แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 20:47 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: การข่มขืนเป็นบาปแค่ไหน?  (อ่าน 9843 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:53 »

ถาม – การข่มขืนเป็นบาปแค่ไหน? มีหลายคดีที่ตอนแรกชายหน้ามืดตั้งใจข่มขืนและผู้หญิงก็ขัดขืน แต่ต่อมาผู้หญิงสมยอมด้วยความคล้อยตาม อย่างนี้ถือว่าสิ่งที่ฝ่ายชายเป็นบาปหรือไม่ครับ? ทางกฎหมายมีช่องคือถ้าพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายหญิงสมยอม ก็ไม่ถือว่าฝ่ายชายผิด หรือมีโทษเบามาก ในทางกรรมวิบากก็เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?



บางครั้งการเล่นแง่ทางกฎหมายที่ยึดตัวอักษรและดุลพินิจของศาลเป็นหลัก ก็ทำให้คนเลวดูดี หรือทำให้คนดีดูแย่ได้ครับ แต่ทางกรรมวิบากจะไม่ยึดอักษรหรือดุลพินิจของใครอื่นมากไปกว่าเจตนาของผู้กระทำการ ฉะนั้นถ้าเจตนาดีก็เป็นบุญ เจตนาร้ายก็เป็นบาป และไม่มีคนดีคนเลวอยู่ในใครถาวร ต่างก็สลับบทเป็นเลวหรือดีตามสถานการณ์ หรือตามน้ำหนักของเจตนา

เจตนาข่มขืนนั้นถือเป็นบาปใหญ่ครับ เนื่องจากเป็นกรรมที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกัน ประมาณยากว่าเกิดความเสียหายมากน้อยขนาดไหนกับคนๆหนึ่ง

ตามธรรมชาติเพศหญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำ และความเสียหายทางเพศก็เกิดขึ้นกับฝ่ายหญิง ปมแห่งความหวาดกลัวอาจฝังกายฝังใจไปจนสิ้นลมเพียงเพราะถูกรังแกแค่ครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม เรื่องของกรรมนั้น ถ้าอยากรู้ผลชัดเจนต้องดูครอบคลุมทั้งหมด ไม่เฉพาะตัวเจตนาของผู้กระทำ แต่ต้องเล็งกันที่ความเสียหายของฝ่ายถูกกระทำด้วย เราพอแจกแจงรูปแบบการขืนใจได้คร่าวๆเป็น ๒ ประเภทคือ

๑) ปลุกปล้ำให้สมยอม หมายถึงใช้กำลังเพื่อให้ฝ่ายหญิงตกเป็นสมบัติของตน โดยคาดหมายได้ว่าเธอจะมีความสุขไปด้วย ไม่ได้มีเจตนาข่มเหงให้เกิดความบาดเจ็บหรือเจ็บช้ำน้ำใจเป็นหลัก

การปลุกปล้ำให้สมยอมเกิดขึ้นได้เฉพาะที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักสนิทสนม หรือถึงขั้นเป็นคู่รักกันแล้ว โทษที่จะเกิดกับชายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบทางใจของฝ่ายหญิงเป็นสำคัญ เพราะแม้เบื้องต้นไม่เต็มใจ ไม่สมยอมมอบกายให้ แต่เมื่อทำๆไปแล้วเกิดความโอนอ่อน และภายหลังไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนมากมาย ก็แสดงว่ามีใจให้ฝ่ายชายอยู่ก่อน

แต่การปลุกปล้ำให้สมยอมมีความเสี่ยง คือไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างไรแน่ เพราะแม้เล็งว่าเธอคงยินดี แต่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างนั้น แค่ความแตกต่างทางภาษากายเล็กๆน้อยๆระหว่างปลุกปล้ำ ก็อาจพลิกความรู้สึกของผู้หญิงจากค่อยๆยอมโอนอ่อน กลายเป็นทวีความรุนแรงในการปฏิเสธได้อย่างรวดเร็ว หรือถึงขั้นเคืองแค้นแบบเลิกคบไม่ต้องเผาผีกันเลย

ความต่างเกี่ยวกับเจตนาของฝ่ายชายยังแยกย่อยได้อีกมาก เช่น ชายบางคนหมายจะลิ้มลองเฉยๆ ในขณะที่บางคนใจร้อน อยากได้เร็วๆ แล้วค่อยแห่ขันหมากไปสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวภายหลัง เหล่านี้ก็ให้ผลต่างด้วย ถ้าเพียงคิดไว้ในใจว่ามีจังหวะกับหญิงอื่นเมื่อไหร่จะเอาอีก ก็เท่ากับผูกใจไว้กับภพแห่งความเป็นนักเลงเล่นหญิง พอถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผลก็อาจกลายเป็นเพศหญิงที่ถูกมองเป็นของเล่นสนุกบ้าง

แต่หากปล้ำด้วยใจรัก คิดไว้ว่าจะรับผิดชอบแน่นอน ตลอดจนรู้ๆอยู่ว่าฝ่ายหญิงก็มีใจให้ และเชื่อมั่นว่าสามารถทำให้เธอมีความสุข อย่างนี้โทษของการปลุกปล้ำอาจมาในรูปของการผูกกรรมกันโดยเฉพาะ กล่าวคือฝ่ายหญิงจะรู้สึกว่าเธอเป็นเจ้าหนี้ สามารถทวงหนี้คืนในรูปแบบไหนก็ได้ เพราะฝ่ายชายเริ่มก่อน คือเป็นฝ่าย ‘ปล้นสมบัติ’ ของเธอไป ดังนั้นฝ่ายชายจึงต้องมีหน้าที่สำนึกผิดและชำระคืน ซึ่งแน่นอนครับว่าแพง เนื่องจากนารีมีรูปเป็นทรัพย์ ยิ่งทรัพย์งามเพียงใดก็ต้องคิดดอกเบี้ยมหาโหดเพียงนั้น

ฉะนั้นอย่าแปลกใจ หากได้เธอมาโดยมิชอบก็เป็นธรรมดาที่จะโดนเรียกร้องนั่นเรียกร้องนี่ไม่มีวันจบวันสิ้น เผลอๆความผูกใจว่าคุณเป็นลูกหนี้เธอ อาจข้ามภพข้ามชาติไปเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งที่ควรคำนึง คือความยอกย้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย เพราะเป็น ‘ฝ่ายเสีย’ ถึงแม้ถูกเร้าให้คล้อยตามได้ หรือร่วมสุขไปด้วยได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ภายหลังอาจกลับเปลี่ยนเป็นเสียดาย เสียใจ และเสียความรู้สึกกับฝ่ายชาย กล่าวตรงนี้เพราะอยากบอกคุณๆที่คิดว่า ‘ไม่เป็นไร’ หรือ ‘ปล้ำไปปล้ำมาเดี๋ยวก็ชอบเอง’ นั้น นับว่าเสี่ยงที่จะเดาผิดนะครับ ผลของการเดาผิดก็อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด เช่น เสร็จเรื่องแล้วเธออาจเครียด ไม่กินข้าวกินปลา การเรียนหรือการงานตกต่ำ ที่เคยกระหนุงกระหนิงกับคุณก็กลายเป็นบึ้งตึงใส่ หรือที่เคยชอบพออยู่บ้างก็อาจเปลี่ยนเป็นเกลียดและขยะแขยง ฯลฯ อะไรๆเป็นไปได้ทั้งนั้น

ผมเคยได้ยินนักจิตวิทยาบางคนพูดนะครับ ว่าผู้หญิงที่กลัวเพศสัมพันธ์มากๆนั้น ต้องแก้ด้วยการให้แฟนที่รักและไว้ใจปลุกปล้ำเสียบ้าง มันก็อาจถูกในเชิงวิชาการ แต่ขอบอกว่าอาจเสี่ยงในความเป็นจริง เพราะนอกจากความซับซ้อนทางอารมณ์ของผู้หญิงแล้ว ยังมีตัวแปรคือความสามารถของผู้ชายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อะไรๆในโลกไม่มีบทสรุปตายตัวหรอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ควรทำอย่างนั้น จะเหมาะหรือไม่เหมาะขึ้นอยู่กับว่าใครทำกับใคร เมื่อไหร่ และอย่างไรมากกว่า

๒) ทำร้ายเพื่อขืนใจ หมายถึงการข่มขืนของจริง ชนิดที่ไม่อาจคาดหมายได้เลยว่าฝ่ายหญิงจะมีความสุขจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำ และฝ่ายชายอาจใช้รูปแบบใดๆ นับแต่การข่มขู่ด้วยอาวุธ ตลอดจนกระทั่งการตบตีชกต่อยให้เจ็บปวด

การทำร้ายเพื่อขืนใจเกิดขึ้นกับหญิงแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักจี่ หรือรู้จักแต่เป็นศัตรูกันอยู่ หรือกระทั่งรู้จักสนิทแต่มีลักษณะต้องห้ามบางประการ เช่น เป็นญาติ เป็นหญิงที่ยังอยู่ในการปกครองเลี้ยงดูของพ่อแม่ หรือเป็นภรรยาของผู้อื่น แม้ฝ่ายหญิงจะเกิดความยินดีในเพศรสขึ้นมาบ้างตามธรรมชาติ ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาน้ำหนักบาปของชายโฉดลงสักเท่าใด เพราะเจตนาแต่แรกของชายโฉดมิใช่เพื่อให้ฝ่ายหญิงเป็นสุข กับทั้งคาดหมายได้ว่าเสร็จกามกิจแล้วเธอจะต้องทุกข์ทรมานทั้งกายทั้งใจอย่างใหญ่หลวง

จะเป็นชายโฉดได้ต้องมีความชั่วร้ายในจิตใจ มโนธรรมต่ำเข้าใกล้ศูนย์ ซึ่งถ้าถามหาว่าใครผิด ใครเป็นคนทำให้มโนธรรมตกต่ำ เล็งหาไปเล็งหามาคงไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นราคะและโทสะต่างหาก

ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีราคะกล้า เช่น เห็นผู้หญิงนุ่งห่มล่อแหลมเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อย่างนี้พอทนไม่ไหวก็นำมาซึ่งรูปแบบการข่มขืนที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหาย ฉายให้เห็นสัญชาตญาณดิบแบบเดียวกับเดรัจฉาน กรรมที่ทำจึงมีแนวโน้มว่าจะดึงดูดไปสู่ภพแห่งความเป็นเดรัจฉาน ที่สมสู่ได้โดยปราศจากความละอายหรือขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

แต่ถ้าลงมือข่มขืนโดยเริ่มจากความมีโทสะแรง เช่น อาฆาตแค้นนายจ้างสาวที่ข่มขี่ด้วยวาจาผรุสวาทหรือตบตีเตะถีบด้วยมือเท้า อย่างนี้รูปแบบการข่มขืนจะเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ใกล้กันมากกับการคิดฆ่ากันให้ตาย อันเป็นกรรมร้อนแรง เผาผลาญได้ในระดับไฟนรก คือทำให้ผู้หญิงรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็น กรรมที่ทำจึงเป็นไปเพื่อภพแห่งความเป็นสัตว์นรกมากกว่าอบายภูมิอื่นที่โทษเบากว่า

ดังกล่าวแล้วว่าการทำร้ายเพื่อขืนใจนั้น อย่างน้อยขณะนั้นต้องชั่วจริงๆถึงจะออกแรงทำได้สำเร็จ สำคัญคือถ้าทำได้ครั้งหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะทำได้อีก ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไร แนวโน้มที่จะย่ามใจกับการลงมือก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ายอมก้มหน้าให้ซาตานรดน้ำมนต์จนศีรษะชุ่มโชก หน้ามืดหน้ามัว ลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเมื่อใด ก็หมดความเป็นผู้เป็นคนไปเมื่อนั้น

กรณีที่เพิ่งก่อคดีข่มขืนแค่ครั้งสองครั้ง โทษทัณฑ์เช่นถูกจับขังคุกหรือถูกรุมประชาทัณฑ์ในชาติปัจจุบัน อาจได้น้ำหนักพอจะปลดหนี้กรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสำนึกผิดด้วยใจจริง และไม่คิดทำอีกเลยตลอดไป แต่หากเคยมีความสุขบนความทุกข์ของผู้หญิงมามากหน้าหลายตา จนจิตใจถูกห่อหุ้มด้วยบาปอกุศลมืดคลุ้มเกินกว่าจะสำนึกผิด อย่างนี้ต่อให้เข้าคุกตลอดชีวิตหรือกระทั่งถูกประหาร ก็ยากจะเปลื้องหนี้หมด ต้องไปผ่อนส่งต่อในอบายภูมิค่อนข้างแน่นอน

สำหรับอาชญากรทางเพศที่ทำผู้หญิงมามากด้วยความสะใจ ไม่สำนึกผิด ไม่อยากกลับตัวเลยจนตายนั้น เมื่อพ้นจากอบายแล้ว ก็มักต้องเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงด้วยชะตาไม่สู้ดี มีแต่การสั่งสมพฤติกรรมทางเพศแบบผิดๆ กระทั่งเป็นไปได้ที่จะมีความสุขกับการถูกทรชนข่มขืน ด้วยความรู้สึกลึกๆที่อธิบายใครไม่ได้ เหมือนเป็นวิถีทางของตนที่ต้องชดใช้ให้หมดๆ หรือกลั่นเป็นคำพูดจากก้นบึ้งก็อาจว่า ‘โดนแค่นี้ดีกว่าที่เคยเจอในนรก!’

กามนั้นดูเผินๆเหมือนเป็นสุข หรือกระทั่งพาไปสู่สุดยอดแห่งความสุข แต่แท้ที่จริงหากเห็นให้ครบทุกแง่มุม คุณจะรู้สึกว่ากามคือเครื่องล่อให้สรรพสัตว์ติดวนอยู่กับทุกข์ ทั้งทุกข์เพราะไม่พ้นไปจากการเกิดแก่เจ็บตาย และทั้งทุกข์เพราะกรรมอันดึงให้ตกต่ำลงสู่อบายภูมิครับ



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?19.prepare
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!