แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 มิถุนายน 2019, 01:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๑๖๖ พ้นอก  (อ่าน 1228 ครั้ง)
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« เมื่อ: 31 มีนาคม 2015, 12:33 »


ถาม – ดิฉันเป็นแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกที่กำลังเป็นวัยรุ่น ช่วงที่ผ่านมาเรามักไม่เข้าใจกัน พูดกันไม่กี่ประโยคก็ขัดแย้งกันแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าห่างเหินกับลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เพราะว่าเขาโตขึ้นหรือเป็นเพราะดวงชะตาของเขาคะ แบบนี้เราควรจะแก้ไขอย่างไร



ปัญหาระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น เป็นอีกความหนักใจหนึ่งของคนมีลูก ยิ่งใครที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังยิ่งต้องรับภาระหนักเลยค่ะ ธรรมชาติของวัยรุ่นนั้นย่อมมีความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกาย ทั้งพ่อแม่และลูกวัยรุ่นจึงต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ถ้าปรับตัวได้ไม่ดีนัก ก็อาจจะมีปัญหากันบ้าง ดังเรื่องราวในฉบับนี้ ซึ่งเป็นกรณีของคุณเคธี่ (นามสมมติ) ซึ่งนัดตรวจดวงของลูกสาววัยมัธยมปลาย (ขอสมมตินามว่าน้องซูริ) คุณเคธี่นั้นเลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพัง เรียกว่ามีกันสองคนแม่ลูกค่ะ หลังจากที่อ่านดวงชะตาแล้วพบว่าน้องซูริเป็นคนที่มีพื้นฐานชีวิตที่ดี มีผู้ใหญ่พร้อมอุปถัมภ์ค้ำจุน หน้าที่การงานในอนาคตมีความก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทำงานในด้านที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ คุณเคธี่เล่าให้ฟังว่าลูกสาวชอบด้านภาษาอยู่แล้ว และเธอจะให้ลูกสาวไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรีด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมาะสมกับเส้นทางกรรม ดังนั้นเชื่อว่าอนาคตของน้องซูริคงไม่มีปัญหาในเรื่องงานค่ะ

แต่เมื่ออ่านดวงชะตาแล้ว เห็นว่าคุณเคธี่คงกระทบกระทั่งกับลูกสาวอยู่บ้าง เพราะความสัมพันธ์ออกอยู่ในข้างอารมณ์ร้อนๆ พอสมควรค่ะ ลูกค้าบอกว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นัดตรวจดวงลูกสาว ก็เพราะช่วงนี้มีเรื่องไม่เข้าใจกันบ่อยๆ นี่แหละ ตั้งแต่น้องซูริเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น คุณเคธี่รู้สึกว่าลูกห่างเหินไป บางครั้งขัดแย้งกันง่ายขึ้น ตรวจดวงแล้วเห็นว่าฝ่ายลูกสาวนั้นเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน คือลักษณะภายนอกดูเหมือนเข้มแข็ง แต่ภายในนั้นค่อนข้างอ่อนไหว ขี้สงสาร แล้วก็เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบการบังคับ เชื่อมั่นในตัวเองมากทีเดียว จึงบอกให้ลูกค้าทราบจะได้เข้าใจลูกค่ะ

ปัญหาหนึ่งที่ได้จากการสนทนาก็คือ ในขณะที่คุณเคธี่ยังคงมองว่าลูกสาวเป็นเด็ก ฝ่ายน้องซูรินั้นเขาคิดว่าตนเองโตแล้วค่ะ และที่จริงแล้วเด็กๆ หลายคนเขาคิดว่าตัวเองโตแล้วมาตั้งแต่วัยประถมด้วยซ้ำไป ดิฉันเคยเก็บข้อมูลกับลูกศิษย์ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ถามเขาว่า “หนูคิดว่าตัวเองโตแล้วใช่ไหม” คำตอบคือ “ใช่ค่ะ” ถามต่อไปว่า “แล้วพี่ม.ห้าล่ะ หนูคิดว่าเขาโตไหม” “โตค่ะ” ถามเพิ่มว่า “แล้วสมัยที่หนูเรียนป.หก หนูคิดว่าตัวเองโตหรือยัง” ลูกศิษย์ตอบว่า “โตแล้วค่ะ” ถามอีกว่า “แล้วตอนนี้ล่ะ หนูมองน้องป.หก แล้วคิดว่าเขาเป็นเด็กไหม” เธอตอบว่า “ยังเป็นเด็กอยู่ค่ะ” ว่าแล้วจึงสรุปให้ลูกศิษย์ฟังว่า “หนูมองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ตอนเรียนป.หก แต่พอหนูอยู่ม.สอง กลับคิดว่าป.หกยังเป็นเด็ก และก็มองว่าพี่ม.ห้าโตแล้ว ส่วนครูก็มองว่าพวกเธอๆ ยังเด็กทั้งนั้น แต่เข้าใจนะว่าเด็กๆ คิดว่าตัวเองโตแล้ว” เพราะฉะนั้นเมื่อพ่อแม่คิดว่าลูกของตนยังเด็ก แต่ลูกเขาไม่คิดว่าเขาเด็ก จึงมีปัญหาในการทำความเข้าใจกัน เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ (-_-‘)

เมื่อเป็นเช่นฉะนี้จึงเสนอให้ลูกค้าใช้วิธีการพูดคุยกับลูกสาว ราวกับว่าน้องซูริเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ใช้ภาษาแบบผู้ใหญ่ในการคุย ให้โอกาสเขาเป็นฝ่ายสนทนา แต่ไม่คาดหวังว่าเขาจะรับผิดชอบเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ เวลาจะบอกจะสอนอะไรถ้ายังอารมณ์ร้อนๆ ก็อย่าเพิ่งไปคุย เพราะจะลงเอยด้วยการทะเลาะกัน ฝ่ายลูกก็บาปกรรม ฝ่ายแม่ก็เป็นทุกข์ ไม่คุ้มค่ะ ที่สำคัญคือต้องเป็นเพื่อนกับลูกให้ได้ ถ้าลูกเล่าวีรกรรมบางอย่าง ก็ต้องฟังให้ได้ ไม่ควรเผลอตัวกลายร่างเป็นคุณแม่หัวโบราณ เป็นโคลนนิ่งอาจารย์ฝ่ายปกครอง ทั้งหมดนี่ไม่ใช่การเอาใจจนลูกเหลิง แต่เป็นการผ่อนหนักผ่อนเบา เพราะเราต้องการสร้างความไว้วางใจ ให้ลูกเปิดใจด้วย ถ้ามีอะไรเขาจะได้เล่าให้ฟัง เมื่อวางใจกันแล้ว ต่อไปจะบอกจะเตือนอะไร เขายอมฟังได้ง่ายกว่าการที่เราไปตั้งป้อมเป็นฝ่ายตรงข้ามที่คอยควบคุมพฤติกรรม ควรถามด้วยว่าลูกรู้สึกนึกคิดอย่างไร เห็นด้วยกับเราหรือไม่ในเรื่องต่างๆ อีกทั้งไม่ควรปฏิเสธหรือแสดงอาการต่อต้านความคิดเห็นของลูก ควรรับฟังและเสนอแนวทางที่ถูกที่ควร โดยไม่บังคับหรือบอกว่าสิ่งที่ลูกคิดนั้นผิด จะได้เป็นพ่อแม่ที่ไม่มีช่องว่างระหว่างวัยกับลูกวัยรุ่นค่ะ อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนมีความปัจเจก วิธีการที่จะปฏิบัติกับวัยรุ่นแต่ละคนจึงต้องแตกต่างกันไป ว่าไปแล้วการเลี้ยงลูกนี่เป็นศิลปะชั้นสูงเลยนะคะ (_ _!)

สนทนากับคุณเคธี่ไปก็จับความรู้สึกไปได้ว่าเธออยากได้ลูกสาวตัวน้อยในวันวานคืนมา ลูกค้ายอมรับว่าตอนนี้คิดถึงวันเก่าๆ และอยากให้เป็นอย่างนั้นอีก อยากให้ลูกเป็นหนูน้อยน่ารัก ที่ติดแม่ อ้อนแม่ เหมือนสมัยที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ เมื่อฟังแล้วจึงถามไปว่า ยังจำได้ไหมในยามที่ลูกเป็นทารกจนถึงเป็นเด็กตัวน้อย เธอก็อยากให้น้องซูริโตเร็วๆ จะได้หายห่วง ไม่ต้องคอยประคบประหงมตลอด จะได้มีเวลาไปทำอะไรส่วนตัวบ้าง คุณเคธี่ยอมรับว่าใช่ หมอดูจึงพูดต่อว่า แต่พอลูกรักโตขึ้นมาจริงๆ ก็อดที่จะคิดถึงวันเก่าๆ ไม่ได้ อยากได้ลูกน้อยน่ารักที่ติดแม่อ้อนแม่คืนมา สรุปได้ว่าโลกนี้ไม่มีความพอดีเลยค่ะ ไม่มากไปก็ต้องน้อยไป ความสุขหรือความทุกข์ ความพอดีหรือความไม่พอดี มันอยู่ที่ใจเรายอมรับได้หรือไม่เท่านั้นเอง อีกทั้งอดีตนั้นย่อมไม่หวนมาแล้ว จะถวิลหาอย่างไรก็ไม่ได้คืนค่ะ

สนทนากับคุณเคธี่ไปมีใจความโดยสรุปว่า บางครั้งความรักก็คือการอยากเห็นใครคนหนึ่งเจริญเติบโต แม้ว่าการเติบโตนั้น จะหมายถึงการที่เขาต้องห่างจากเราไปก็ตาม ต้นกล้าต้นนี้แม้จะเกิดจากเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ใหญ่ และได้อาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่นั้นในการฟูมฟักชีวิตขึ้นมา แต่มันไม่สามารถจะอยู่ภายใต้ร่มเงานั้นได้ตลอดไป ต้นไม้ต้นน้อยจำเป็นจะต้องมีที่ทางของตนในการหยั่งรากลงลึก รับแสงแดดด้วยตนเอง จะได้เติบใหญ่ แข็งแกร่ง หยัดยืนต้น หาไม่แล้ว มันจะเป็นเพียงไม้ที่แคระแกรนเท่านั้น ดังนั้นแม้จะหวนคิดถึงวันเก่าๆ ที่ลูกยังเป็นเด็กน้อยที่ติดแม่อ้อนแม่ แต่การที่เขาเติบโตจนสามารถดูแลตนเองได้ระดับหนึ่ง รู้จักคิด ตัดสินใจเรื่องต่างๆ บ้าง แม้จะยังไม่เข้าที่เข้าทางนัก ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ ปรับโลกทัศน์กันไป แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าการที่เขาจะเป็นเด็กน้อยที่ต้องพึ่งพิงพึ่งพา ขาดแม่แล้วมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะที่สุดแล้วถ้าเป็นอย่างนั้นคุณแม่เองคงต้องกังวลหนักว่าเมื่อไม่มีเธอแล้วลูกจะอยู่ได้อย่างไร ลูกค้าฟังแล้วก็บอกว่าเห็นด้วย ตอนนี้ต้องพยายามทำความเข้าใจกับลูก ปรับตัวเข้าหากันต่อไป จากนั้นเธอได้ซักถามประเด็นอื่นๆ เกี่ยวกับดวงชะตาของลูกสาวจนเป็นที่พอใจค่ะ

ความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกนั้นมากมายและความห่วงใยก็เหลือคณานับค่ะ แต่ถึงจะรักและห่วงเพียงใด ก็คงไม่สามารถดูแลคุ้มครองลูกได้ตลอดเวลาและตลอดไป ทว่าสิ่งที่จะปกป้องคุ้มครองลูกแต่ละคนได้ดีที่สุดนั้นคือกรรมดีของเขาเอง คนเป็นพ่อเป็นแม่จึงต้องสอนลูกให้มีศีลธรรม เพื่อเป็นที่พึ่งแก่เขาในทุกสถานในกาลทุกเมื่อค่ะ




(^/\^)
☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!