลางคน แต่พอกลับใจ ลดๆเลิกๆ
อบายมุข หันมาสนใจธรรมะจริงจังจนจิตใจผ่องใสขึ้น ก็เข้าทางชะตากรรมสายใหม่ คือตัวเลขทาง
โหราศาสตร์จะบอกเลยนะครับ ว่าถ้ามั่วอบายมุขมากๆมีสิทธิ์ตายอายุเท่านั้นเท่านี้ แต่ถ้าสนใจ
ธรรมะจริงจัง อายุจะยืนขึ้นอีกนาน

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะพวกนี้มีปัจจัยเก่าจากอดีตชาติคอยจ้องให้ผลอยู่ เงื่อนไขคือถ้าคิดเอาดีทางธรรม
ก็มีสิทธิ์ใช้ร่างของมนุษย์ประกอบบุญต่อ เพราะถ้าสิ้นชีวิตไปเสียก่อน ก็จะหมดโอกาสทำบุญต่อบุญ
ให้สมตัวเสียก่อนตาย

ต้องกล่าวหมายเหตุไว้ด้วยว่าไม่เสมอไปนะครับ ที่ตั้งใจดีเข้าทางธรรมแล้วจะยืดอายุให้ยืนต่อได้
นานๆ แต่เท่าที่เห็นจริงๆคือถ้าตั้งใจปฏิบัติธรรมจริงๆ บุญก็จะเปิดโอกาสให้ปฏิบัติเอาดีติดตัวไว้
บ้าง แทนที่จะตายเลยก็ยืดออกไปหลายเดือนหรือหลายปี นี่ก็อยากฝากไว้ด้วย ว่าถ้าคนไทย
จำนวนมากหันมาเอาดีทางธรรม ตั้งใจรักษาศีลเจริญสติตามแนววิธีที่ถูกต้อง วิบัติภัยที่
ต้องเกิดขึ้นก็จะแผ่วลง ธรรมชาติจะเปิดทางให้เอาดีติดตัวกันต่อไป (พอเกิดอาเพศระดับ
ประเทศ การให้รัฐบาลไถ่ชีวิตโคกระบือเพียงวันละไม่กี่ตัวไม่อาจช่วยให้อะไรๆดีขึ้นสักแค่
ไหนหรอกครับ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมกันทั้งประเทศถึงจะได้ผลจริง)

ส่วนอีกพวกหนึ่งจะกลับกันเป็นตรงข้ามนะครับ หลายรายเลยที่เคยมีบุญเก่า เช่นเคยเป็นแพทย์ช่วย
รักษาคนให้รอดตายและหายเจ็บ หรือถวายทานเป็นหยูกยาแด่ภิกษุสามเณรไว้ จึงมีสุขภาพร่างกาย
แข็งแรงมาก มีความผ่องใสมาก แต่ประมาทในการใช้ชีวิต พอมาถึงช่วงกลางคนคือประมาณ ๔๐
แล้วยังไม่เปลี่ยนใจ ยังตั้งหน้าตั้งตาทำเรื่องมัวเมาไม่เลิก แทนที่จะอยู่ถึงอายุขัยเดิม ก็ถูกตัดรอน
ชีวิตลงด้วยกรรมชั่วและความประมาทมัวเมา นี่ก็เป็นเยี่ยงอย่างว่าบาปที่พอกพูนมากแล้ว จะไม่เป็น
ตัวช่วยรักษาของดีอย่างร่างกายมนุษย์ไว้ให้ใช้สอยนานนัก ยิ่งพอกบาปมากก็ยิ่งเร่งให้สิ้นสุดการใช้
งานเร็วขึ้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็น่าคิดนะครับ หาก ‘วิธียืดอายุ’ คือการทำตัวดีๆ พวกคุณหลายคนก็อาจยืด
อายุของตนเองออกไปเรียบร้อย โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แค่เพียง ‘เข้าใจ’ และ ‘ศรัทธา’ กรรมวิบาก มี
ความละอายต่อบาป มีความกระตือรือร้นในบุญ เท่านี้ก็เกิดความสว่างขยายเวลามีชีวิตได้แล้ว

อยากย้ำฝากเป็นการทิ้งท้ายไว้ด้วย ว่าการไปดูหมอ ก็คือการไปฟังความรู้ ไปฟังการตีความผสม
การคาดเดาของคนๆหนึ่ง ซึ่งอาจไม่รู้เลยว่าตัวเองตกมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของรหัสดวงดาวต่างๆได้
อย่างไร เมื่อไม่รู้ว่าฤกษ์เกิดและฤกษ์ตายเป็นไปตามกรรมเก่าของแต่ละคน ก็ย่อมบอกไม่ถูกว่าจะ
ทำกรรมใหม่ให้อะไรๆดีขึ้นได้อย่างไร คำทำนายจะแม่นหรือไม่แม่นไม่รู้ รู้แต่ว่าคำแนะนำย่อม
ไม่เป็นไปเพื่อปัญญาอันชอบแน่ๆครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?4.prepare
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!