แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
24 สิงหาคม 2019, 23:36 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: อาการทางจิตของคนมีรัก  (อ่าน 6522 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:07 »

อาการทางกายใดบ้างเป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? คำถามแบบนี้อาจชวนให้คุณสังเกตพฤติกรรมภายนอกของคนอื่น เช่นเห็นเขานั่งเหม่อลอยแม้ในเวลาสมควรตั้งใจมีสมาธิฟังครูสอนหรือฟังนายสั่ง

แต่เมื่อถามเจาะจงลงไปว่าเป็น ‘อาการทางจิต’ แบบไหนบ้าง เป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? อย่างนี้มีสิทธิ์ชวนให้นึกถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้มากขึ้น เพราะคุณไม่รู้วาระจิตผู้อื่น จึงไม่อาจทราบว่าโลกภายในของแต่ละคนที่มีรักเป็นอย่างไร ในขณะที่สำรวจเข้ามาทราบภาวะจิตใจและอารมณ์ของตนเองได้ง่ายกว่า

ตัวอย่างเช่นถ้าคุณถูกบังคับให้ตอบว่ารักใครสักคนไหม หากต้องชั่งใจเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงเกินหนึ่งพริบตาเดียว แปลว่าดีกรีความรักที่คุณมีต่อคนๆหนึ่งยังต่ำอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาการทะยานทางจิตที่พุ่งเข้าไปยึดเหนี่ยวคนๆนั้นไม่แรงพอ หากแม้นว่าแรงพอแล้ว คุณจะตอบได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเอาอีโต้ฟันโชะเข้าที่หูคนถามทันที ว่ารักหรือไม่รัก

หากอ่านจิตเป็น คุณจะพบความวิจิตรพิสดารของความรักได้หลากหลายเหลือเชื่อ บางความรักทำให้จิตของคุณพุ่งแน่วไปที่คนๆหนึ่งด้วยความโลภอยากครอบครองกายใจของเขาไว้ในมือคุณคนเดียว อาการเล็งละโมบโลภมาก อยากเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากคนรัก ทั้งเวลา ทั้งของขวัญ ตลอดจนบริการรับใช้ครบวงจรจากเขา อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความพลุ่งพล่านร้อนรน รักแล้วกระวนกระวาย ทำความทรมานมากกว่าสบายใจ

อีกขั้วตรงข้ามของความรักข้างต้นจะทำให้คุณยอมโง่ ทุ่มกายถวายชีวิต ยอมเสียสละจนกลายเป็นอ่อนแอปวกเปียก เปิดโอกาสให้เขาใช้คุณเป็นไร่นาเพาะบาปเพาะเวร ปล่อยให้เขานิสัยเสียโดยไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความมืดบอด ยิ่งรักยิ่งทึบหนัก อาศัยความสุขเล็กๆน้อยๆเป็นกำลังใจให้ยอมจำนนไปเรื่อย

แต่บางความรักก็ทำให้จิตของคุณสงบเย็นลึกซึ้ง ปราศจากอาการเกาะเกี่ยวกระหวัดเข้าหาตัว มีแต่กระแสความปรารถนาดีแผ่ออกไป สุขใจแค่มีใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งของความรู้สึกด้านสว่าง รักได้ทั้งที่เป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง

คุณเกิดมาต้องผ่านประสบการณ์ทางจิตขณะมีรักมาแล้วหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วความรักทั้งหลายจะมีพื้นฐานคล้ายคลึงกันบางประการ คือมีแรงดึงดูดในด้านดี เสมือนระหว่างใจกับใจเป็นแม่เหล็กที่กระทำต่อกัน

ความรักฉันญาติมิตรทำให้จิตของคุณมีแรงดึงดูดอ่อนๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนความรักสีชมพูจะทำให้จิตของคุณเกิดแรงดึงดูดรุนแรง ให้ความรู้สึกวาบหวาม เหนี่ยวนำให้อยากแนบชิด แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมจะผลักไสให้เป็นอื่นอยู่ในส่วนลึก ขอเพียงเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกได้

พอโตมาคนเราจะอยากมีประสบการณ์ทางจิตแบบวาบหวามกันทั้งนั้น ความอยากดังกล่าวทำให้รู้สึกโหยหา จึงดูเหมือนธรรมชาติบังคับให้ทุกคนเกิดอุปาทานว่าตนเองเกิดมาแล้วต้องเสาะหารักแท้ให้เจอ

หากคุณเป็นนักล่าฝัน คุณสร้างความรักไว้ล่วงหน้า ชนิดที่ทำให้จิตเกิดอาการอ้อยอิ่ง เต็มไปด้วยภาพงดงามสูงส่งชวนหลงใหลทะยานอยาก ความรักล่วงหน้าของคุณอาจกลายเป็นปมปัญหาสำคัญ เมื่อพบว่าตัวตนที่มีเลือดเนื้อและกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนหาใช่อะไรที่หอมหวนดังฝันไม่

ในทางกลับกัน หากคุณฝันไม่เป็น เอาแต่เชื่อทฤษฎีประเภทมนุษย์แค่มีหน้าที่หลั่งน้ำกามใส่กัน จิตคุณย่อมมีอาการเย็นชา เพ่งเล็งแต่ในแง่ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากเพศตรงข้ามแปลกหน้า นั่นก็จะเป็นปมปัญหา เมื่อพบว่าจิตใจของใครๆและตัวคุณเองร้องหาความสุขอันละเอียดอ่อนยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางเพศมากนัก

ความผิดหวังและความสัมพันธ์ที่แตกพังซ้ำๆอาจทำให้หลายคนชาด้านมากขึ้นเรื่อยๆกับรักแท้ คนส่วนใหญ่ในโลกเหลือความหวังแค่ค้นหาใครสักคนที่พอไปด้วยกันได้ เอามาแก้เหงา เอามาสร้างครอบครัว เอามามีเซ็กซ์

โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนต้องการเสรีภาพ ไม่มีใครอยากเจอห่วงล่ามคอ ไม่มีใครอยากโดนผูกมัด แต่ขณะเดียวกันก็อยากกะเกณฑ์ให้คู่ของตนซื่อสัตย์ รายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว พูดง่ายๆคืออยากเป็นนาย ไม่อยากเป็นทาส และหนทางง่ายที่สุดที่คนเราจะได้ทาส ก็คือใช้อำนาจความรักและความเป็นกันเองแบบผัวเมียลากจูงมา

ความเคยชินและภาระหน้าที่ของการครองคู่จะทำให้อาการทางจิตซึ่งมีต่อกันแปรไปทีละน้อย แรงดึงดูดจะลดลง หรือกระทั่งคลายออกอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้แต่สายใยผูกพันในฐานะคนข้างเคียง

ทุกคนแสวงหาความรักอันหวานชื่นโดยไม่ทราบอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะรักษาไว้ได้ด้วยท่าไหน รู้แต่ว่าต้องหาให้ได้ รู้แต่ว่าต้องมีให้ได้

การจะมองให้เห็นหน้าตาความรัก บางทีอาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาการทางจิตแบบอื่นๆ เช่น
๑) ตรงข้ามกับคำว่ารักคือเกลียด เพราะความเกลียดทำให้อาการทางจิตเป็นไปในทางผลักไส เมื่อผลักไม่พ้นตัวก็คาอยู่ อึดอัดอยู่

๒) ใกล้กับคำว่ารักคือนิยม เพราะความนิยมปรุงแต่งให้จิตเกิดความสดใส คุณอาจรู้สึกถึงแรงดึงดูด แต่ก็ไม่ถึงขนาดวาบหวาม

๓) เสมอกับคำว่ารักคือชมชอบ เพราะความชมชอบมักแฝงอยู่ด้วยพลังพิศวาส หากมีปัจจัยแวดล้อมเร่งพลังพิศวาสได้มากพอ คุณก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาเขาหรือเธอมาอยู่ในชีวิตคุณ

๔) เหนือกว่าคำว่ารักคือเมตตา เพราะความเมตตาไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน เหมือนอาการทางใจของคนรดน้ำต้นไม้ ย่อมได้ความฉ่ำชื่นตอบแทนกลับมาในขณะนั้นๆอยู่แล้วโดยตัวเอง

ข้อสุดท้ายนี่แหละคือบทสรุปแห่งวิธีรักษาความรักไว้ให้ยั่งยืน เพราะเมตตาตัวเดียวจะทำงานครอบจักรวาล คือตัดรอนอาการเกลียด ลดความหวังในเชิงวาบหวาม และแทนที่เงามืดของความเห็นแก่ตัวลงได้

หากเมตตาของคุณมีชีวิตยืนยาวพอจะเบื่อความโกรธ เห็นว่าไม่รู้จะโกรธไปทำไม แม้คนเลวที่น่าระคายอย่างที่สุด ก็ไม่ควรค่าพอจะเก็บไว้เป็นทุกข์ทางใจเลย คนบัดซบที่สุดนั่นแหละ ที่คุณควรทิ้งไปจากใจก่อนเพื่อน และเปิดโอกาสให้เขารบกวนจิตใจคุณน้อยกว่าใครเพื่อน

เมตตาจัดเป็นธรรมใกล้พ้นโลก ยกตัวอย่างเช่นความรู้สึกแบบโลกๆจะทำให้คุณอยากเอาชนะ ขณะอยากเอาชนะจะไม่มีเมตตา เมื่อคุณเลือกที่จะอยู่ข้างเมตตาย่อมไม่อยากเอาชนะ ลงเอยคือเท้าของคุณย่อมใกล้ข้ามเส้นแห่งความทุกข์และภัยเวรในโลกไปได้

เมื่อเมตตาเป็น วันหนึ่งคุณอาจขยับขึ้นไปเข้าถึงสัจธรรมที่ว่าความไม่มีตัวตนให้เห็นแก่ตัวเลยนั่นแหละ เป็นอันเดียวกับการเข้าถึงความรักขั้นสูงสุด

ก้าวแรกของเมตตา อาจมาจากการคิดถึงความจริงง่ายๆเช่น ‘ให้จริงแล้วใจเบา’ สังเกตความจริงผ่านการกระทำจริงเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งใจคุณมีแต่เบาแบบไม่กลับหนักด้วยฤทธิ์ความเอาแต่ได้เลย นั่นแหละครับคุณยืนอยู่ข้างชนกลุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยอาการทางจิตอันเป็นสุขแล้ว

 


รักมีคำเดียว
แต่ความหมายของรักนั้น

มีได้มากเท่าวิธีเห็นแก่ตัวของแต่ละคน
 




โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/empty2/02.htm
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!