แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:21 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ศาสนาแห่งการตื่นก่อนตาย  (อ่าน 3491 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:33 »

คุณกำลังลืมตาเต็มตื่น คุณกำลังอ่านตัวหนังสือบรรทัดนี้รู้เรื่อง นี่คือความจริงอันเป็นปัจจุบัน หากปราศจากความจริงข้างต้นแล้ว จะไม่เกิดการสื่อสาร ไม่เกิดความเข้าใจใดๆเลย หน้ากระดาษจะเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าปราศจากความหมาย ใจคุณจะเป็นใจที่ว่างจากความเข้าใจ ไม่มีความดึงดูดเข้าหากันระหว่างหน้ากระดาษกับใจคุณ

การถูกดูดติดอยู่กับหน้ากระดาษด้วยความเข้าใจ จัดเป็นประสบการณ์ ‘อยู่ในโลกความจริง’ ของพวกเราที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเราก็อยู่กับความเคยชินเช่นนี้ จนกว่าจะเอะใจ เมื่อได้ยินเสียงเตือน ว่าแท้จริงเรากำลังหลับหลงอยู่ในโลกของอุปาทาน ตัวหนังสือที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้เป็นเพียงเครื่องหมายที่กระทบตา แล้วก่อให้เกิดการรับรู้และคิดตามเป็นขณะๆ หากปราศจากการรับรู้และคิดตาม คุณจะรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แตกต่างไปจากที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้

และหากคุณตระหนักว่ากลุ่มอักษรที่กำลังปรากฏตรงหน้า เป็นเพียงมายาแห่งความว่างเปล่ารูปแบบหนึ่ง อีกทั้งใจคุณก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว ที่ปรากฏแล้วจะผ่านหายราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งตัวตนในอักษรหรือในใจสักน้อยหนึ่ง นั่นเองเป็นการเปิดใจรับอิสรภาพ ยุติอุปาทานในตัวตนได้ชั่วครู่

ศาสนาพุทธอุบัติขึ้นเพื่อการนี้ เหมือนมือที่เปิดม่านดำให้พวกเราเห็นความจริงที่เปิดเผยอยู่ตรงหน้า แต่อำนาจความเคยชินไม่เอื้อให้รู้วิธีเปิดใจรู้

ไม่ว่าจะแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นลัทธิหรือแนวทางเฉพาะตนเช่นไร ขอเพียงเข้าใจหลักการทำลายอุปาทาน พุทธก็ยังคงเป็นพุทธ เหมือนเช่นที่เซนก็แสดงภูมิปัญญาแห่งการตื่นก่อนตายให้เป็นที่ประจักษ์ ดังตัวอย่างในตำนาน

ชายผู้หนึ่งนามว่านินากาวะกำลังจะสิ้นลม ครั้งนั้นอาจารย์เซนชื่ออิ๊กคิวได้แวะมาเยี่ยมแล้วกล่าวถามอย่างตรงไปตรงมา แข่งกับเวลาว่า

‘อนุญาตให้ผมนำทางท่านจะได้ไหม?’

นินากาวะได้ยินเช่นนั้นก็ตอบโดยปราศจากความหวังอันใด

‘ผมมาสู่โลกนี้ตามลำพัง และกำลังจะจากไปตามลำพัง แล้วคุณจะช่วยอะไรผมเกี่ยวกับทางมาทางไปได้เล่า?’

ท่านอิ๊กคิวตอบอย่างสงบ ด้วยดวงจิตที่เข้าถึงธรรมลึกซึ้งกว่านั้น

‘ถ้าท่านคิดว่าเป็นเรื่องจริงที่ท่านเคยมา และเป็นเรื่องจริงที่ท่านกำลังจะไป นั่นก็แค่ความหลงสำคัญผิดของท่านเอง เอาอย่างนี้เถอะ ขอผมแสดงทางซึ่งไม่มีการมาและไม่มีการไปให้ท่านดูสักหน่อยนะ’

ด้วยคำพูดอันฉลาดแหลมและมีพลังเปิดเผยสัจธรรมของท่านอิ๊กคิว ผนวกเข้ากับจิตในวาระสุดท้ายของนินากาวะที่วางเฉยพอจะรับรู้ตามจริง ทำให้เกิดสภาวจิตเป็นอิสระจากความสำคัญมั่นหมายว่ากายใจเป็นตัวตน เห็นกายใจเป็นของอื่น เป็นของบดบังความจริง ท่านนินากาวะจึงเข้าถึงความจริงอันปราศจากสิ่งบดบัง คือมหาสุญญตาที่อยู่นอกขอบเขตของกาลเวลา ไม่ได้เคยมาพร้อมกับกายใจ และไม่ได้จะจากไปพร้อมกับกายใจ

ด้วยความแจ่มแจ้ง ณ ที่นั้น ท่านนินากาวะจึงยิ้มอย่างงดงามแล้วตายอย่างสงบเยี่ยงผู้ถึงซาโตริคนหนึ่ง

การใช้คำพูดเหนี่ยวนำให้เกิดความเห็นแจ้ง ทำลายอุปาทานว่าเป็นตัวตนเสียได้ทำนองเดียวกันนี้ มีตัวอย่างดั้งเดิมปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไตรปิฎก ยมกสูตร ต้นเรื่องคือพระรูปหนึ่งนามว่ายมกะ เกิดความสำคัญมั่นหมายว่าตนเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าแจ่มแจ้งแล้ว และเห็นว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อหมดกิเลส ตายแล้วไม่ไปเกิดในภพไหนๆอีก หมายถึงตายแล้วขาดสูญ พินาศสิ้นไปเลย

พระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาล้ำเลิศ โดยเฉพาะในการกลับความเห็นที่ผิดให้เป็นความเห็นที่ถูก ทราบเรื่องของพระยมกะเข้า ก็เดินเท้าไปหาถึงที่อยู่ และซักถามเพื่อให้แน่ใจ ว่าท่านยมกะมีความเห็นเกี่ยวกับพระอรหันต์ตายแล้วสูญจริงไหม

เมื่อท่านยมกะยอมรับ และยืนยันว่าความเห็นของตนถูกต้องแน่นอน พระสารีบุตรก็เริ่มคำถามอันทรงพลังในการดัดความเห็นที่บิดเบี้ยวให้กลับตรง

‘ท่านยมกะ ท่านเห็นว่ากายนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง?’

‘ไม่เที่ยง ท่านสารีบุตร’

‘แล้วความรู้สึกสุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความคิดนึกชอบชัง กับความรับรู้ทางหูตาเหล่านี้ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?’

‘ไม่เที่ยงเช่นกัน ท่านสารีบุตร’

‘เมื่อรู้ว่าไม่เที่ยง แล้วท่านสำคัญว่ากาย หรือความรู้สึกสุขทุกข์ หรือความจำได้หมายรู้ หรือความคิดนึกชอบชัง หรือความรับรู้ทางหูตา อย่างใดอย่างหนึ่งเหล่านี้ เป็นสัตว์ เป็นบุคคลอยู่หรือ?’

‘ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านสารีบุตร’

เมื่อแกะเอาความผูกยึดว่ากายใจเที่ยง กายใจเป็นที่ตั้งของตัวตนออกแล้ว พระสารีบุตรก็ถามสรุปว่า

‘ท่านยมกะ แท้จริงท่านก็เห็นอยู่ว่ากายใจที่กำลังปรากฏอยู่นี้ ไม่ใช่บุคคล ซึ่งก็แปลว่าไม่มีพระอรหันต์อยู่ในกายใจนี้เช่นกัน ควรแล้วหรือที่ท่านจะเห็นไป ว่าพระอรหันต์ตายแล้วย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ’

พระยมกะบรรลุธรรมในขณะฟังการสาธยายธรรมอันล้ำลึกของพระสารีบุตร ทำลายความเห็นผิดว่ามีพระอรหันต์เกิดมา และมีพระอรหันต์ตายไปเสียได้ เพราะไม่มีแม้แต่พระอรหันต์อยู่ในกายใจ มีแต่กายใจเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา ประดุจภาพลวงตาหาแก่นสารมิได้

เมื่อจิตเข้าถึงความจริงเช่นนี้ พระยมกะย่อมข้ามพ้นจากเรื่องพระอรหันต์ตายแล้วสูญหรือพระอรหันต์ตายแล้วอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง ฉะนั้นคราวต่อมาเมื่อมีใครถามพระยมกะว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญไหม ท่านยมกะจะกล่าวตอบทันทีว่า

‘กายไม่เที่ยง สุขทุกข์ก็ไม่เที่ยง ความจำได้หมายรู้ก็ไม่เที่ยง ความคิดนึกชอบชังก็ไม่เที่ยง ความรับรู้ทางหูตาก็ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นย่อมดับลงเป็นธรรมดา (หาได้มีพระอรหันต์ตายแล้วสูญไม่)’

ถ้อยคำกะเทาะความเห็นผิดทั้งของพระสารีบุตรและของท่านอาจารย์อิ๊กคิวนั้น มีต้นแบบมาจากพระพุทธเจ้า ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อปลดปล่อยจิตเป็นอิสระจากการครอบงำของกายใจ เห็นกายใจเป็นของอื่น รู้สึกชัดว่าไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งน่าเข้าไปถือมั่นโดยความเป็นสัตว์หรือบุคคล

สำหรับคนที่พร้อมจะเข้าถึง เพียงกล่าวเท่านี้ย่อมเป็นการพอเพียงเหนี่ยวนำให้เกิดมรรคผลล้างพิษแห่งความเห็นผิดว่าเป็นตัวตนเสียได้ แต่สำหรับคนยังไม่พร้อม ก็ต้องศึกษากันต่อไปว่ามีอุปสรรคอันใดขัดขวางไว้ ซึ่งผมก็จะนำมากล่าวในตอนต่อไป ว่าด้วยศาสนาแห่งความเข้าใจ

 

สิ่งใดเกิดมาแล้ว
สิ่งใดล่วงลับไปแล้ว
สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสมบัติ

แห่งความว่างจากตัวตนดังเดิม




โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/empty3/09.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!