แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 กรกฎาคม 2019, 08:11 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๑๙๕ ความตายเป็นธรรมดา  (อ่าน 141 ครั้ง)
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:58 »

ถาม – ลูกชายวัยยังไม่ถึงสามสิบปีของดิฉันเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อครึ่งปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ดิฉันยังทำใจยอมรับไม่ได้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำศพให้ลูก ควรจะทำใจอย่างไรให้ผ่านความทุกข์นี้ไปได้คะ



ความตายเป็นเรื่องที่ทุกชีวิตต้องเป็นไปนะคะ แต่ว่าการจากของผู้ที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ก็ทำให้หลายคนอดที่จะสะเทือนใจเป็นพิเศษไม่ได้ จากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่ได้ร่วมงานศพของทั้งคุณพ่อ ญาติ เพื่อน และคนที่นับถือกันในฐานะพี่และน้อง บางงานนั้นผู้เสียชีวิตอายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีด้วยซ้ำ ได้เคยเห็นความทุกข์ของคุณยายคุณย่าของตนเอง ตลอดจนพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตซึ่งต้องเป็นฝ่ายทำศพให้กับเลือดในอกของตน บางคนถึงขนาดเป็นลมล้มพับไปในงาน เป็นภาพบรรยากาศที่ชวนสะเทือนใจนัก ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจได้ว่าการสูญเสียสำหรับผู้ที่ไม่เคยคาดหมายเตรียมใจมาก่อนนั้น ชวนให้เศร้าและหดหู่ปานใดนะคะ




"...เป็นอย่างนี้แหละ ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ให้เราพิจารณาดู ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่หนีมัน มันก็หนีเรา
คนก็เหมือนกัน เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา มันอยู่ที่ใครไปก่อนใครเท่านั้นเอง
บางทีวัตถุก็ไปก่อนเรา บางทีเราก็ไปก่อนวัตถุ
บางทีคนใกล้ชิดเรา เขาก็ไปก่อน บางทีเราไปก่อนเขา
มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม..."



จาก "แลกทุกข์กันไหม?" คำสอนของ พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)


ข้อธรรมข้างต้นนั้น ได้เคยคัดมาไว้คอลัมน์นี้มาก่อนแล้ว ในบทความที่ชื่อว่า “เส้นผมบังภูเขา” (คลิก https://bit.ly/1xe3inr) ซึ่งมีประเด็นหลักว่าด้วยเรื่องของความตายเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความตายของแต่ละบุคคลนั้น ไม่มีเร็วไปหรือช้าไป ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนได้ทำมาทั้งสิ้น เราจึงเคยได้ยินข่าวว่าเด็กน้อยหลายคนเกิดมาพร้อมด้วยโรคประจำตัว ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ หรือบางครั้งเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ก็ยังมี เมื่อพูดถึงความโศกเศร้าเพราะความพลัดพรากด้วยความตายนั้น เชื่อว่าคนที่ใช้ชีวิตมาจนอยู่ในวัยผู้ใหญ่ ไม่มีใครที่ไม่เคยเผชิญ แต่ระดับของความรุนแรงย่อมแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์และความรู้สึกของแต่ละคน หนึ่งในความเจ็บปวดที่สุดก็คงจะไม่พ้นคนเป็นแม่ที่ต้องเป็นฝ่ายจัดงานศพให้ลูกของตัวเองนี่แหละค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณแม่ของคุณคาซึมิ (นามสมมติ) ที่ได้สูญเสียลูกชายวัยยังไม่ถึง ๓๕ ปี (ขอสมมตินามว่าคุณโกโบริ) ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณคาซึมิไปอย่างกะทันหันด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในวันที่ได้สนทนากันนั้นลูกค้าหญิงนัดตรวจดวงเพราะกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่ที่ยังโศกเศร้าอย่างมากเพราะการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของคุณโกโบริ ตรวจดวงแล้วก็บอกเธอไปว่ายังไม่น่าจะรุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตตามลูกชายไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องหากุศโลบายให้ท่านคลายความทุกข์ลง เพราะสภาพจิตใจที่เป็นในปัจจุบันถ้าปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ จากทุกข์ทางใจจะนำไปสู่โรคทางกายได้ในที่สุดค่ะ


ลองเสนอคุณคาซึมิไปว่าถ้าจะปลอบคุณแม่อาจจะลองบอกท่านว่าทุกคนเข้าใจท่านและทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจ แต่ก็ขอให้คุณแม่อย่าลืมว่าลูกชายผู้จากไปและลูกคนอื่นที่ยังอยู่ ทุกคนย่อมไม่อยากให้คุณแม่เป็นทุกข์ ดังนั้นต่อแต่นี้ไป เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านและคุณโกโบริ ขอให้ท่านคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง อยู่ทำความดี สร้างกุศลเพื่ออุทิศให้กับลูกชายที่ได้จากไปก่อน นอกจากนี้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ก็ควรให้กำลังใจคุณแม่และร่วมกันในการสร้างกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระลึกถึงความตายของเขา เพื่อเป็นเครื่องเตือนให้ตนเองที่ยังมีลมหายใจอยู่ เกิดความไม่ประมาทในชีวิตค่ะ


"...หากระลึกอยู่ได้เนืองๆ จนเกิดมรณานุสติ
มีสติระลึกถึงความตาย เลิกประมาทในวัย
เลิกประมาทว่าอีกนานกว่าจะตาย

ตรงนั้นเท่ากับศพเขาทำคุณใหญ่แก่คุณแล้ว
หากอุทิศส่วนกุศลใหญ่อันเกิดจากการมีใจไม่ประมาทในชีวิตไปให้เขา
ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับรู้และอนุโมทนาตาม
ก็ได้ชื่อว่าเขารับส่วนบุญอันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดถึงเลยทีเดียวครับ"




จาก "ควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อมีคนในครอบครัวเสียชีวิต" คำตอบโดย ดังตฤณ
อ่านทั้งบทความ (คลิก https://bit.ly/1GVIqkl)


ให้กำลังใจคุณคาซึมิด้วยว่าช่วงนี้ลูกคนอื่นๆ คงต้องทุ่มเทเวลาเพื่อให้กำลังใจคุณแม่ให้มากๆ เพราะท่านต้องการความรักและความเข้าใจอย่างสูง ควรจะหาเวลาชวนท่านไปทำบุญ แล้วก็จัดเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อทำให้ท่านอบอุ่นใจ รับฟังเรื่องต่างๆ ให้ท่านรู้สึกสบายใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่จะโน้มนำคุณแม่ให้สนใจธรรมะ เพื่อให้ความสูญเสียนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะถึงอย่างไรทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคนเป็นเจ้าของในวันนี้ ไม่ว่ารักแสนรักห่วงแสนห่วงปานใด ก็จะต้องพลัดพรากจากไปหมดเมื่อความตายของแต่ละคนมาถึงอยู่ดีค่ะ


ชีวิตในสังสารวัฏเป็นแบบนี้นะคะ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ได้มาแล้วไม่สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือบุคคล เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา แม้จะเป็นธรรมดาของโลกแต่ความพลัดพรากจากกันอันเจอมานับไม่ถ้วนในทุกชาติที่เวียนตายเวียนเกิดมานั้นยังคงทำให้หลายคนทุกข์ทนจนแทบจะทนไม่ได้อยู่ดี สำหรับใครที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ ขออนุญาตนำคำตอบดีๆ มาฝากนะคะ ได้แก่ "ทำบุญวิธีไหนผู้ล่วงลับจึงจะได้รับกุศลที่ส่งไปให้" (คลิก https://bit.ly/1F2cX2F) และ "วิธีรับมือยามสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก" (คลิก https://bit.ly/1AXLt6Y) (-/\-) ถ้าหากทุกข์นั้นจะเป็นแรงบันดาลใจเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างแท้จริงค่ะ



☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!