แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 21:01 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ถ้ากลัวผีมากๆ ควรทำอย่างไร  (อ่าน 404 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 11 กันยายน 2017, 10:44 »

ถาม – ดิฉันเป็นคนที่กลัวผีมากมาตั้งแต่เป็นเด็ก
เมื่อเดือนที่แล้วเพื่อนๆ คุยกันเรื่องผี ก็ทำให้กลัวมาจนถึงตอนนี้
อีกทั้งเคยได้ยินว่าถ้าใจเราผูกติดกับเรื่องผี จะทำให้เจอผีง่ายขึ้นด้วย เลยยิ่งกลัวไปกันใหญ่
ไม่ทราบว่าถ้าเป็นแบบนี้ควรจะทำอย่างไรดีคะ



สรุปคำถามก็คือว่ามันมีการกระตุ้นขึ้นมาด้วยการคุยกับเพื่อนเรื่องผี
แล้วเกิดความไปปรุงแต่งต่อนั่นเองนะ
ปรุงแต่งแล้ว เสร็จแล้วมีความกลัวแทรกซ้อนเข้ามาอีกด้วย
คือเคยไปได้ยินมาว่าคิดถึงผี เดี๋ยวผีจะมาหา เดี๋ยวผีจะได้ช่องทางเข้าถึงตัว
ซึ่งเอาเฉพาะความเข้าใจตรงนี้ก่อน
สมมติก่อนก็แล้วกันว่าผีมีอยู่จริงๆ แล้วผีแรงจริง เอากรณีนี้ก่อนนะ
มันเป็นไปได้ที่กระแสจิตของเราที่มีความกลัวมากๆ ที่เราเล็งไปที่ผีมากๆ
จะไปดึงดูดเขามา ไปสะกิดเรียกเขามา
ผมขอให้คิดถึงตอนที่คุณกำลังกลัวว่าใครเขาจะมาเห็นคุณนะ
แล้วความกลัวนั้นไปเรียกให้เขาหันมาจริงๆ
หรือเอาง่ายๆ ที่เป็นประสบการณ์สามัญในชีวิตประจำวันนะครับ
เวลาที่คุณจ้องใครนานๆ เขาจะเกิดความรู้สึกเหมือนกับมีใครกำลังจ้องอยู่
แล้วหันมาสบตาคุณเป๊ะเลย อะไรทำนองนั้นนะ


แต่ว่าลักษณะที่ความกลัวไปเรียกผีมา มันจะชัดเจนกว่านั้น
คือถ้าสมมติว่ามีผีอยู่จริงๆ แล้วเป็นผีประเภทที่มีบาปมีกรรมติดตัว
ชอบหลอกชอบหลอน ชอบทำให้คนเกิดความกลัว
เขาจะมีเรดาร์ของเขา จิตของเขามันจะคล้ายๆ กับเป็นจิตที่ควานไปเรื่อย
ถ้าสัมผัสได้ถึงความกลัว ก็อาจจะนึกสนุกอยากมาล้อเล่น
อยากที่จะมาทำให้เรากลัวหนักเข้าไปอีก
เหมือนคนที่เป็นอันธพาลน่ะ เห็นใครกลัวนี่ยิ่งชอบ
เข้าไปทำท่าข่มขู่หรือว่าอยากที่จะรังแก มากกว่าคนที่มีความกล้าหาญให้สัมผัสได้


แต่โชคดีอย่างหนึ่ง ผีประเภทที่ชอบเสพความกลัว ชอบที่จะเข้ามารุกรานคน ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ
เพราะว่าเขาจะต้องมีบุญมีฤทธิ์มากพอ มีบุญมากพอที่จะมีฤทธิ์
สามารถที่จะมาหยอกล้อ เล่นกับคนได้ สามารถที่จะตระเวนไปอย่างเป็นอิสระ
แล้วก็หาความกลัว สัมผัสความกลัว แล้วก็เข้าไปตอกย้ำ
เข้าไปส่งเสริมแบบในลักษณะที่ยิ่งกลัวก็ยิ่งมาอะไรแบบนั้น ไม่ใช่หาง่ายๆ
คือเดิมจะต้องเป็นคนที่มีบุญ
แต่ว่าจะต้องเป็นคนที่มีบุญประเภทชอบกลั่นแกล้งคน มีใจเป็นนักเลงนะ
แล้วส่วนใหญ่คนที่มีบุญ ก็ตายไปแล้วถ้าไม่มาเกิดเป็นคนอีก ก็ไปเกิดเป็นเทวดา
โอกาสที่จะมีบุญด้วยแล้วก็ชอบกลั่นแกล้งคน แล้วไปเป็นผีนะ
โอกาสนี่เรียกว่าหนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสน
พวกที่เป็นผีแล้วชอบหลอกคน จะจัดอยู่ในภูมิของเปรต
คืออสุรกายนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเปรตนะ ถ้าไม่เป็นเปรตก็เป็นอสุรกาย
ลักษณะของเปรตนี่ก็จะมีความหนาวเย็น มีความเยือก ยะเยือก
มีลักษณะของสัตว์ที่หิว มีลักษณะของสัตว์ที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย หวาดกลัว
ส่วนพวกอสุรกายนี่ก็จะเป็นพวกที่ค่อนข้างจะมีสติดีกว่าพวกเปรต
มีความคิดความอ่าน แล้วมีความดุร้าย มีโทสะเป็นเจ้าเรือน


แต่ละประเภทของผี ถ้าเราทำความเข้าใจว่าที่มาที่ไปของเขาเป็นอย่างไร
ความกลัวมันจะลดลงได้แล้วนะ
ถ้าหากจะคิดในลักษณะปรุงแต่ง อย่าคิดในแบบที่เหวี่ยงแห
อย่างคุณที่ถามมา ก็คือว่าเราคิดแบบสะเปะสะปะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผีจริงๆ เป็นอย่างไร
แล้วก็ปรุงแต่งไปแต่มีความน่ากลัว มีความน่ากลัวๆ
ใจก็เลยมืด ใจก็เลยคิดไปต่างๆ นานา ในทางที่เป็นอัปมงคล
ในทางที่เป็นนิมิตหลอกหลอน ในทางที่เป็นอะไรที่เคยเจอในหนัง
ยิ่งพอไปฟังเขามาว่ายิ่งคิดถึงผีมาก เดี๋ยวผีจะยิ่งคลำมาหาตัวได้ถูก
อะไรแบบนั้นนะ ยิ่งไปกันใหญ่เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีจิตที่ค่อนข้างแรง คนที่มีตัวกิเลสแรงๆ นะ
เอาเฉพาะเจาะจงเลยก็คือ
ถ้าหากว่าเราเป็นคนที่มีโทสะแรง เราเป็นคนที่มีความหงุดหงิดง่าย
ลักษณะความยึดมั่นถือมั่นในทางกลัว มันจะรุนแรง
เพราะอะไร เพราะว่าตัวโทสะเป็นมูลของความกลัว ความกลัวมีมูลเป็นโทสะนะ
ถ้าเป็นคนมีโทสะเป็นเจ้าเรือนอยู่แล้ว เวลากลัวขึ้นมาจะยึดมั่นถือมั่นรุนแรง
ทำนองเดียวกันกับที่เราโกรธแรง แล้วเราห้ามใจยากนั่นแหละ
ทำนองเดียวกันกับที่เราโมโหใครแล้วอยากด่าใคร มันจะยั้งปากยาก
อันนี้ก็เหมือนกัน พอกลัวผีแล้ว
โอกาสที่จะถอนความยึดติดหรือว่าหลงเข้าไปสู่ที่มืดกับความกลัว มันก็ยิ่งยาก


ทางหนึ่งนอกจากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องผีให้ดี เราควรจะซ้อมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่างคุณ ผมก็รู้ว่าก็สวดมนต์อยู่แล้ว
แต่สวด สวดให้มีความตั้งใจว่าเราจะให้กระแสเมตตารินออกมา
ถ้ากระแสเมตตายังไม่รินออกมา เราจะยังไม่เลิกสวด ลองตั้งใจอย่างนี้ดู
แล้วบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ผีกลัวมากที่สุด ผีอยากเป็นมิตรด้วยที่สุด
คือบทอิติปิโส สวดไปเถอะ อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา

เราจะเกิดความรู้สึกว่าจิตนี่พร้อมเป็นมิตรกับวิญญาณทุกดวงในสากลจักรวาล
เมื่อไหร่ที่จิตมีลักษณะของเมตตา มีลักษณะของความสว่าง มีลักษณะของความนุ่มนวล
และพร้อมที่จะแผ่ พร้อมที่จะหลั่งรินน้ำใจออกมานะ
ตรงนั้นเราจะรู้สึกเลยว่าสามารถญาติดีกับวิญญาณทุกดวง
ไม่ว่าจะมาร้ายหรือมาดีขนาดไหน
อย่างน้อยที่สุดเราจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า
ความใจดีมีเมตตานั่นแหละ ลดความกลัวลงไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว
หรือถ้าหากว่ากำลังใจดีมีเมตตาเต็มๆ ก็หายกลัวได้เต็มๆ



เพราะว่าคนใจดีมีความเมตตา
ถ้าหากว่าเต็มดวง ถ้าหากว่าความเมตตาแก่กล้าเต็มขั้นนะ
ต่อให้คนตัดมือตัดเท้าเราอยู่ เราก็จะไม่โกรธเขาเลย
แบบที่พระพุทธเจ้าท่านเคยประสบความสำเร็จมา
ในขณะที่ท่านยังท่องเที่ยวเกิดตายเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นมหาโพธิสัตว์อยู่นะ
พระเทวทัตในสมัยนั้นโกรธแค้นท่านด้วยเรื่องราวต่างๆ นานา
จับท่านตัดมือตัดเท้า แถมข่มขืนภรรยาท่านให้ดูต่อหน้าต่อตาด้วย
ใจท่านไม่มีความโกรธเลย ใจท่านไม่มีความขัดเคืองเลย
มีแต่อาการพร้อมจะแผ่เมตตา พร้อมที่จะหลั่งรินกระแสของอภัยทานออกไป
ในที่สุดท่านตายไปทั้งที่มีสภาพที่สยดสยองมาก
ลองนึกดูคนโดนตัดมือตัดเท้านะ
คนโดนย่ำยีจิตใจด้วยประการต่างๆ เอาภรรยามาข่มขืนให้ดูต่อหน้า
คนปกติจะคุมอารมณ์ได้ไหม
แต่เพราะท่านฝึกไว้ก่อน เพราะท่านมีเมตตาอยู่เปี่ยมล้นก่อน
ท่านก็จึงเอาชนะความเกลียด เอาชนะความโกรธได้
แล้วที่ไปของท่านในครั้งนั้นก็คือพรหมโลก
หลังจากที่ขาดใจตายไปจากความเป็นมนุษย์นะ ท่านก็ได้ไปสู่พรหมโลก


อันนี้ถ้าเราเอามาประยุกต์ใช้ คงไม่ต้องถึงกับขนาดหายกลัวได้เด็ดขาดร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่อย่างน้อยที่สุดนะ ถ้าเราซ้อมไว้
สวดอิติปิโสด้วยความตั้งใจว่าถ้ายังไม่เกิดความรู้สึกเมตตา
ถ้ายังไม่เกิดความรู้สึกเป็นสุขที่ได้สวด เราจะยังไม่เลิกสวด

สวดให้เต็มเสียง เปล่งเสียงออกมาให้แก้วเสียงของเรา
แก้วเสียงของผู้หญิงส่วนใหญ่ก็เพราะอยู่แล้ว
สวดให้เพราะ สวดให้เราได้ยินกับตัวเลยว่า
ตอนที่ใจมีความรู้สึกเป็นกุศลเต็มที่เต็มกำลัง แก้วเสียงเพราะขนาดไหน
แล้วแก้วเสียงที่เพราะนั้นน่ะก็จะไปปรุงแต่งให้จิตเกิดความรู้สึกที่เหมือนกับแก้วใส
เหมือนกับอะไรที่พร้อมจะหลั่งรินออกมาเป็นความสุข
หลั่งรินออกมาเป็นความขาวอย่างใหญ่ ความขาวอย่างใหญ่มันขับไล่ความมืด
ความมืดจากความกลัวไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ ณ เวลาที่ใจเราสว่างเต็มที่



สรุปก็คือ หนึ่ง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของผีให้ดี รู้จักผี
อย่างน้อยที่สุดมีความรู้สักนิดหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่จินตนาการ
แล้วสองคือหมั่นสวดมนต์อิติปิโส
ด้วยความตั้งใจว่าใจยังไม่เป็นเมตตาฉันใด เราจะยังไม่หยุดสวดฉันนั้นนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2u9mq8t
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!