แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:20 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ตายอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์แน่นอน?  (อ่าน 8809 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:36 »

ถาม – เชื่อมานานแล้วว่าภพภูมิมีจริง ชาติหน้ามีจริง มีดีให้ไปจริง ไม่รู้เท่านั้นว่าจะได้ไปดีหรือเปล่า แบบว่าทำใจเป็นกุศลไม่ค่อยได้สม่ำเสมอนัก มารเยอะ (อ่านเรื่องมารที่คุณดังตฤณตอบก็พอจะเข้าใจล่ะว่ากิเลสของตัวเองเป็นมารชนิดหนึ่ง แต่พอตั้งใจจะทำความดี ก็มักมีมารภายนอกมาแกล้งให้ตบะแตกอยู่เรื่อย) ประเด็นคืออยากขอคำแนะนำวิธีประกันภัยให้ตัวเองตายแล้วไปดีๆหน่อย เอาแบบปิดอบายภูมิได้เด็ดขาดเลยยิ่งดี ขอพูดแบบไม่กระมิดกระเมี้ยนแล้วกัน คือยังเป็นคนไม่ค่อยดีนัก แต่อยากไปสวรรค์ อยากได้นางฟ้าเป็นเมียครับ รบกวนชี้ทางสว่างด้วย


ตามธรรมชาติแล้ว (ไม่ใช่ตามพระทัยของพระพุทธเจ้า และไม่ใช่ตามใจผมหรือใครนะครับ) ผู้จะปิดกั้นอบายภูมิได้อย่างเด็ดขาด จะต้องเป็นโสดาบันบุคคลเสียก่อน พ้นจากนี้ยังมีความไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าทำกรรมหนักชนิดห้ามสวรรค์นิพพานไว้หรือไม่ หรือก่อนตายประกอบอกุศลกรรมจนจิตมืดหรือไม่

ยิ่งถ้าหากใช้ชีวิตผิดองศาสวรรค์ ทำบาปทำกรรมเป็นนิตย์ โอกาสพุ่งหลาวลงมหาสมุทรทุกข์อันได้แก่นรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ และเปรตภูมิ ก็ยิ่งมากหน่อย ทั้งนี้ก็เพราะ ‘ตัวหนัก’ กว่าคนอื่นเขา นี่พูดกันตามเนื้อผ้าแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ไม่ใช่แกล้งให้เสียกำลังใจกันนะครับ อย่าประมาทเป็นดีที่สุด

เมื่อความจริงคือตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้นที่รอดแน่ เป็นทางเดียวที่ไม่ต้องร่วงหล่นสู่อบายภูมิสวัสดียมบาลอีก ก็ต้องทำความเป็นโสดาบันให้เกิดขึ้นจริงในตัวเรา และการเป็นโสดาบันไม่ใช่ประกันได้เฉพาะแค่ชาติหน้านะครับ ชาติถัดๆไปจนถึงนิพพาน คุณก็จะไม่ต้องพลาดลงต่ำกว่าความเป็นมนุษย์อีกแล้ว คือต่ำที่สุดแค่มนุษย์ สูงที่สุดแค่พรหม พ้นจากนั้นคือถึงนิพพานอันปราศจากการเกาะเกี่ยวภพน้อยใหญ่ทั้งหลาย

การเป็นพระโสดาบันในพุทธศาสนาหาใช่เรื่องเกินเอื้อมเหมือนอย่างที่ล้อเลียนเป็นเรื่องตลกในหมู่คนไทย (ทั้งที่ไทยนี่แหละได้ชื่อว่าสืบทอดถ้อยคำของพระศาสดาไว้ ไม่ถูกบิดเบือนมากนัก) เพราะที่จะเป็นพระโสดาบันได้ ก็ขอเพียงมีศรัทธาในพระพุทธเจ้าจริงๆ จิตเหนี่ยวนำพระองค์เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต กับทั้งมีความเข้าใจถูก ศรัทธาอย่างมีเหตุผล ว่ากรรมขาวทำแล้วให้ผลดี กรรมดำทำแล้วให้ผลร้าย และสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือต้องรู้เข้ามาในกายใจให้ชัดเจน อย่างน้อยที่สุดในวาระที่จิตใกล้ดับ ต้องไม่คิดห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดเลยนอกเหนือไปจากเห็นอยู่รู้อยู่ในขอบเขตของกายใจนี้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น

ถ้ายังมองว่าเป็นเรื่องสูงส่งเกินเอื้อม ก็ไม่ต้องมุ่งหวังว่าคุณจะต้องเป็นพระโสดาบันให้ได้ แค่เตรียมตัวตายอย่างพระโสดาบันเป็นก็พอแล้ว เพราะถ้าจาระไนวิธีเป็นพระโสดาบันคงยาวและเป็นที่น่าท้อสำหรับหลายๆคน ด้วยคำตอบสั้นๆในเนื้อที่จำกัดนี้ ผมจะไม่บอกวิธีทำธุรกิจเพื่อเป็นพ่อค้าใหญ่ภายใน ๗ เดือน แต่จะบอกวิธีหยอดกระปุกนับจากนี้จวบจนสิ้นลม เพื่อความเป็นผู้พอมีอันจะกินกันทุกคน

จากหลักความจริงที่ว่าถ้าจะเป็นพระโสดาบัน ต้องเห็นกายใจนี้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น เราก็ค่อยๆฝึกดูความจริงวันละนิดก็ได้ครับ ไม่ต้องมาก เช่น เมื่อนอนเหยียดกายยาวก่อนหลับ ให้สมมุติว่านั่นเป็นนาทีสุดท้ายของชีวิต พอจะตายจริงก็ต้องทอดนอนอย่างนี้ และเตรียมเผชิญภาวะลมหายใจขาดสูญไปจากกายเช่นนี้

การสมมุติเช่นนั้นถ้าทำครั้งสองครั้งจะเหมือนจินตนาการเล่น ไม่เกิดผลอะไร แต่ถ้าทำสม่ำเสมอ ก็จะเป็นการซักซ้อมอารมณ์ก่อนตายได้จริงๆ คือเมื่อมาถึงนาทีสุดท้าย จะเหมือนคุณคุ้นเคยและพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งตามที่ได้ซักซ้อมไว้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าตอนซักซ้อมคุณเตรียมใจไว้ท่าไหน อย่างไร

ธรรมดาแล้ว ลมหายใจมีทั้งเข้าออกและขาดหายอยู่ตลอดเวลา เวลาจะตายก็เพียงเข้าออกครั้งสุดท้ายแล้วไม่มีการเข้าอีกเลยชั่วนิรันดร์ ขอให้ถือความจริงนั้นแหละเป็นเครื่องพิจารณา ทุกคืนคุณดูลมหายใจเตรียมตัวตายครั้งเดียวพอ มีสติลากลมหายใจเข้า แล้วเห็นตามจริงว่าเราไม่ใช่เจ้าของลมหายใจเข้า เราบังคับให้มีแต่ลมหายใจเข้าไม่ได้ เรารักษาลมหายใจเข้าไว้ตลอดไปไม่ได้ จากนั้นมีสติระบายลมหายใจออก แล้วเห็นตามจริงว่าเราไม่ใช่เจ้าของลมหายใจออก เราบังคับให้มีแต่ลมหายใจออกไม่ได้ เรารักษาลมหายใจออกไว้ตลอดไปไม่ได้

เอาแค่นั้นแหละครับ เห็นความจริงตรงที่ลมหายใจมันปรากฏให้พิจารณาจริงๆ ทุกคืนขอเพียงครั้งเดียว ที่คุณเกิดความรู้สึกว่างจากตัวตนด้วยการระลึกถึงลมอันไม่ใช่สมบัติของใคร ความว่างชนิดนั้นจะขยายชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นอิสระจากความเกาะเกี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับขับเคลื่อนไปสู่ความตายอย่างโสดาบันได้เต็มอัตรายิ่งขึ้นเรื่อยๆ

หากคุณมีเวลาเหลืออีก ๑๐ ปีเพื่อเตรียมตัวตายด้วยวิธีดูลมหายใจคืนละหนึ่งครั้งก่อนนอน คุณจะสะสมความว่างจากตัวตนได้ ๓,๖๕๐ ครั้ง ซึ่งก็ทรงพลังพอใช้แล้วครับ คุณจะรู้สึกถึงความว่างออกมาจากกลางใจอยู่เรื่อยๆในยามปกติระหว่างวัน และเมื่อนาทีสุดท้ายมาถึงจริง อำนาจความเคยชินที่เห็นลมหายใจไม่ใช่ของเราจะมากพอตัดความอาลัยในกายใจนี้ลง เมื่อตัดความรู้สึกมีตัวตนอยู่ในกายใจนี้ได้ สิ่งอื่นที่เนื่องด้วยตัวตนของเราก็ไร้ความหมาย ทั้งสมบัติพัสถาน ทั้งญาติมิตรใดๆในโลกนี้ที่คุณกำลังจะทิ้งไป

ความว่างจากอัตตาในนาทีที่จิตกำลังจะเปลี่ยนภพนั้นมีผลสำคัญใหญ่หลวง เพราะภาวะก่อนตายเป็นตัวช่วยให้รู้สึกชัดอยู่แล้วว่าเดี๋ยวต้องไปแน่ ไม่มีอะไรให้มือนี้กำได้อีก ความเด็ดเดี่ยวเฉพาะหน้าจึงเกิดขึ้น เมื่อปราศจากความห่วงหน้าพะวงหลัง แถมไม่รู้สึกว่าลมหายใจที่กำลังจะขาดจากกายเป็นสมบัติของเรา จิตก็มีสิทธิ์สงบรวมลงถึงฌานด้วยอาการปล่อยวางได้ในช่วงสั้นๆ ตรงนั้นแหละครับภาวะแบบโสดาบันจะปรากฏ คือคุณจะเห็นนิพพานอันปราศจากนิมิต ปราศจากรูปรอยใดๆ หมดจากภาวะรับรู้เช่นนั้นก็จะตระหนักว่าประตูอบายปิดสนิทเด็ดขาดแล้ว เนื่องจากจิตจะสว่างโพลงและแผ่กว้างเป็นอนันต์ เสวยปีติสุขอันเป็นรสที่เหนือความเป็นทิพย์ สวรรค์จะคล้ายปากตรอกที่เดินทอดน่องสบายๆไม่กี่ก้าวก็ล่วงถึง

อ้อ! นอกจากสะสมความว่างคืนละครั้ง ชาตินี้ห้ามฆ่าพ่อแม่ ห้ามฆ่าพระอรหันต์ แล้วถ้าคุณเป็นพระก็ห้ามทำให้สงฆ์ในวัดแตกกันนะครับ เพราะบาปหนักเหล่านั้นจะจำกัดสิทธิ์ไม่ให้จิตเข้าถึงความผนึกแน่นเป็นฌานก่อนตาย ปิดกั้นไม่ให้เห็นนิพพาน ไม่ให้ผ่านชั้นโสดาบันได้เลย บาปอื่นนอกเหนือจากนั้นยังเปิดโอกาสให้พอมีสิทธิ์ได้หมด

การเป็นโสดาบันก่อนจิตดับจากภพมนุษย์ ประกันชัดครับว่าสวรรค์ไม่เกินเอื้อม และบนสวรรค์ก็มีอะไรๆอย่างที่คุณอยากจะมีนั่นแหละ ไม่พลาดหรอก



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare063.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กรกฎาคม 2011, 16:17 โดย star4life » บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!