แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 11:35 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: อีก ๗ วันฉันจะตาย  (อ่าน 7064 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:28 »

วันแรก


โอ๊ย!! เบื่อ! เบื่อ! เบื่อ! ไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้ว ชั่วโมงเดียวก็นานเกินทน นับดูจากตอนนี้ กว่าจะแก่ตายมันอีกร่วมสี่แสนชั่วโมง! โอย… ไม่เอาด้วยหรอก! ขอตัดหน้าธรรมชาติหน่อยเถอะ!


แปลกดี วันนี้เพิ่งรู้ว่ากำลังจะรับทรัพย์อื้อ สงสัยโชคชะตาจะหาทางยื้อให้อยากอยู่ต่อ แต่ไม่สำเร็จหรอก ฉันไม่ยักดีใจแฮะ แทนที่จะเอาเงินฟาดหัว ฉันอยากให้โชคชะตาเอากระบวยทุ่มกบาลมากกว่า ทีเดียวให้เท่งทึงไปเลย


เอาล่ะนะ… ฉันตัดสินใจแน่แล้วว่าจะตาย ขีดเส้นตายแบบที่หมายถึงจะต้องม้วยมรณังภายในกำหนดอย่างแน่นอน รับรองไม่มีบิดพลิ้ว ไดอารี่เล่มนี้จะเป็นหลักฐานว่าฉันเอาจริง คุณตำรวจจะได้ไม่ต้องสืบให้เหนื่อย


เส้นตายกี่วันดี? เอาซัก ๗ วันก็แล้วกัน ทำไมต้อง ๗ วันหรือ? สาบานว่าไม่ใช่เอาไว้เผื่อสำหรับการเปลี่ยนใจ ฉันแค่อยากรู้ให้มากที่สุดก่อนจะไม่ได้รู้อะไรอีก ตอนยังไม่ตัดสินใจตาย หนึ่งนาทีเหมือนนานเกินไป แต่พอตกลงใจว่าจะตายแน่ หนึ่งอาทิตย์รู้สึกกำลังเหมาะสำหรับดูโลกเป็นช่วงสุดท้าย


ขอตั้งชื่อวิธีลาโลกของฉันว่า ‘๗ วันฉันจะตายแบบขำๆ’ แล้วกันนะ นับวันนี้เป็นวันแรก คนข้างหลังอ่านแล้วจะได้ไม่ซีเรียสตาม วันต่อๆไปจะพยายามเขียนให้ขำ แม้ว่าฉันกำลังขำไม่ออกอยู่ก็ตาม รู้ไว้ว่าคนยิ้มไม่ออกอย่างฉัน ยังอยากฝากมุขให้คนอื่นยิ้มออกอยู่นะ


วันที่สอง


ฉันตื่นมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไป เออ… พอคนเราตกลงใจว่าจะตายแน่มันเป็นอย่างนี้เอง ความรู้สึกเหมือนผีตายซากที่ยมบาลไม่ยอมลากคอไปซะที รออยู่นะพี่ยม ไม่มาให้สมใจซะที


ช่วงสายฉันเข้าเน็ต เท่าที่คิดออกว่าอยากทำคือค้นหาคำว่า ‘ฆ่าตัวตาย’ เพราะมันช่างเข้ากับอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน พอได้ลิงก์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ฉันก็อุทานอยู่ในใจ คุณพระที่ยังไม่เป็นสมีช่วยด้วย! (สมัยนี้อุทานแค่ ‘คุณพระช่วย’ มันสั้นไป) การฆ่าตัวตายกำลังเป็นแฟชั่นยอดนิยมหรือนี่? แปลว่าฆ่าตัวตายตอนนี้ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่เลย ใครๆเขาก็ทำกัน


แต่ไม่เป็นไร ว่ากันว่าคนเราถ้าหดหู่เซื่องซึม เคร่งเครียดเพราะคิดมากหลายอาทิตย์ติดๆกัน จะอยากจบชีวิตเดี๋ยวนั้น นี่ฉันมีสภาพเหมือนส้วมซึมที่ชักน้ำไม่ลงมาเป็นเดือนแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามาว่าฉันนะ ช่วยสดุดีด้วยว่าฉันเป็นยอดมนุษย์ ค่าที่มีน้ำอดน้ำทนเกินระดับเฉลี่ยมาได้ขนาดนี้


ตามสถิติคนไม่มีห่วงจะตัดสินใจง่ายกว่าคนมีห่วง อือม์… เข้าข่ายคนโสดอย่างฉัน แล้วคนมีการศึกษาสูงก็จะอยากตายมากกว่าคนมีการศึกษาต่ำ เอ… แล้วฉันมันเนี่ยแบบไหน จบตรีเขาเรียกศึกษาสูงหรือต่ำกันแน่ว๋า? เดี๋ยวนี้สมัครงานที่ไหนใครๆก็ถามหาปริญญาโทกันทั้งนั้น เอาเป็นว่าฉันมีการศึกษาระดับงงๆ ครึ่งๆกลางๆก็แล้วกัน


วันที่สาม


ชั่งใจว่าฉันควรบันทึกไว้ถึงมูลเหตุของการฆ่าตัวตายดีไหม คิดไปคิดมาตกลงว่าดีก็แล้วกัน ตำรวจจะได้ไม่สงสัย เรื่องเงินฉันคงไม่มีปัญหาไประยะหนึ่ง เพราะซื้อหวยไว้แล้วมันดันถูกขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็ได้มาหลักแสนล่ะ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ภูมิใจที่มีชีวิตเอาเลย ในเมื่อโดนไล่ออกจากงานมาสดๆร้อนๆ ก่อนหน้าถูกหวยไม่กี่วัน


สาเหตุที่โดนไล่ออกเพราะทำงานผิดซ้ำซาก บริษัทเสียหาย เจ้านายบอกว่าแทบอยากกระโดดสะพานปิ่นเกล้าประชดฉัน ดีนะที่นึกขึ้นได้ ว่าคนสมควรโดดคือฉันไม่ใช่เขา


สาเหตุที่ทำงานผิดซ้ำซาก ก็เพราะคิดมากเรื่องคนหน้าด้าน เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะต้องคบกับคนหน้าด้านเนิ่นนานถึงสามปี เสียดายน่าจะปิดให้มิดกว่านี้หน่อย สุดท้ายมาให้รู้ทำไมว่าหน้าด้าน โอ๊ย!! เขียนแล้วอยากตื้บคนหน้าด้าน ทำไมตอนหลับฉันยังใจอ่อน ยอมยิ้มหวานให้กับคนหน้าด้านอยู่ได้ทุกคืน ที่ถูกต้องทำหน้าทำตาถมึงทึง แสดงความเกลียดมัน แยกเขี้ยวใส่มันต่างหากถึงจะใช่!


ป่านนี้มันไปอี๋อ๋อกับคู่หูชู้ชื่นที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แต่อย่าเดินผ่านหน้าบ้านก็แล้วกัน ฉันจะเตะมันให้ดู อย่าหวังให้ยิ้มหวานเหมือนในฝันเลย!


วันนี้ฉันอ่านข่าวคนฆ่าตัวตายอีก อ่านไปเรื่อยๆ เพราะข่าวมีให้อ่านย้อนหลังออนไลน์เยอะ นอกจากอ่านเรื่องคนฆ่าตัวตาย เลยอ่านต่อไปถึงคนตายแบบอื่นๆ ถึงเพิ่งรู้ว่าโลกนี้คือดินแดนแห่งความตาย ตลอดเวลาทุกวินาทีมีศพอย่างน้อยสองหัว วันละแสนเจ็ด ปีละเกือบร้อยล้าน โฮ้! เกิดมาไม่เคยรู้เลยนะเนี่ย มองๆไปทำไมมันเหมือนโลกของคนเป็นอยู่ล่ะ ไปแอบตายกันที่ไหนเนาะ?


วันที่สี่


เสียดาย… คนตายไม่ได้พูด ไม่งั้นประสบการณ์ของคนฆ่าตัวตายคงเอามาใช้การได้มั่ง ฉันจะตายอย่างคนมีการศึกษา เขาว่าคนจงใจตาย วางแผนตายล่วงหน้านานๆนี่อ่านยาก ซึ่งก็คงจริง แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ยังพูดจากับใครต่อใครได้เหมือนปกติ และใครต่อใครก็ไม่มีท่าทีระแคะระคายเกี่ยวกับวันมรณะที่ถูกกำหนดไว้ในหัวฉันแม้แต่คนเดียว แถมเจ้าเพื่อนยากยังทักด้วยซ้ำว่าหน้าตาสดใส ไปทำอะไรมา อนาถจริงๆ คบกันเกือบยี่สิบปี มีแต่เพื่อนรู้หน้าไม่เคยรู้ใจ


เมื่อสนใจความจริงเกี่ยวกับความตาย ก็ทำให้ตระหนักว่ามนุษย์เรากำลังตกอยู่ในท่ามกลางความจริงที่ลึกลับ อะไรๆมันลึกลับไปหมด เกิดมาจากไหน จะต้องตายไปอย่างไร ถ้าใครสามารถทำให้เชื่อได้ว่าเขารู้จริงทะลุปรุโปร่ง ก็ทำให้คนอื่นพร้อมเงี่ยหู ใจจดใจจ่อรอว่าเขาจะเล่าอะไรให้ฟัง


ฉันอ่านไปเรื่อย เพื่อพบว่าถ้าไม่ตายจริง ก็ไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าใครมั่วนิ่ม เอาเถอะ วันหนึ่งคนพูดเรื่องความตายก็ต้องตายตามฉันไป ถ้าก่อนตายเขาพูดไม่จริง เขาก็อาจได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดยิ่งกว่านักฆ่าตัวตายมือสมัครเล่นอย่างฉันเป็นแน่


วันที่ห้า


ยิ่งอ่านเรื่องคนตายมากขึ้นเท่าไร ฉันยิ่งพบว่าก่อนตายหลายคนพยายามยื้อชีวิตเอาไว้ และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ฉันตั้งคำถามว่าทำไม… ทำไมคนเราถึงอยากมีชีวิตต่อ ทั้งที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่มาที่ไปของชีวิตตัวเองเลยซักเรื่อง?


ว่ากันว่าคนเราอยู่ต่อเพื่อตามล่าหาเซ็กซ์ในฝัน เกิดมาฉันยังไม่เคยมีเซ็กซ์สมฝัน คลั่งไคล้ดารากี่คนไม่เคยได้จูบปากซักจ๊วบ เอ้อ… แต่ฉันว่าฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อตามล่าหาเซ็กซ์ในฝัน อันที่จริงคือเกิดมาฉันไม่เคยมีเหตุผลว่าจะอยู่ไปทำไม มองย้อนกลับไปแล้วชีวิตมีแต่ความกลวงโบ๋ ยิ่งเปิดอ่านไดอารี่มากหน้าขึ้นเท่าไร ความจริงยิ่งปรากฏมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่มีให้บันทึกล้วนแล้วแต่สัพเพเหระหรือปัญญาอ่อน กระทั่งเริ่มเขียนไดอารี่ลาตายนี่แหละ ถึงเริ่มรู้สึกว่าชีวิตฉันเป็นเรื่องเป็นราว มีตัวตนจับต้องได้ มีคำคมๆแทรกแซมหรอมแหรมขึ้นมาหน่อย


เอารูปเก่าๆมาดู ตอนเด็กหน้าตาฉันมันเบื๊อกๆชอบกล จำได้ว่าโดนรังแกบ่อยๆ ถูกเตะจนก้นดำ กลับบ้านเจอพ่อแม่ฟาดซ้ำจนเป็นแนวเข้าให้อีก ไม่ฟังเลยว่าวันนั้นมอมแมมเพราะอะไร โอ้! ทำไมตอนจะตายมีแต่เรื่องให้นึกย้อนหน้าย้อนหลัง เห็นความกระจอกจิ๊กกะร้อกของตัวเองไปซะท้างน้าน!


วันที่หก


ฉันตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกฟุ้งๆยุ่งๆอยู่ในหัว แวบหนึ่งนึกถามตัวเองว่าฉันเป็นใคร ไม่ใช่แบบคนความจำเสื่อมหรอกนะ แต่ในแบบคนที่กำลังเหม่อลอยเหมือนยังไม่ตื่นจากฝันเต็มสติ ฉันยิ้มนิดๆ บอกตัวเองว่าจะต่างอะไรระหว่างฝันสะลึมสะลือกับตื่นเต็มตา ทั้งชีวิตที่ผ่านมาฉันก็เหม่อลอยไม่ต่างจากนี้สักเท่าไหร่อยู่แล้ว


พรุ่งนี้คือวันตายของฉัน ความรู้สึกยังว่างโหวง ไม่มีความกลัวตาย ไม่มีอาการลังเลนึกอยากเปลี่ยนใจ แต่อยากออกไปเดินดูโลกเป็นวันสุดท้าย โลกที่เหมือนฉากฝันฉากหนึ่งซึ่งกำลังจะปิดตัวลง ทุกอย่างเป็นมายา ผ่านมาแล้วจะผ่านไป ต้องไปแคร์อะไร พรุ่งนี้ฉันอาจเป็นโศกนาฏกรรมทางความรู้สึกของญาติมิตร แต่ปีหน้าฉันจะไม่ต่างไปจากรอยทรายไร้ค่าที่ถูกซัดหายไปอย่างสูญเปล่า อาจมีคนเอารูปฉันมาดู อาจมีคนพูดถึงสักคำสองคำ แล้วในที่สุดทุกคนก็จะตายตามฉันไป ฉันแค่ไปเร็วหน่อยคงไม่มีใครว่าอะไรตามหลังได้นานๆหรอกน่า


อ่านจากข่าว พฤติกรรมของคนใกล้ฆ่าตัวตายจะเหมือนๆกัน อย่างน้อยต้องเปรยบ่นอะไรไว้เป็นสัญญาณของการจากลาชั่วนิรันดร์กันบ้าง แต่ฉันกลับไม่นึกอยากทำอย่างนั้น ใช่ว่ากลัวใครห้ามปราม แต่เกรงจะหาคนมีแก่ใจไยดีไม่ได้ซักคนต่างหาก ขอตายแบบไม่ต้องโดนตอกย้ำว่าฉันไร้ค่าขนาดไหนก็แล้วกัน


ข่าวเขาว่าปัญหาการฆ่าตัวตายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นปัญหาสังคมที่ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบแก้ไข ฉันหัวเราะเยาะหยันข่าวพรรค์นั้น ทำไมต้องหาใครมารับผิดชอบแก้ไขวะ? ปัญหาฆ่าตัวตายคือปัญหาของคนตาย ไม่ใช่ปัญหาของคนเป็นซะหน่อย ไปเหนี่ยวรั้งคนอยากตายให้อยู่ต่อทำไม? เพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่งั้นหรือ? แล้วชีวิตที่ถูกยืดให้จมปลักกับความทุกข์ทรมานต่อล่ะ ฮีโร่หน้าไหนมันมารับผิดชอบด้วย?


ฉันขี้เกียจเขียนต่อแล้ว มันเนือยนาย ไม่รู้จะพร่ำเพ้อให้ยืดยาวไปทำไม ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ ไม่ได้เขียนไว้เป็นอนุสรณ์ใดๆทั้งนั้น ยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครจะมีแก่ใจจัดงานศพให้หรือเปล่า งั้นเอาล่ะ คิดว่าคุณตำรวจคงต้องอ่านผ่านๆ ขออภัยลายมืออ่านยากหน่อย คนใกล้ตายลายมือหวัดอย่างนี้แหละ พรุ่งนี้ฉันอาจไม่มีแรงเขียนอีก ก็บอกไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน ว่าฉันเลือกเอง ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังซับซ้อนใดๆทั้งสิ้น ฉันหดหู่ ฉันเป็นโรคซึมเศร้า ข้าวปลาที่กินเข้าไปไม่ได้ทำให้มีกำลังวังชาขึ้นมาซักนิด ลาล่ะ ขอจบดื้อๆเหมือนชีวิตสั้นๆของฉันแค่นี้นะ…


วันสุดท้าย


กลับมาเขียนต่อ… ใช่แล้ว! ฉันกำลังเขียนอยู่ในโลกหลังความตาย!!


เมื่อวานหลังจากเขียนไดอารี่เสร็จ ฉันเอาล็อตเตอรี่ไปขึ้นเงิน ฉันคิดถึงการเอาเงินไปมาใช้ให้คุ้ม ทีแรกก็หนีไม่พ้นการซื้อของที่อยากได้มานาน หรืออีกทีก็มื้อใหญ่หรูที่สุด แต่แล้วก็เกิดความคร้านอย่างรุนแรง ถ้าใครเคยขี้เกียจกินข้าวกินน้ำแม้ท้องกำลังแห้ง ก็จะประมาณอารมณ์ของฉันยามนี้ได้ถูก ความอาลัยไยดีทั้งหลายมันเหือดหายไปหมดจริงๆ


ลาภลอยทำให้รู้สึกชัดเจนเป็นพิเศษว่าเงินจะไม่อยู่กับเรานาน มูลนิธิต่างๆที่มาดักรอขอบริจาคใกล้บริเวณขึ้นเงิน ทำให้ฉันเกิดวูบหนึ่งอยากสละเงินทิ้งไม่เหลือ วูบนั้นฉันบอกตัวเองว่าชีวิตก็เหมือนลาภลอย ได้มาเปล่าๆ ไม่เห็นต้องไปเสียดมเสียดาย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าลาภลอยก้อนนี้ก่อให้เกิดทุกข์อย่างใหญ่หลวง ฉันสละมันทิ้งได้ ก็ต้องกล้าสละลาภลอยจากหวยรัฐคืนให้กับโลกบ้าง ถึงจะพิสูจน์ว่าอยากตายจริง


วูบความคิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นมีความหมายยิ่ง เพราะมันทำให้ฉันมีแก่ใจใช้วันทั้งวันให้หมดไปกับการแจก แจก และแจก ฉันคิดถึงการบริจาคโลงศพ คิดถึงการบริจาคให้โรงเลี้ยงเด็กและคนชราอนาถา คิดถึงการปล่อยนกปล่อยปลา แล้วเท้าก็ทันกับความคิด ไล่เปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นเรื่องจริงอย่างต่อเนื่อง


ตอนแรกที่เริ่มขยับแขนขยับขาเพื่อทำทาน ก็เซ็งๆขี้เกียจๆอยู่บ้าง เพราะความอยากตายมันยึดเส้นเอ็นมาแสนนาน แต่ยิ่งเวลาแห่งการทำทานผ่านไป ได้เคลื่อนไหวมือไม้ ได้มีใจปลาบปลื้ม ยิ่งหูตาตื่น และกลับคิดว่าทำไมถึงมัวช้า ไม่ทำมาเสียตั้งนานแล้ว


หอบหิ้วของขึ้นแท็กซี่คันแล้วคันเล่า ตกเย็นเหงื่อไหลโทรมแต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด เงินก้อนสุดท้ายหมดไปกับการซื้อของสังฆทาน เกิดมาเพิ่งเคยถวายสังฆทานก็ครั้งนี้แหละ มันแปลกดีจริงๆนะ


ฟังพระสวดให้พรเสร็จก็มาเดินหยอดเศษเงินที่เหลือตามตู้บริจาคของวัด ความรู้สึกที่ได้ทำบุญเป็นครั้งสุดท้ายมันอย่างนี้เอง เหมือนตีตั๋วชั้นดีเตรียมเดินทางไปบ้านใหม่


บ้านใหม่? เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ฉันคิดถึงคำนี้ ที่ผ่านมาความซึมเศร้าทำให้ฉันคิดถึงแต่ฉากจบและความสิ้นสุด แต่ใจที่แช่มชื่นเริ่มกระตุ้นให้นึกถึงอะไรแตกต่างไป


เดินหยอดเงินมาจนถึงตู้บริจาคใบสุดท้าย มีตั้งหนังสือธรรมทานแจก และหนังสือเล่มนั้นก็สะดุดตาฉันเป็นพิเศษด้วยชื่อปกคือ ‘ฆ่าตัวตายตามอริยะ’ ทั้งปกมีตัวหนังสือเท่าที่เห็น ไม่มีภาพประกอบ ไม่มีแม้แต่ชื่อคนเขียนกำกับ


ชื่อหนังสือเร้าใจให้หยิบหมับทันใด ฉันเปิดพลิกๆดู คิดว่าถ้าไม่น่าสนใจก็จะวางคืนที่เดิม โดยเฉพาะถ้ามามุขปลอบใจให้อยากอยู่ต่อ แบบนั้นเจอมาเยอะ ก็คนเขียนไม่มีเรื่องให้อยากตายนี่หว่า จะมาเข้าใจหัวอกคนมีเรื่องอยากตายได้ไง


ผิดคาดอย่างยิ่ง แค่ชื่อบทในหน้าสารบัญก็ทุบหัวฉันได้อย่างแรงแล้ว


๑) ทำแต่เรื่องโง่ แล้วจะโตได้ยังไง?

๒) แค่หัดให้ทาน โรคอุปาทานก็เริ่มลด!

๓) กายไม่ใช่กรง ลูกกรงอยู่ที่จิต!

๔) รู้จริงจะไม่เกิด ที่ยังเกิดเพราะไม่รู้!

๕) เหตุแห่งทุกข์ยังอยู่ จะรู้ได้ไงว่าไม่ทุกข์ต่อ?

๖) ยังมืดใช่ทางออก ทางออกต้องสว่าง!

๗) อยากตายอย่างอริยะ จะต้องอยู่อย่างรู้ตัว!


ฉันเปิดอ่านเนื้อความของแต่ละบทอย่างกระหาย สะดุดกับประโยคกินใจมากมาย แต่ที่โดนมากๆคือการสรุปของบทแรกที่ว่าแต่ละวันในชีวิตคนเรา ล้วนแล้วแต่เป็นเวลาแห่งการหยอดกระปุกทางความรู้สึกทั้งสิ้น หยอดความน่าเบื่อด้วยพฤติกรรมโง่ๆมากเข้า ความรู้สึกเบื่อก็หนักอึ้งเกินทน และจะทำให้งอแงเหมือนเด็กไม่ยอมโตไปตลอดชีวิต


ตีสองฉันอ่านหนังสือจบแล้วมานั่งเขียนไดอารี่ทันที เพราะฉะนั้นจึงถือได้ว่านี่คือบันทึกของวันสุดท้าย หนังสือที่ฉันได้มาฟรีๆเหมือนชีวิตช่างก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ เช่นประโยคที่ว่า ‘ความเป็นอริยะเริ่มต้นจากลมหายใจสายเดียว ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป โดยไม่มีคำว่าของกูอยู่ในหัว’


เมื่อเห็นจริงได้ชั่วขณะหนึ่งของลมหายใจ ก็เห็นจริงได้ในอีกขณะหนึ่งว่า ทุกข์ปรากฏเป็นต่างหากจากจิต โดยไม่มีคำว่า ‘ทุกข์ของกู’ มาเป็นตัวเชื่อมให้จิตยึดทุกข์ไว้เป็นอารมณ์ ตอนไม่ไยดีกับชีวิต ตอนไม่อยากกับอะไรๆหมดแล้ว เป็นขณะที่จิตใจปลอดโปร่งอย่างที่สุด พร้อมจะรู้อารมณ์เดียวเป็นที่สุด และนั่นก็ทำให้ฉันเข้าใจวรรคทองนั้นลึกซึ้งที่สุด


เสียงเงียบแห่งอัตตาที่หายไป ก่อให้เกิดความรู้ตื่นชื่นบานอันเป็นรสประหลาดขึ้นมาชั่วขณะ


ชีวิตของคนๆหนึ่งผูกอยู่กับความคิดทั้งหมดที่มีอยู่ นั่นหมายความว่าถ้าความคิดเปลี่ยนแปลงไปทั้งยวง การเกิดใหม่ก็เริ่มต้น ฉันคิดใหม่เรื่องงาน คิดใหม่เรื่องแฟน คิดใหม่เรื่องความมีค่าของตัวเอง ลงท้ายคือคิดใหม่เรื่องวิธีตาย ฉันจะไม่ตายตามนักฆ่าตัวตายที่ยังไม่รู้อะไรเลย แต่จะตายตามอริยเจ้าอย่างพระพุทธองค์ ที่ทรงประกาศไว้ชัดว่ารู้วิธีตายที่ดีที่สุดแล้ว


พออ่านจบเข้าใจขึ้นมารำไร แค่ฆ่าความเข้าใจผิดได้ ‘ตัวฉัน’ ก็ตายโดยกายไม่ต้องแตกดับ


ฉันและทุกคนตายกันทุกวันอยู่แล้ว ไม่โดนฆ่าทิ้งมันก็แปรไปเป็นอื่นอยู่แล้ว ทั้งสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และความรู้สึกนึกคิด ไม่มีซ้ำตัวเดิมเลยสักวัน ที่สืบๆต่อมาเรื่อยคือความเข้าใจผิด คิดว่าแต่ละวันเป็นทุกข์ตัวเดียวกัน และสำคัญว่าจะเป็นทุกข์ตลอดไปเท่านั้น ดับความเข้าใจผิดเสียได้ ความทุกข์ก็ดับตามไปด้วยเดี๋ยวนั้นเอง



เกิดทั้งน้ำตาไม่น่าอาย
แต่อย่าตายทั้งน้ำตาก็แล้วกัน



โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/empty2/mobile/26.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!