แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 ตุลาคม 2017, 01:21 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: จะก้าวข้ามความจน ต้องเริ่มต้นที่วินัย  (อ่าน 273 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 629



« เมื่อ: 14 กันยายน 2016, 11:02 »

ถ้ามีร้านอาหารร้านหนึ่ง บังเอิญเราผ่านไปเจอแล้วแวะเข้าไปลองทานอาหารร้านนั้นดู ปรากฏว่ารสชาติถูกปาก จนทำให้เราสัญญากับตัวเองว่า วันหลังจะต้องแวะกลับมาทานอีกให้ได้ แต่เราก็แปลกใจว่าทำไมคนในร้านถึงน้อยอย่างนี้นะ? สัปดาห์ต่อมา เราขับรถผ่านทางเดิม และตั้งใจจะแวะไปทานอาหารร้านอร่อย ปรากฏว่า ร้านอาหารนั้นปิด หนำซ้ำยังไม่มีป้ายบอกว่าปิดถึงเมื่อไหร่ เมื่อไหร่จะเปิดก็ไม่รู้ สุดท้ายต้องขับรถไปทานร้านอาหารอื่นแทน ผ่านไปสองวันขับรถผ่านร้านอาหารเจ้าอร่อยร้านนี้ อ้าว! ยังเปิดอยู่นี่ แต่วันนี้เราทานข้าวไปแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าจะมาทานให้ได้ วันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมท้องของเราไว้รอ และชวนญาติพี่น้องคนสนิทนั่งรถมาด้วยกัน หวังว่าจะพามาอวดร้านอาหารร้านโปรดร้านใหม่ของเราดู แต่แล้ว ร้านปิด!


เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นจริงกับหลายคนครับ ไม่เฉพาะร้านอาหาร แต่รวมไปถึงคำพูดของคน การทำงาน และแม้กระทั่งการออมเงินอีกด้วย ย้อนหลังไปเรื่องร้านอาหาร ถ้าคุณเจอเหตุการณ์กับตัวเอง คุณก็คงไม่แปลกใจที่ทำไมในตอนแรกที่เข้ามาทานอาหารในร้านแล้วสังเกตเห็นว่าคนน้อยผิดปกติ ทั้งๆที่อาหารรสชาติดี นั้นเป็นเพราะมีแต่ขาจรที่บังเอิญแวะผ่านมาอย่างเรา แต่สำหรับคนที่ตั้งใจมาทานร้านนี้โดยเฉพาะ คงต้องคิดหนักนะครับ จะปิดจะเปิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ครั้นเราจะเอาท้องไปฝากไว้กับพ่อครัวร้านนี้ก็คงจะไม่ไหว สัปดาห์หนึ่งไม่รู้จะได้ทานซักมื้อหรือเปล่า


ทำไมบริษัทถึงต้องมีเวลาเปิดปิดทำการ ทำไมไม่เปิดปิดตามใจเจ้าของ ตัวอย่างข้างต้นคงอธิบายได้ในระดับหนึ่งว่า ความสม่ำเสมอเป็นปัจจัยหนึ่งในการบริหารความคาดหวังของลูกค้าครับ เปิดร้านอาหารให้เป็นเวลา ไม่ว่าจะขยัน หรือขี้เกียจ อย่างน้อยเราก็มีลูกค้าประจำแน่ๆ ถึงแม้ฝีมือจะไม่อร่อยขั้นเทพ คำพูดของเราก็เหมือนกันครับ พูดออกไป คืนกลับมาไม่ได้ คิดจะพูดก็พูด คิดจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เปลี่ยน แล้วใครที่ไหนจะมาเชื่อใจเราได้อีก ในมุมของชาวพุทธ เราก็มีศีลข้อสี่ “มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” ให้ปฏิบัติตามกันอยู่ และเหตุผลก็ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นมาไว้ใจเราเพียงอย่างเดียว จริงๆแล้วเหตุผลหลักก็เพื่อให้เราไว้ใจตัวเอง


สำหรับผม ถ้าเราอยากจะมีเงินเก็บ สิ่งที่เราต้องเริ่มคงไม่แตกต่างกับการเปิดบริษัท การเปิดร้านอาหาร หรือการใช้คำพูด ครับ นั้นก็คือ เริ่มต้นที่ความสม่ำเสมอ เริ่มต้นที่วินัย และมีความตั้งใจไว้แต่แรกไปเลยว่าเราจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ต่อเดือน ต่อปี เพราะหากไม่ทำอย่างนั้น เงินเดือนออกมา ได้รายได้อะไรมา นึกจะจ่ายก็จ่าย ถึงเวลาจะเก็บมักจะไม่เหลือให้เก็บนะครับ (เหมือนร้านอาหาร สุดท้ายลูกค้าหายหมด) ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงินเก็บ หรือเก็บเงินได้น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ก็คือ “เราใช้ก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ แทนที่จะเก็บก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้” เพราะเราขาดความสม่ำเสมอ ขาดวินัยในการออม แยกการออมเงินออกจากชีวิตประจำวัน คิดว่ามันเป็นส่วนเกิน ไม่ได้คิดว่าการออมเงินเป็นสิ่งจำเป็น เวลาที่ตั้งใจจะปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ รอให้ตัวเองมีเวลาแล้วค่อยหวนคิดถึงการปฏิบัติธรรม แต่เวลาผ่านไป ก็ไม่เห็นจะมีเวลาให้ปฏิบัติซักที ชีวิตกลับยิ่งยุ่งวุ่นวายขึ้นเสียด้วยซ้ำ สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะเราแยกการปฏิบัติธรรมออกจากชีวิตประจำวัน พอถึงเวลาที่คิดได้ว่าจำเป็นขึ้นมา ไม่เคยได้สะสมอะไรกับเขามาก่อน ตอนนั้นก็ไม่ทันการเอาเสียแล้ว


เหตุผลที่ทำให้เราไม่มีเงินออมนั้นมีมากมาย แต่เหตุผลที่เราต้องมีเงินออมนั้นมีแค่เพียงอย่างเดียว ก็คือ อนาคตข้างหน้า อะไรก็ไม่แน่นอน ปัญหาแรกที่คนส่วนใหญ่มักพูดออกมาเพื่อบอกว่าไม่มีเงินออมก็คือ รายได้น้อยเกินไป ผมแนะนำให้เริ่มต้นออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละต่อรายได้ของเราครับ ด้วยวิธีนี้ เมื่อเรามีรายได้เพิ่มขึ้นเราก็จะมีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สมมติเริ่มต้นทำงานใหม่ๆที่เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ตั้งใจไปเลยครับว่าจะแบ่งเงินมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อออมไว้ทุกเดือน เราก็จะมีเงินเก็บทุกเดือน เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ผ่านไป ๓ ปี เงินเดือนขึ้นไปอยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ด้วยความตั้งใจที่จะออมเงินเป็นสัดส่วนร้อยละต่อรายได้ จะทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งต่างจากบางคนที่อาจตั้งใจออมเงินด้วยจำนวนตัวเลขคงที่ พอเงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือรายได้เพิ่มขึ้น แต่กลับออมเงินในจำนวนที่เท่าเดิม นี่คือวินัยข้อที่หนึ่ง

วินัยข้อที่สองก็คือ เมื่อออมเงินแล้ว กันเงินไว้แล้ว แนะนำให้สร้างวินัยให้ตัวเองด้วยการตั้งใจว่าจะไม่ถอนออกมาใช้หากไม่ฉุกเฉินจริงๆ แต่ไม่ใช่แบบ ไปเดินห้างแล้วเจอป้าย “Sale” เงินในกระเป๋าไม่พอ ฉุกเฉินมากๆ จำเป็นต้องถอนเงินที่ออมไว้ออกมาใช้ก่อน อันนี้ก็เกินไปนะครับ ถูกกิเลสหลอกแล้วไม่รู้ตัว ไม่ดีๆ


ด้วยการสร้างวินัยให้กับตัวเองแค่สองข้อ คือ ตั้งใจเก็บออมสม่ำเสมอ และไม่นำเงินออกมาใช้หากไม่ฉุกเฉินจริงๆ ผมเชื่อว่า เงินเก็บในบัญชีของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลลัพธ์ที่ได้ทางอ้อมก็คือ เราจะเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมๆทีละเล็กทีละน้อย นั้นก็เป็นเพราะ เมื่อเรามีสัจจะกับตัวเอง ความมั่นใจในตัวเองก็จะเพิ่มขึ้น มีเหตุผลกับชีวิตมากขึ้น ทุกข์น้อยลงแน่ๆ เพราะไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องเงินๆทองๆในอนาคต สุขมากขึ้นทันตา เมื่อเรามาเดินอยู่บนเส้นทางที่ไม่ประมาท แต่สำหรับผม เรื่องเงินน่ะผลทางอ้อมครับ ใจที่เป็นสุขต่างหาก ที่เป็นผลทางตรง

 
โดย Mr.Messenger
ที่มา http://bit.ly/2cdyVGW
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!