แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 13:15 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๑๓๔ โอษฐภัยในเฟสบุ๊ค  (อ่าน 2040 ครั้ง)
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 19:14 »

ถาม – มีเพื่อนร่วมงานโพสต์ด่าว่าร้ายกันทางเฟสบุ๊คบ่อยๆ อ่านแล้วไม่สบายใจเลยค่ะ รู้สึกว่าเป็นอกุศล จะเตือนเขาก็ไม่กล้าค่ะ อยากรู้ว่าการด่ากันแบบนี้จะมีส่งผลอะไรต่อผู้กระทำบ้างคะ

แม้ว่าโลกจะกว้างเท่าเดิมแต่การติดต่อสื่อสารที่ก้าวล้ำก็ทำให้โลกเหมือนแคบลง คนจำนวนมากได้รับการเชื่อมโยงไว้ด้วยเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งก็เหมือนกับดาบสองคมที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์สุดแต่ผู้ใช้งานจะเลือกนะคะ หากมองผลกระทบในด้านที่ไม่ดี ก็จะพบว่ามีคนไม่น้อยที่ได้รับผลในทางร้ายจากโลกเสมือนค่ะ เช่น เมื่อไม่กี่วันมานี้มีลูกค้าเล่าว่าถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปสมัครเฟสบุ๊คโดยปลอมเป็นเธอ เพื่อหวังทำลายชื่อเสียง ขณะนี้ทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้วและอยู่ในช่วงไกล่เกลี่ยกันอยู่ นอกจากนี้ยังมีกรณีการโพสต์ให้ร้ายกลุ่มบุคคล การแพร่กระจายข่าวลืออันเป็นเท็จ ฯลฯ เรียกได้ว่าการใช้ชีวิตในยุคโลกไร้พรมแดนนี้ แม้จะดูเหมือนว่าทำให้หูตากว้างไกลขึ้น แต่ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ตนเองได้ง่ายขึ้น ถูกหลอกลวงได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน ดังนั้นวิจารณญาณในการรับสารจึงสำคัญมากๆ ค่ะ

เรื่องของการโพสต์ด่าว่ากันทางเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ลูกค้าหญิงท่านหนึ่งซึ่งมาตรวจดวงอีกครั้ง (ขอสมมุตินามว่าคุณโจอันนา) อ่านดาวในดวงแล้วก็เตือนว่าช่วงนี้งานจะมีปัญหาได้ง่าย ตัวเธอเองก็ดูจะเบื่อๆ เซ็งๆ ด้วย คุณโจอันนาก็ยอมรับว่าตอนนี้เป็นอย่างนั้น ดิฉันจึงได้แนะนำวิธีการต่างๆ ที่พอจะช่วยให้หายเบื่อหายเซ็ง มีความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้บ้าง นอกจากนี้ก็เตือนให้ระวังคำพูดให้จงดี แม้ว่าตัวคุณโจอันนาเป็นคนจริงใจและมีข้อดีคือถ้ามีปัญหาอะไรกับเพื่อนร่วมงาน ถ้าได้พูดได้ตกลงกันแล้วก็จะไม่เก็บมาคิดแค้นอะไรอีก แต่ในอีกด้านหนึ่งเธอก็เป็นคนโทสะเกิดง่าย แล้วก็พูดอะไรตรงไปตรงมาซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าพูดแรงก็ได้

คุณโจอันนาได้ฟังแล้วก็เลยเล่าว่ามีเรื่องลูกน้อง (ขอสมมตินามว่าคุณโมนิก้า) ซึ่งกระทบกระทั่งกันอยู่ แต่เมื่อมีเรื่องกันแล้วฝ่ายลูกน้องก็เอาเธอไปนินทาเสียๆ หายๆ กับผู้คนในที่ทำงาน ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีการโพสต์ด่าคุณโจอันนาในเฟสบุ๊คของคุณโมนิก้าเอง ซึ่งแน่นอนว่าคุณโจอันนาย่อมไม่ชอบใจ หมอดูฟังแล้วก็เลยแนะนำให้เธอตั้งค่าในเฟสบุ๊คของตนเองให้ไม่แสดงสถานะใดๆ ของคุณโมนิก้า หรือยกเลิกการเป็นเพื่อน หรือยิ่งกว่านั้นคือบล็อกไปเลยจะได้ไม่ต้องเห็นกันอีก จะเลือกข้อไหนก็แล้วแต่ความสบายใจ

ลูกค้าเล่าเพิ่มเติมว่าเรื่องที่เธอถูกว่าร้ายนี้ผู้ใหญ่ในบริษัทรับทราบและเข้าใจเธอด้วย ดิฉันจึงบอกว่าเมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งไม่ต้องลำบากใจอะไรอีก รอเวลาที่อีกฝ่ายจะลาออกจากบริษัทเท่านั้น เนื่องจากลูกค้าเล่าว่าคุณโมนิก้าพูดอยู่เป็นระยะๆ ว่าไม่ถูกใจอะไรหลายอย่างในที่ทำงาน ซึ่งอันที่จริงการที่ไปโพสต์เกี่ยวกับบริษัทในแง่ลบนั้น ฝ่ายคุณโจอันนาสามารถเอาผิดได้แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะสงสาร เลยได้แต่รอคอยให้คุณโมนิก้าลาออกไปเอง

ในส่วนเรื่องการจัดการกับความโกรธและการให้อภัยนั้นก็ได้แนะนำไปหลายๆ อย่าง เช่น ถ้าหากคุณโจอันนาโกรธก็คือก่อไฟสุมใจตัวเอง ถ้าให้อภัยได้ก็จะเป็นการดี คิดว่าเป็นกรรมเก่าที่ทำให้ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ จึงควรตอบโต้กรรมเก่าด้วยกรรมดีในปัจจุบันคือการอโหสิ จะได้ไม่ต้องร้อนอกร้อนใจเอง การไม่ตอบโต้ไม่ได้แปลว่าเราแหย แพ้ ไม่กล้า ฯลฯ หากแต่หมายความว่าเราสามารถเอาชนะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้คือกิเลสในใจตนเอง ชนะลูกน้องอาจจะไม่ได้ทำให้มีความสุขขึ้น แถมจะได้ศัตรูเพิ่มอีกต่างหาก แต่ถ้าชนะกิเลสได้ละก็ เราจะมีความสุขได้จริงๆ (สำหรับใครที่มีปัญหานี้ แล้วอยากจะหาทางจัดการกับความโกรธแบบได้ผล ขอเชิญที่ “ห้องดับเพลิง” ได้เลยค่ะ

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอพูดถึงเรื่องการปฏิสัมพันธ์ทางอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่าง โปรแกรม msn ในสมัยก่อนก็มีการตั้งชื่อหรือคำอธิบายเพื่อด่ากันได้ แต่ว่า msn ยังมีความเป็นส่วนตัวเพราะมีเฉพาะคนที่เป็นเพื่อนเท่านั้นที่จะเห็น แล้วก็มีกรณีการตั้งกระทู้นินทาเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายตามเว็บบอร์ด ซึ่งก็เคยเจอเหมือนกันที่มีคนจับได้ว่าเจ้าของกระทู้เป็นใคร ทำงานอยู่บริษัทอะไร ( - -‘’) แต่ว่าทวิตเตอร์หรือเฟสบุ๊คของหลายๆ คนมีการตั้งค่าให้บุคคลทั่วไปสามารถอ่านได้ หรือเพื่อนของเพื่อนสามารถอ่านและเขียนโต้ตอบได้ แล้วก็มีหลายคนนินทาคนที่เป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คของตนเองนั่นแหละ ซึ่งการด่ากันผ่านทวิตเตอร์หรือเฟสบุ๊ค มันจะยิ่งกว่าการด่ากันตามปกติ เพราะมีลักษณะคล้ายการประจาน เนื่องจากนอกเหนือไปจากคู่กรณีแล้วจะมีผู้คนร่วมรับรู้อีกมาก ส่วนจะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและจำนวนเพื่อนที่แต่ละคนมี แล้วก็มีเหมือนกันที่มีการด่าว่ากันจนลุกลามไปถึงขั้นจะมีการฟ้องหมิ่นประมาทกัน

นอกจากนี้ก็ยังได้ทราบว่ามีหลายบริษัทที่ฝ่ายบุคคลจะตรวจดูเฟสบุ๊คของผู้ที่มาสมัครงานและพนักงานปัจจุบันของตนเอง เนื่องจากพฤติกรรมในการโพสต์ข้อความอาจจะสะท้อนนิสัยของผู้โพสต์ได้ด้วย หลายคนแก้ปัญหาโดยการไม่รับ add เพื่อนร่วมงาน ซึ่งก็มีหลายสาเหตุทั้งเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัว แล้วก็มีบางคนให้เหตุผลว่าเกรงจะนินทาไม่สนุก ( - -‘’) ซึ่งอันที่จริงการนินทาผู้อื่นไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังก็เป็นวจีทุกจริตของเจ้าของถ้อยคำทั้งสิ้น ก่ออกุศลแก่ตนเองและยังแพร่กระจายไปยังกลุ่มผู้ฟังหรือผู้อ่านอีกด้วย


“อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม
อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆ คน เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น
แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา
เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น
ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ
และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล
พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก
และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล
พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ”

จาก "การพูดในอินเตอร์เน็ตเป็นบุญบาปหรือไม่?" โดย ดังตฤณ
(อ่านทั้งหมดได้ตามลิงค์ค่ะ http://on.fb.me/sTtvZD)


การทำกรรมของคนในสมัยนี้ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนั้นง่ายขึ้นเรื่อยๆ เลยนะคะ ในเรื่องของการสื่อสารในโลกไซเบอร์นั้นต่อให้ไม่มีใครทราบว่าเราเป็นใครเพราะใช้นามแฝง แต่กรรมนั้นก็ติดตามผู้กระทำเสมือนเป็นเงาตามตัว เพราะฉะนั้นจึงต้องระวังตนให้ดี จะได้ไม่เผลอสร้างกรรมดำอันเกิดจากวจีกรรมในโลกออนไลน์ให้กับตนเองค่ะ


: )


☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 7 พฤษภาคม 2013, 19:25 โดย Aims » บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!