แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
23 สิงหาคม 2019, 15:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ใช้คาถาชินบัญชรในการผูกมิตรได้ไหม?  (อ่าน 8099 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:46 »

ถาม : ปัจจุบันเวลาสวดคาถาชินบัญชร ทำบุญ ทำความดีต่าง ๆ ก็มักอธิษฐานกับพระพุทธองค์เสมอว่าขอให้อานิสงส์แห่งบุญที่เราทำนี้ ช่วยดลบัลดาลให้สามีมีสติตื่นขึ้น อย่าได้มัวหลับใหลเห็นกงจักรเป็นดอกบัวต่อไปอีกเลย หากอธิษฐานอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่ทราบว่าจะพอช่วยเขาได้บ้างหรือไม่?


มักมีการบรรยายสรรพคุณบทสวดมนต์ต่าง ๆ กันมากครับ โดยเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเรา สวดกี่จบ ๆ แล้วจะทำให้เกิดผลดีอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีไปไกลถึงขนาดสวดบางบทแล้วไม่ต้องเกิดไม่ต้องตายอีก อยู่เป็นสุขค้างฟ้าบนสรวงสวรรค์ชั่วนิรันดรก็ยังมี ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่าบทสวดมนต์คืออะไร จึงจะทราบอานิสงส์ของการสวดอย่างถ่องแท้ และอาศัยเป็นเครื่องช่วยได้ถูกเรื่องถูกทาง


หากคุณแปลบทสวดต่าง ๆ เป็นไทย จะพบว่าบทสวดมนต์ก็คือการท่องจำความรู้ทางศาสนาบ้าง บรรยายคุณลักษณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง หรือสรรเสริญพระรัตนตรัยบ้าง สำหรับชินบัญชรนั้น หากใครเคยอ่านฉบับแปลเป็นไทยจะพบว่ามีการอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบจำเพาะเจาะจงชื่อของพวกท่านมาประดิษฐาน ณ ตำแหน่งต่าง ๆ ในเรา ซึ่งเป็นอุปเท่ห์หนึ่งทางไสยเวทวิทยาคม


ผู้ประพันธ์บทสวดต่าง ๆ ได้นั้น ต้องมีอัจฉริยภาพเกินมนุษย์อยู่มาก นั่นคือนอกจากจะรู้เรื่องภาษาอย่างแตกฉาน ยังต้องมีทักษะในการร้อยเรียงให้ออกเสียงแล้วเกิดความไพเราะคมคาย โดยเฉพาะชินบัญชรจะเป็นตัวอย่างหนึ่งของการประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ หากลองสวดเร็ว ๆ จะรู้สึกถึงความคมกริบจากกระบวนการเปล่งคำโดยรวม คนคิดประดิษฐ์อะไรอย่างนี้ได้ต้องมีจิตที่แทงทะลุศาสตร์หลาย ๆ ด้าน เช่นเข้าใจเรื่องพลังสัมพันธ์อันเป็นนามธรรม เข้าใจสรรคำวิเศษมาประกอบให้เกิดภาวะเข้มขลังอุกฤษฎ์ แม้ผู้ท่องบ่นสวดภาวนาไม่รู้ความหมายเลย ก็เหนี่ยวนำให้เกิดกำแพงปกป้องน่าเกรงขาม ตลอดจนเกิดรัศมีเสน่ห์ดึงดูดใจได้มากกว่าเดิม ไม่น่าแปลกใจที่ผู้สวดชินบัญชรจะพบประสบการณ์น่าอัศจรรย์ประการต่าง ๆ นับตั้งแต่รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งและคมคายขึ้น มีอำนาจในตัวสูงขึ้น ชินบัญชรจึงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลาย โดยเฉพาะในไทยตั้งแต่สมเด็จโต พรหมรังสีท่านดัดแปลงให้สั้นและถวาย ร.๔ เป็นต้นมา (หลายคนเข้าใจว่าสมเด็จโตเป็นผู้ประพันธ์ จริง ๆ ไม่ใช่นะครับ ชินบัญชรเป็นของโบราณที่แพร่หลายในหลายประเทศ ของเดิมยาวกว่านี้มาก)


อย่างไรก็ตาม ตบะอำนาจซึ่งเกิดขึ้นง่าย ๆ มักนำมาซึ่งความทะนง ความรู้สึกเหนือคนอื่น ตลอดจนการเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาไปในทางเดียวกับลัทธิที่นิยมมนต์กฤตยาอาถรรพณ์ คือมองว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้บันดลบันดาลฤทธิ์อำนาจและความปลอดภัยทั้งหลายให้เรา ขอเพียงเราสวดวิงวอนร้องขอเท่านั้น


ตัวอย่างในกรณีนี้คือคุณอาจเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าถ้าสวดชินบัญชรแล้วจะอธิษฐานขอให้เกิดอำนาจเปลี่ยนแปลงจิตใจของสามีได้ ขอบอกตรง ๆ ครับว่ามีส่วนกระทบสามีได้จริง คือสามีคุณอาจเกิดความคร้ามเกรง หรือเห็นคุณมีความคมเข้มบางประการที่น่าเกรงใจ ตลอดจนทำให้เขาขนลุกได้ในบางครั้งเมื่อคุณปั้นท่านิ่งขรึม


ประเด็นสำคัญคือ ความน่าเกรงขามกับเสน่ห์ดึงดูดใจไม่ใช่สะพานเชื่อมระหว่างทางเก่าของเขากับทางใหม่ในธรรมสำหรับเขา และบางทีอาจจะไม่ใช่แม้แต่สายใยผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสามีกับภรรยาที่อยู่ร่วมกัน กระแสความเมตตาต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นทั้งหมด ทั้งการเชื่อมทางเก่ากับทางใหม่ ทั้งการกล่อมเกลาจิตใจ และทั้งเป็นสัมผัสเย็นละไมให้รู้สึกถึงเงาสงบใต้ร่มธรรมในช่วงเริ่มต้นสำหรับเขา


ผมไม่ได้ยุให้คุณเลิกสวดชินบัญชร แต่อยากให้ทดลองสวดบทอิติปิโสฯ ซึ่งเป็นการสรรเสริญพระรัตนตรัย จาระไนคุณแห่งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์โดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งโดยธรรมชาตินั้น เมื่อเราสรรเสริญคุณวิเศษอันใด ก็เท่ากับเรายอมรับกระแสแห่งคุณวิเศษนั้น ๆ เข้ามาในเราด้วยอยู่แล้ว


ภาษาที่ร้อยเรียงขึ้นเป็นบทสวดอิติปิโสฯมีความเพราะพริ้งในแบบที่อ่อนโยน ก่อให้เกิดความแช่มชื่นสบายใจ ที่สำคัญคือถอดแบบมาจากพุทธพจน์โดยตรง ใครสวดอิติปิโสฯทุกค่ำเช้าด้วยใจยินดี หรือตั้งจิตไว้ในแบบรู้ทางที่จะสวดด้วยโสมนัสตั้งแต่ต้นจนจบได้หลายๆครั้ง จะรู้สึกถึงเมตตาที่ก่อตัวขึ้นเป็นทุนใหญ่ เมื่อรู้สึกถึงเมตตาเยือกเย็นแล้ว ลองอธิษฐานนิ่ง ๆ อยู่ในความสุขนั้นว่า เมื่อคุณปรากฏตัวให้สามีเห็น หรือสามีได้ยินเสียงคุณพูด ขอให้สามีจงได้ส่วนแห่งความสุขเช่นเดียวกับคุณ


หากทำทุกเช้าค่ำ ทุกวัน นั่นก็คือการแผ่เมตตาครบวงจร คือทั้งในขณะลับหลังกันไม่เห็นตัว ทั้งในขณะอยู่ต่อหน้าพูดจากัน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองก่อน แล้วจะเห็นผลเป็นความสงบอ่อนโยนลงในสามีเป็นอันดับต่อมาอย่างแน่นอน


การแผ่เมตตาให้กันเป็นพุทธวิธี เป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคพุทธกาลนิยมกระทำกัน และได้ผลสำเร็จเป็นมิตรไมตรีไม่มีระคายต่อกัน เพราะเป็นการปรับพื้นฐานทางใจต่อกันใหม่ แล้วต่อยอดเป็นพฤติกรรมอันเป็นที่รักในการอยู่ร่วมกัน มนุษย์มีสัญชาตญาณเอาดีเข้าตัว เมื่อใจเขาเห็นชัดว่าชีวิตแบบใดดีกว่า เป็นสุขกว่า เย็นรื่นกว่า ก็ย่อมเลือกชีวิตแบบนั้นในที่สุด ไม่อาจทนต้านได้ เมื่อเขาเลือกที่จะเย็นตามคุณ ก็แปลว่าคุณสามารถชักนำให้เขาไปพบพระ หรือนำหนังสือธรรมะไปให้เขาอ่านได้โดยไม่พบกระแสต้านดังเคย สำคัญคืออย่าเพิ่งผลีผลาม รอดูจังหวะที่เขาเป็นทุกข์และขอคำปรึกษาเอง ตรงนั้นจะเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุด


นอกจากอาศัยเครื่องทุ่นแรงช่วยในเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว ก็ควรมองให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาอย่างชัดเจนด้วย


๑) สำรวจด้านดีในตัวคุณที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขา เขาได้ส่วนนิสัยแบบใดในด้านดีของคุณไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในด้านความคิด คำพูด หรือการกระทำ คู่ผัวตัวเมียที่อยู่ร่วมกันนาน ๆ ต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งถ่ายเทถึงกัน ตัวอย่างเช่นแต่เดิมไม่ชอบให้อาหารสัตว์ พอเห็นเราให้อาหารสัตว์บ่อย ๆ จนเป็นภาพชินตา ก็อาจกลายเป็นแนวโน้มที่เขาจะชอบให้อาหารสัตว์ตาม เมื่อพบว่าด้านดีของเราอันใดแปรใจเขาให้โน้มเอียงมาใกล้เราได้ ก็ให้เร่งเพิ่มคุณงามความดีในด้านนั้น ๆ ให้มากขึ้น ด้วยเจตนาให้เขาได้ส่วนดีจากการอยู่กับเราไปมากที่สุด


๒) สำรวจด้านเสียในตัวคุณที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเขา เขาได้ส่วนนิสัยแบบใดในด้านเสียของคุณไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในด้านความคิด คำพูด หรือการกระทำ เช่นคนที่อยู่ร่วมกันมักแสดงความหงุดหงิดใส่กันง่าย ๆ เมื่อไม่ได้อย่างใจ ไม่มีใครเห็นคนอื่นหงุดหงิดแล้วอยากคล้อยตามหรืออยากโอ๋ตลอดไป มีแต่ว่าเห็นใครหงุดหงิดใส่ก็อยากหงุดหงิดตอบ เมื่อพบว่าด้านเสียของเราอันใดผลักไสเขาห่างจากธรรมะ ก็ให้เร่งลดนิสัยใจคอในด้านนั้น ๆ ให้น้อยลง ด้วยเจตนาให้เขางดเว้นอกุศลธรรมนั้น ๆ ตามเรา


โดยสรุปคือเราอยากให้ใครเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องใช้ตัวเราเองเป็นสะพานให้เขาข้ามมาจากฟากเดิมของเขา และวิธีที่จะเป็นสะพานได้อย่างแท้จริง ก็คือเราต้องทอดตัวไปถึงฝั่งนั้นแล้วอย่างมั่นคงเป็นการกรุยทางให้ก่อนครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/mobile/P1.11.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!