แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:07 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ก่อนตายถ้าจับอารมณ์กุศลหรืออกุศลก็จะได้ไปเกิดตามนั้นหรือไม่  (อ่าน 2135 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 18:23 »


ถาม - จริงหรือไม่ที่ว่าถ้าก่อนตายเราจับอารมณ์ที่เป็นกุศลก็จะไปสุคติภูมิหากจับอกุศลก็ไปทุคติภูมิ
แต่ส่วนมากในช่วงใกล้ตายเวทนาจะมากจนไม่สามารถตั้งสติได้
จึงเป็นสาเหตุให้ควรฝึกปฏิบัติจนเกิดเป็นมหาสติไว้ก่อน


 เปลี่ยนเป็นว่าถ้าก่อนตายใจถึงกุศลได้
ก็อาจมีสิทธิ์ได้ไปสุคติภูมิจะใกล้เคียงความจริงนะครับ

ลองนึกถึงตอนปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้หรือเป็นไมเกรน
ที่ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนใกล้จะอาเจียน
จิตใจแบบนั้นแม้จะนึกออกท่องได้ว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
หรือท่องพุทโธหรือสัมมาอรหัง
ก็ยากที่จะเป็นกุศลหากไม่จ่ออยู่กับกุศลแรงๆไว้จนอยู่ตัวล่วงหน้า

อีกประการหนึ่ง
แม้ใจจะเป็นกุศลจะได้ไปสุคติภูมิคือมนุษยโลกหรือเทวโลก
ก็ไม่แน่นักว่าจะโดยดีหรือน่าพึงพอใจ
เพราะกรรมย่อมเป็นผู้จำแนกคลาสของการเกิดในภูมิหนึ่งๆอีกที

ยกตัวอย่างเช่นโลกมนุษย์นั้นถือว่าเป็นสุคติ
แต่ลองดูในปัจจุบันเป็นตัวอย่างเถิด
ว่าอยู่ในสุคติเพื่อทำกุศลหรืออกุศลมากกว่ากัน
อยู่ในโลกมนุษย์แล้วมีใครบ้างนั่งนอนสบายเสวยสุขโดยไม่ลำบาก
อยู่ในโลกมนุษย์แล้วมีแต่เรื่องฉ่ำชื่นชวนสุขสันต์หรรษา
ไม่ต้องพบอุปสรรคไม่ต้องมีเรื่องราวหม่นใจ

เทวโลกนั้นละไว้เพราะไม่ค่อยมีใครรู้กัน
ว่าความเป็นอยู่ข้างบนเป็นอย่างไรแน่
แต่แน่อยู่อย่างคือมีการแบ่งชั้นวรรณะ
กรรมวิบากจัดสรรเทวสมบัติให้หยาบประณีตผิดแผกกัน
ความรุ่งเรืองในรัศมีแตกต่างกัน
บริษัทบริวารอันควรมีควรครองแตกต่างกัน

ความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันนั้นแหละ
เหตุที่มาของความขัดเคืองน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา
หรือกระทั่งความริษยา - ดูหมิ่น
เป็นของประจำภพภูมิที่เที่ยงแท้แน่นอนมาตลอดกาล


มีกี่คนในโลกนี้โกยบุญเพื่อเสวยสุขจากกุศลวิบาก
เอาแค่ความเชื่อในสังสารวัฏก็หาได้ยากเย็นเต็มที

ศาสนาพุทธจึงมีท่าทีต่อการเตรียมตัวตายอย่างชัดเจน
ว่าไม่ใช่ให้ระลึกถึงกุศลเอาในขณะตาย
แต่ให้พยายามสร้างสมบุญกุศลเอาไว้ตลอดชีวิต
เพราะบุญกุศลย่อมให้ผลเป็นความสุขในปัจจุบันประจักษ์ใจ
และถ้าชาติหน้าจะมีจริงก็ย่อมให้วิบากเป็นอัตภาพอันน่ารื่นรมย์ไม่เป็นรองใคร
(เว้นแต่ทำบุญด้วยกิริยาที่เป็นรองเขาหมด
ต้องให้เขาชักชวนเสียก่อนถึงยินดีแบบประดักประเดิด
แบบนี้จะหวังเสวยสุขอันเยี่ยมยอดนั้นคงยากแน่)

เมื่อคิดพูดทำอย่างที่เป็นบุญตลอดเวลา
ตามแนวทางของทานศีลสมาธิและปัญญาไม่ขาดสาย
ธรรมชาติของใจก็ย่อมเปิดย่อมสว่างมีความหนักแน่นมั่นคงอยู่เองเป็นธรรมดา
แม้เมื่อตายโดยไม่รู้ตัวพื้นกุศลอันหนักแน่นนั้นก็จะเป็นพื้นหนุน
เป็นเกราะป้องกระแสอกุศลอันแข็งแรงเอง
แทบไม่มีความจำเป็นต้องระลึกถึงกุศลแต่อย่างใด
ในเมื่อภาวะมันจ่ออยู่เองแล้วสบายลอยลำอยู่แน่แล้ว

อีกประการหนึ่งพุทธศาสนามีท่าทีให้หนีการเกิด
คืออย่าเกิดเป็นดีที่สุดสลัดคืนบ่อเกิดของอัตภาพทั้งปวงนั่นแหละปลอดภัยแท้
แม้ยังทำไม่ได้ยังอาลัยไยดียังเห็นการเกิดเป็นของน่าหวงแหน
อย่างน้อยทำให้เบาบางด้วยการหมั่นคิดหมั่นพิจารณาไปเรื่อย
ว่าสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ควรตามเห็นหรือไม่ว่านั่นของเรานี่ของเรา
ค่อยๆทำใจให้ตีตัวออกห่างผละจากเปลือกหยาบภายนอก
แล้วตะล่อมเข้ามาหาเจ้าเรือนอัตตาคือกายนี้ใจนี้
เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างไม่คลอนแคลน
ก็เท่ากับเป็นการสร้างสะพานสานกระแสจิตให้ไหลไปสู่ความหลุดพ้นจากวังวนทุกข์
เผลอๆถ้าหมั่นพิจารณาจนสั่งสมกำลังความปล่อยวางไว้มากพอ
ก่อนตายจิตอาจได้จังหวะเบิกบานออกเป็นความรู้แจ้งระดับแรกก็ได้ครับ
เพราะถ้าก่อนตายใจจับกายอันกำลังจะล่วงลับ
จับจิตและความทุกข์จากธาตุขันธ์เห็นสักแต่เป็นของว่างเปล่าที่กำลังจะดับไป
การช่วยแสดงอนัตตภาพของกายใจขณะนั้นจะแจ่มใสหนักแน่นยิ่ง
ไม่ต้องลุ้นไม่ต้องแกล้งทุรนทุรายไม่ต้องเพ่งให้กายบิดตะกูดเป็นอนัตตาแต่อย่างใดเลย

ขอเพียงมีจิตที่สั่งสมอนัตตสัญญามาแล้วมาสอดรับกับสถานการณ์จริง
ประกอบกับมีกระแสกุศลเอ่อขึ้นเหมือนกลุ่มน้ำช่วยค้ำชู
ก็เป็นไปได้สูงที่จิตจะดิ่งแน่วเข้าสู่การรู้แจ้งเห็นจริงในสังขารจนปล่อยวางได้
ทำลายความเห็นมีตัวมีตนในกายใจได้ตลอดรอดฝั่ง
ก็ผ่านขั้นแรกถึงความปลอดภัย
ไม่ร่วงหล่นสู่อบายอย่างเด็ดขาดและเที่ยงที่จะถึงนิพพานในกาลต่อไปได้เอง
กับทั้งระหว่างทางไปนิพพาน
ก็แน่ใจเชื่อมั่นในความปลอดภัยได้ในระดับจิต
เห็นจิตละจากเชื้ออกุศลกรรมหยาบในขั้นที่จะให้ไปสู่อบาย
มีแต่ความรุ่งเรืองโปร่งใสฝักใฝ่ในบุญกุศล
ให้รู้เองว่าจะต้องเกิดตายอีกเท่าไหร่ก็อยู่ในเขตอยู่ในโลกอันเป็นกุศลน่าพึงพอใจ
ไม่ขัดสนเพราะจิตเปิดเป็นทานอยู่แล้ว
ไม่อยู่ในตระกูลต่ำเพราะจิตสูงด้วยศีลอยู่แล้ว
ไม่เป็นจิตเภทไม่สัดส่ายฟุ้งซ่านเพราะจิตมั่นคงดีแล้ว
และจะไม่โง่เขลาเบาปัญญาเพราะจิตเห็นชอบและเข้าหาเครื่องระลึกชอบอยู่แล้ว

โดย ดังตฤณ

ที่มา http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001037.htm?5#5
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!