แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
21 กุมภาพันธ์ 2019, 09:34 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๑๖๐ เป็นทาสหรือเป็นไท  (อ่าน 1347 ครั้ง)
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« เมื่อ: 20 มกราคม 2014, 18:38 »

ถาม – หลายปีก่อนดิฉันร่วมหุ้นทำธุรกิจกับเพื่อน ซึ่งกิจการก็มีความสำเร็จดี แต่ตอนนี้เราขัดแย้งกันมาก จนดิฉันตัดสินใจว่าจะต้องขายหุ้นของตัวเองให้หุ้นส่วน แล้วออกมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้ว่าจะได้เงินมากพอไปเริ่มต้นกิจการใหม่ แต่ก็อดที่จะใจหายไม่ได้ แบบนี้ควรคิดอย่างไร ทำอย่างไรให้สบายใจขึ้นคะ


เมื่อถึงคราวที่ชีวิตต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการอำลาจากธุรกิจที่สร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง เฝ้าฟูมฟัก ทุ่มเทแรงกายแรงใจ จนกระทั่งเติบโต แต่แล้วก็ต้องลาจากกิจการนั้นไป แม้จะได้ผลตอบแทนโดยไม่ขาดทุน แต่สำหรับหลายคนแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจง่ายนัก กรณีเช่นนี้คุณเซเรน่า (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงท่านหนึ่งก็กำลังเผชิญสถานการณ์อยู่ค่ะ


ในวันที่นัดหมายตรวจดวงกันนั้น คุณเซเรน่ากำลังตัดสินใจจะขายหุ้นให้กับเพื่อนที่ร่วมสร้างธุรกิจสุจริตนี้มาด้วยกัน ซึ่งถ้าว่ากันตามดวงชะตาแล้วการไม่ต้องมีหุ้นส่วนน่าจะมีประโยชน์กับตัวลูกค้าเองด้วยเนื่องจากคุณเซเรน่านั้นโดยปกติแล้วถ้าร่วมหุ้นกับใครมักต้องเป็นฝ่ายทำงานหนักกว่าเสมอ ดังนั้นก็ควรทำคนเดียวไปเลย ดวงชะตานี้ถ้าทำธุรกิจซึ่งเหมาะสมกับตนเองแล้ว จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมาก เพราะเป็นคนฉลาด ทำงานทุ่มเท แถมรู้จักถนอมน้ำใจเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง ตลอดจนมีกรรมดีเรื่องการเงินมามากอีกด้วย ดังนั้นการบินเดี่ยวออกไปทำธุรกิจเอง แม้ใช้เวลาสักพักกว่าจะเข้ารูปเข้ารอย ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของการทำธุรกิจส่วนมากอยู่แล้ว แต่อนาคตนั้นสดใสแน่ๆ และจะได้ไม่ต้องพบกับปัญหาหุ้นส่วนดังที่เจอในวันนี้อีก อีกทั้งจะได้นำประสบการณ์ทั้งดีและร้ายที่ผ่านมามาเป็นแนวทางอีกด้วย


ลูกค้าเปิดใจว่ารู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกันเพราะว่าอาจจะต้องขายหุ้นไปในราคาต่ำกว่าที่คาดหวัง ซึ่งได้ให้กำลังใจเธอไปว่าแทนที่จะคิดว่า “เสีย” น่าจะคิดว่า “ได้” ดีกว่าไหมคะ เพราะที่ผ่านมาก็เหมือนกับว่าได้เรียนรู้การทำธุรกิจโดยไม่ต้องจ่ายค่าเทอม แถมได้เงินเดือนด้วย และตอนนี้ก็จะได้เงินอีกก้อนเป็นกำไรไว้ไปเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ อีกอย่างหนึ่งว่าไปแล้วการที่จากไปตอนที่งานนี้มันรุ่งเรือง ก็เป็นการจากไปอย่างสง่างามน่าประทับใจ ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณเซเรน่าแล้ว อีกทั้งถ้ายังไม่ขายหุ้นก็ยังต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างเพื่อนร่วมธุรกิจ จิตใจก็ไม่มีความสุขอีก ให้ถือว่าเงินส่วนต่างที่หายไปก็คือเอาเงินไปซื้อความสุขและสุขภาพจิตที่ดีก็แล้วกัน อีกอย่างหนึ่งคือเงินในแต่ละช่วงเวลามีค่าไม่เท่ากัน คิดเสียว่าจะได้มีเงินก้อนไปเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่โดยเร็วนะคะ


ลูกค้าบอกว่าหลังจากนี้จะไปพักผ่อนสักพักเพราะตั้งแต่ทำงานมาหลายปีแทบไม่ค่อยได้หยุดไปไหน ซึ่งเรื่องนี้ควรทำอย่างยิ่งเลยค่ะ มีหลายคนที่เมื่อชีวิตเข้าสู่การทำงานแล้วก็เจอพายุงานโหมเข้าใส่จนแทบไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ปล่อยวางจากความยุ่งเหยิงเลย การได้คลายเครียดเอาภาระต่างๆ วางไว้ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเป็นเรื่องที่ดียิ่งค่ะ : )


เขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดได้ว่า อันที่จริงมนุษย์นั้นแสวงหาเงินด้วยหวังจะนำมาตอบสนองความสุข แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่พบว่าพอมีเงินมากขึ้น ถึงมีความสบายกายมากกว่าเดิม แต่ความสุขทางใจกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แทนที่จะเป็นนายเงิน ใช้เงินสร้างความสุข กลับกลายเป็นทาสเงินไปเสียนี่ เคยได้ยินบางคนบอกว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าหาเงินไปทำไม รู้แต่อยากมีมากๆ เอาไว้ก่อน” แน่นอนว่าการอยากมีเงินมากๆ นั้นไม่ผิด ถ้าหามาได้ด้วยวิธีสุจริตก็ไม่เป็นปัญหา คนเราควรขยันทำมาหากินจะได้ไม่เป็นภาระแก่สังคม แต่ไม่ควรเป็นทุกข์หรือเคร่งเครียดเพราะความอยากเช่นกันค่ะ


เช่นนี้จึงขอให้คุณเซเรน่าคิดเสียว่ายอมขาดทุนกำไรนิดหน่อยเพื่อแลกความสบายใจ แล้วก็อยากให้เธอมีความสุขมากๆ ด้วยเพราะตอนนี้เธอก็รวยกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ มันไม่ควรเลยที่จะมีทุกข์มากขึ้น ดังที่เคยมีลูกค้าบางท่านกล่าวไว้ว่า “เมื่อก่อนมีเงินน้อยกว่านี้แต่กลับมีความสุขมากกว่านี้” คุณเซเรน่าตอบว่า "จริงนะ เดินไปในออฟฟิศเนี่ย มีลูกน้องยกมือไหว้กันพรึ่บ เราเหมือนจะเป็นนายคน แต่เป็นทาสเงิน" (โดนใจมากๆ ค่ะประโยคนี้) ดังนั้นเธอเลยตกลงใจว่าจะตัดใจขายหุ้นตามที่หุ้นส่วนเสนอมา ซึ่งแม้ว่าจะได้ราคาไม่เท่ากับที่คาดหมายแต่ก็ไม่ได้ขาดทุน และวางมือจากบริษัทนี้ไปเริ่มต้นใหม่


พูดถึงเรื่องของการลาการปล่อยการทิ้งแล้ว ก่อนจะลาจากกันในวันนั้นก็สนทนากับคุณเซเรน่าว่าอันที่จริงคราวนี้เป็นบททดสอบการละการวางความยึดมั่นถือมั่น เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป อย่าว่าแต่ธุรกิจเลย แม้แต่ร่างกายตัวเองก็เอาไปด้วยไม่ได้ การเริ่มทำธุรกิจนั้นไม่ง่าย การประสบความสำเร็จนั้นก็แสนยาก แต่การยอมที่จะหยุดและวางมือในขณะที่ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดิฉันรู้จักนักธุรกิจวัยสามสิบกลางๆ บางคนที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินกว่าเก้าหลักแล้ว จะหยุดทำงานเลยก็มีกินมีใช้ไปชั่วชีวิต อีกทั้งยังตัวคนเดียวไม่ได้แต่งงาน ดอกผลจากทรัพย์สมบัติที่มีก็พอเลี้ยงดูบุพการีแน่นอน แต่กลับหยุดไม่ได้ วางมือไม่ลงอีก ด้วยเป็นห่วงลูกน้องและบริวาร อีกทั้งยังชื่นชอบกับรสชาติของความสำเร็จ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่เพียงจะบอกว่าถ้าคิดว่ารวยแล้วจะเลิกทำงาน ไปเข้าวัด ไปปฏิบัติธรรมแน่ๆ ก็อาจจะไม่แน่เสมอไป เพราะโลกมีบ่วงร้อยรัดโยงใยเราเอาไว้เสมอ คราวนี้ให้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่คุณเซเรน่าได้ฝึกละฝึกวางไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นับว่าเป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้ก่อนจะไปเริ่มต้นใหม่นะคะ (^__^)


ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้นั้น ไม่ว่าเราจะได้ครอบครองมากมายสักเพียงไหน ถึงวันหนึ่งก็จะต้องสูญเสียไปด้วยความตายมาพราก ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะเป็นไท ฝึกใจให้ละวางได้ก่อนจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ


(^/\^)


☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!