แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
27 ตุลาคม 2020, 04:45 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: หากเจริญสติอย่างถูกต้องในช่วงใกล้ตาย จะบรรลุธรรมได้ง่ายใช่หรือไม่  (อ่าน 31 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:49 »

ถาม- ผมเคยได้ยินมาว่าคนที่ไม่เคยเจริญสติมาก่อน
หากตั้งใจเจริญสติอย่างถูกต้องในช่วงใกล้ตายที่เกิดจุติจิต
จะสามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้ เป็นความจริงหรือไม่ครับ



อย่างเช่นลูกศิษย์ของพระสารีบุตร
พระพุทธเจ้าบอกว่านี่ขนาดเป็นพราหมณ์นะ
ไม่ได้เคยเจริญสติ ไม่ได้เคยทำสมาธิแบบพุทธมาก่อนเลย
พระพุทธเจ้าบอกว่านี่ท่านมีสิทธิ์ที่จะถึงมรรคถึงผลได้
ขอให้มันมีโอกาสตรงนั้นจริงๆ ก็แล้วกันเถอะ


แต่ส่วนใหญ่มันจะสะสมกันไม่ทัน
คือมันจะต้องมีคนช่วยไกด์ แล้วคนที่ช่วยไกด์นี่ต้องระดับหนึ่งด้วยนะ
คือไม่ใช่คนทั่วๆ ไปมาพูดแบบไม่รู้วาระจิต ว่าตอนนี้จิตไปถึงไหนแล้ว
ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปมาพูดอะไรไปมั่วๆ
คนฟังคิดไปโน่นถึงไหนแล้วนะ นี่ยังมาอยู่หลักไมล์แรกอยู่เลย คนพูดนี่
อย่างนี้มันก็ไม่ซิงค์ (sync) กัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์
แต่ถ้าหากว่าคนฟังมีจิตแบบไหนอยู่นะครับ
แล้วคนที่ไกด์สามารถบอกได้ บอกได้ถูก
ตรงนี้นี่มันคิดเป็นอกุศลไปแล้วนะ ตรงนี้นี่ใจมันไปทางอื่นแล้วนะ
อย่างนี้ก็อาจจะดึงได้ แล้วก็มีประโยชน์ก่อนตายนะ


แต่คนที่เป็นที่พึ่งแล้วก็สามารถรู้วาระของจิตเราได้มากกว่าใคร ก็คือตัวเราเอง
ถ้าหากว่าฝึกมาไว้ก่อนนะ ไม่ใช่ไปรีบร้อนทะเลิ่กทะลั่กเอาตอนใกล้จะตาย
มันก็จะสามารถมีตัวสติ เข้ามาเตือนตัวเอง
ว่านี่กำลังเหม่อ นี่กำลังฟุ้งไปแล้วนะ นี่กำลังคิดไม่ดีแล้วนะ
แล้วสามารถที่จะดึงกลับมา มีความสามารถที่จะเป็นที่พึ่งให้ตัวเองได้

อย่าไปเชื่อเลยว่าก่อนตายนี่ใครจะช่วยใครได้
มันมีอยู่จริงแต่ว่าอย่าไปฝากความหวังไว้กับใครนะ
เพราะคนที่รู้จริงมักจะไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในที่ที่คนกำลังจะตายนะ


เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในโลกไม่มีบุญมากพอที่จะได้ผู้ช่วยที่ดีขนาดนั้น
ส่วนใหญ่จะได้แค่... คือนึกดูนะ ดูในโลกความเป็นจริงนะ
คนส่วนใหญ่นี่หลงตัว แล้วก็อวดเก่ง
แล้วก็นึกว่าตัวเองสามารถที่จะไม่ต้องพึ่งพาใคร
คือถึงแม้ว่าบางทีไปขอความช่วยเหลือเขา
แต่ก็ไปขอแบบว่านี่ข้าใหญ่กว่า แบบว่าต้องมารับใช้ข้าอะไรแบบนี้
จิตของคน มันเต็มไปด้วยความหลง
แล้วก็เต็มไปด้วยความอหังการ์นะ มีอหังการ์มมังการ
แล้วก็จะไม่ได้ทำบุญไว้ในแบบที่ไปช่วยเหลือใครเขาตอนเขาใกล้จะตาย
หรือว่าไปช่วยเหลือใครให้ออกจากความทุกข์ยากลำบากอะไรต่างๆ
ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตกันในแบบตามอำเภอใจ แล้วก็เอาเข้าตัวนะ


เวลาจะตายก็เหมือนกัน โอกาสที่จะมีบุญเก่ามาช่วยให้ได้ตายดี
หรือว่าให้ได้ไปถึงมรรคถึงผล
มันแทบจะหนึ่งในสิบล้าน หนึ่งในร้อยล้านนะ คือถ้าถึงขั้นมรรคผลนะ
แต่ถ้าหนึ่งในร้อยก็แล้วกัน มีสิทธิ์ที่ว่าจะมีญาติดีๆ มีเพื่อนที่เก่งๆ นะ
ได้มาพูดอะไรให้หายห่วง ได้มาพูดอะไรให้เกิดความชื่นใจในบุญเก่าของตัวเองนะครับ
อันนี้ก็มีสิทธิ์ แต่ว่ามันไม่อะไรดีไปกว่าการเชื่อว่าเราเป็นที่พี่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
ถ้าหากว่าได้ซ้อมนะว่าก่อนนอนก็ได้ หรือว่าในขณะที่กำลังเกิดโทสะปุดๆ นะ
หรือว่าในขณะที่กำลังฟุ้งซ่านจัด ลองซ้อมดูว่าเราเปลี่ยนตัวเองได้ไหม
ภาวะแบบนั้นให้อกุศลธรรมมันกลายเป็นกุศลธรรม
ให้ความมืดทางจิตมันกลายเป็นความสว่างทางใจ
ถ้าทำได้บ่อยๆ มันก็มีผลได้ใช้จริง
เป็นทุนรอนให้ได้เอาไปเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองในวาระสุดท้ายได้เช่นกัน


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/3jnCjPu
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!