แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
23 สิงหาคม 2019, 05:37 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: กรรมในอดีตชาติกับกรรมในปัจจุบัน กรรมใดส่งผลแรงกว่ากัน  (อ่าน 2590 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 18:44 »

ถาม - กรรมในอดีตชาติกับกรรมในปัจจุบัน กรรมใดส่งผลแรงกว่ากันครับ


ก่อนอื่นต้องคำนึงว่ากรรมเก่าพาเรามาเกิด
มีความเป็นอย่างนี้ รูปร่างหน้าตาแบบนี้
พ่อแม่แบบนี้ ที่อยู่ (เมื่อแรกเกิด) แบบนี้

กรรมที่นำมาเกิดเป็นคน สัตว์ หรืออื่นๆนั้นเรียกว่าชนกกรรม
ตัวของชนกกรรมเองอาจเป็นอาจิณณกรรม
คือกรรมที่ทำเป็นนิตย์
หรืออาจเป็นอาสันนกรรม
คือกรรมที่ทำใกล้ตายก็ได้

แต่ตัวกรรมที่ตกแต่งให้รูปร่างหน้าตาเลวดี
หรือมีชะตาขึ้นลงอย่างไรนั้น
ซับซ้อนพิสดารนัก
เนื่องจากเกิดแต่ละคราว โดยเฉพาะคราวที่เป็นมนุษย์
อาจคิด พูด ทำอะไรต่ออะไรได้สารพัด
บางคนเป็นมือปราบตอนหนุ่ม
แต่กลายเป็นผู้ร้ายตอนแก่
บางคนใจบุญสุนทานตอนจน
แต่กลายเป็นคนขี้เหนียว งกสุดเดชตอนรวย ฯลฯ
เพราะฉะนั้นการให้ผลก็มักครึ่งดีครึ่งร้าย
ไม่ค่อยจะเห็นใครดวงขึ้นตลอดศก
ไม่ค่อยจะเจอใครตกอับตลอดชีพ
เหตุก็เพราะปัจจัยในการให้ผลมันทยอยตัว
เรียงคิวกันเข้ามา ลุ่มๆดอนๆเอาแน่ไม่ได้
ตัวของพลังกรรมเองเป็นผู้เลือก
และไม่เลือกแบบสุ่ม
เป็นการเลือกตามจังหวะจะโคนของชีวิต
หรือบางทีก็เลือกตามเงื่อนไขการตัดสินใจในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่นถ้าใครคนหนึ่งเกิดมาอาภัพ
หากตัดสินใจสู้ชีวิต หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน
ก็จะได้อาบเหงื่อต่างน้ำไปเรื่อยๆ
เพราะขาดปัจจัยในการให้ผลเป็นความรุ่งเรืองทางการทำไร่ทำนา
ชาติใกล้ๆไม่ค่อยทำทานไว้เท่าไหร่
แต่หากตัดสินใจห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ถือบวชเป็นภิกษุรูปหนึ่งในพุทธศาสนา
ก็จะมีชื่อเสียง มีความก้าวหน้าในธรรมวินัยแบบพรวดพราด
เพราะเคยเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาก่อน
เคยช่วยเหลือเกื้อกูลหมู่ชนให้หันมาสนใจอรรถธรรม
เข้าใจอรรถธรรมไว้เป็นจำนวนมาก

ลักษณะของการอยู่ในสังสารวัฏมันเหมือนการคลี่คลายตัวเองของรูปนาม
จากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง
รับกันเป็นทอดๆ มีเหตุปัจจัยที่แน่นอน
แต่ความแน่นอนนั้นหลบใน ในรูปของเชื้อให้ผลิดอกออกผลคนละกาล
การที่เราเห็นรูปร่างหน้าตา หรือฐานะของใครคนใดคนหนึ่ง
มันก็เหมือนกับมองดูแสงดาว
เราเห็นเดี๋ยวนี้ แต่ความจริงเป็นของเก่าในอดีตเป็นร้อยเป็นพันปีล่วงมา
ธรรมชาติมีอะไรลวงตา ลวงผัสสะหยาบอย่างนี้อยู่เยอะครับ

เพราะฉะนั้นไปกล่าวว่ากรรมใหม่ชนะกรรมเก่า
หรือกรรมเก่าชนะกรรมใหม่
เป็นมุมมองที่เกิดจากความเข้าใจผิดชนิดหนึ่ง
คือไปนึกว่ากรรมดีไปทำลายกรรมร้ายได้
หรือกรรมร้ายมาหักคอกรรมดีลง

ความจริงคือถ้าทำกรรมใดกรรมหนึ่งมากๆ
จนให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามชนิดนั้นๆ
สิ่งที่จะปรากฏคือสภาพภายในและภายนอก
ที่ไม่เอื้อให้กรรมที่เป็นตรงกันข้ามมีโอกาสผลิดอกออกผลได้
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นผู้ทำทานไว้มาก
จิตเป็นทานจริงๆ ไม่เลือกว่าทำบุญเอาหน้า ทำบุญกับใคร
อีกทั้งฉลาดในการให้ ให้ของประณีต ให้ด้วยใจประณีต
เมื่อถวายทานแด่ผู้ทรงศีล (ไม่ว่าจะศาสนาไหน)
ก็ถวายด้วยใจเคารพ เปี่ยมปีติ ยินดีในจิตอันเบิกบานที่เกิดขึ้นภายใน
อย่างนี้ในชาติใกล้ก็ประกันได้ว่าต้องไปถือกำเนิดในวงศ์ตระกูลร่ำรวย
ทีนี้ถ้าเคยทำกรรมเล็กกรรมน้อย เช่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจ้อยๆ
ประเภทนกหนู แมลง แมงปอ
แม้จะเจ็บออดๆแอดๆ ก็อาจใช้กำลังทรัพย์รักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก

เรื่องทำบุญสะเดาะเคราะห์ ปล่อยนกปล่อยปลา
หรือทำบุญล้างกรรมอะไรที่เชื่อๆกันมา
ค่อนข้างเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นไปได้ยาก
เคยไปบีบคอเขาตาย ให้มาปล่อยนกสองสามตัวน้ำหนักมันได้ดุลกันหรือ?

แต่ถ้ากล่าวแบบเข้าข้างศาสนาของพวกเราเอง
ก็ต้องว่าการทำกรรมแรงๆ
เช่นถวายสังฆทานด้วยใจที่เปี่ยมด้วยปรารถนาเกื้อกูลพระศาสนา
ก็อาจให้ผลรุนแรงทันตาเห็น
โดยเฉพาะถ้าเผอิญได้ทำกับกลุ่มพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หรือจับพลัดจับผลูฟลุคสุดขีด ได้ถวายกับกลุ่มพระอริยบุคคล
มีพระอรหันต์ขีณาสพเป็นประธาน
(ซึ่งพวกเราบางคนในนี้อาจเคยมีโอกาสนั้นมาแล้ว!)
อย่างนี้กรรมเก่าก็อาจดูบางลง
เพราะมีเหตุปัจจัยอำนวยให้มีความสุขมากขึ้น
ลำบากน้อยกว่าเก่า

อีกประการหนึ่ง
หากเกิดในพุทธศาสนา
ก็มีกรรมอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นกลาง
แต่กลางชนิดเหนือบุญเหนือบาป
ไม่ใช่อยู่ระหว่างบาปกับบุญ
กรรมนั้นคือกรรมฐาน
ทำวิปัสสนาจนจิตสงบ
และสักแต่ออกกิริยารู้ เป็นอิสระจากแรงกระทบ
ก็จะเห็นชัดจากจิตชนิดนั้น
ว่ากรรมใดๆ จะให้ผลวิบากก็กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร
หรืออีกนัยหนึ่งเปลือกนอก คือกายและความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น

เมื่อใจสงบ ปราศจากอุปาทานในตัวตน
เก็บตัวเงียบ ส่งยิ้มเบิกบานสว่างไสวอยู่ตรงกลาง
ก็ไม่มีวิบากกรรมไหนเลยที่ล่วงเข้ามารบกวนได้


แต่ไม่ค่อยจะมีคนสร้างกรรมชนิดที่เป็นกรรมฐานกันเท่าไหร่หรอกครับ
จะสร้างกรรมล้างกรรมเสียทีตอนชีวิตตกอับ
หันหน้าไปทางไหนมืดแปดด้านนั่นแหละ
อยากเข้าวัด อยากหาหมอดูดังๆ
นึกว่ามีสูตรสำเร็จแก้กรรมทุกชนิดแบบครอบจักรวาลอยู่ที่พระครูเก่งๆ
หารู้ไม่ว่าสูตรสำเร็จของจริงนั้น
ต้องอาศัยจิตที่ฉลาดในการเห็นสภาวธรรมเป็นอนัตตา
ถ้าไม่สร้างความฉลาดเป็นการภายในให้กับจิตแล้ว
ก็ต้องเวียนว่ายอยู่กับการไม่รู้เรื่องกรรม
เจอทีก็งงเคว้งทีอย่างนี้เรื่อยไป

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/000274.htm?4#4
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!