แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
23 สิงหาคม 2019, 05:12 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: มาหายขาดจากโรคขี้น้อยใจกันเถอะ  (อ่าน 1812 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 18:13 »

โรคขี้น้อยใจ เป็นโรคของคนที่อยู่ดีไม่ว่าดีก็ทุกข์เอง
เจ็บปวดเองได้ตลอดเวลา!

โรคขี้น้อยใจกับวิธีมองโลกในแง่ร้าย
คิดมากเกินกว่าเหตุนั้น เกื้อกูลกันจริงๆ
อะไรนิดอะไรหน่อยก็เกิดความรู้สึกแย่ได้หมด
แค่คนเคยยิ้มให้ไม่ยิ้มให้ ก็ระแวงแล้วว่าเขาไม่พอใจ
หรือรู้สึกว่าตัวเองเรตติ้งตก กลัวจะไม่เป็นที่รัก

คนจะนึกว่าโรคขี้น้อยใจเป็นโรคของเพศหญิง
แท้จริงเข้าใจผิดกันแท้ๆเลยครับ
ผู้ชายนั่นแหละตัวดี ขี้น้อยใจได้พอๆกับผู้หญิงนั่นแหละ
มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะแสดงออกถึงโรคนี้
ถึงขั้น "ป่วยอย่างรุนแรง" กว่ากัน ต้องว่าเป็นคนๆ

คนส่วนใหญ่เกลียดความเจ็บปวด
แต่ขยันทำเหตุให้เจ็บปวด
เพราะนึกว่าทำแล้วจะหายเจ็บปวด!

อย่างเช่น คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักว่า
ยิ่งเป็นฝ่ายขอรับ ก็ยิ่งสร้างเหตุแห่งความเจ็บปวดมาก!
ยิ่งได้รับมากขึ้นเท่าไหร่
ก็เหมือนยิ่งเหมือนขาดขึ้นเท่านั้น

คนที่รู้สึกขาด ไม่อาจเติมให้ตัวเองเต็มได้
ชีวิตจะปรากฏเป็นความหนาวเย็นให้ตัวเองและคนอื่นสัมผัส
คนขี้น้อยใจจึงเป็นพวกดูดพลัง
ถ้าใครใกล้ชิดจะเหมือนต้องมาหมดแรงด้วยอยู่ทุกวี่วัน

คนส่วนใหญ่จะถูกชีวิตฝึกให้ทำตัวเป็นที่พึ่ง
ก็เมื่อถึงคราวเป็นพ่อเป็นแม่
ถ้าเลี้ยงลูกเองและผ่านด่าน
"ความเรียกร้องสุดชีวิต" ของลูกได้หลายๆปี
ก็มักมีความอบอุ่นมั่นคงอย่างนักเลี้ยงดู นักเสียสละ
และนักทำความเข้าใจขึ้นมา
แต่ถ้าผ่านไม่สำเร็จ เป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลว
ก็อาจยิ่งมีเหตุให้เป็นโรคขี้น้อยใจหนักขึ้นได้เป็นทวีคูณ
เรียกร้องจากคู่ครอง เรียกร้องเอาจากลูกหนักขึ้นทุกวัน

ขอให้ระลึกว่าโรคทุกโรคมีสิทธิ์หายทั้งนั้น
ที่รักษาไม่หายเพราะหลายคนไม่คิดจะรักษา
หรือไม่รู้วิธีรักษาเท่านั้นแหละ
อย่างถ้ารู้ว่าขี้น้อยใจเพราะเอาแต่ "คิดๆๆ"
ถ้ามีแก่ใจฝึกเปลี่ยนเป็น "รู้ๆๆ"
ก็จะหายน้อยใจ ถูกไหมล่ะ?

หรือถ้าเอาแต่อยากรับความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ
ถ้ามีแก่ใจเปลี่ยนโหมดจาก "ผู้รอรับ"
เป็น "ผู้หาโอกาสให้" ได้สมบูรณ์แบบเมื่อไหร่
โรคนี้ก็หายขาดเมื่อนั้น

ความหนักแน่นอย่างผู้ให้ไม่ใช่เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ
เราต้องอยากมีความอบอุ่น อยากมีความสุขอยู่กับตัวเอง
อยากจะได้รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าอย่างนี้คือผู้ใหญ่
อย่างนี้คือที่พึ่งให้ตัวเอง
แม้เมื่อจะฝากความหวังไว้ที่ใคร
อย่างมากก็จะเป็นเพียงความรู้สึกดีๆตอบกลับมา
ไม่ใช่คิดว่าจะให้ใครมาเห็นใจ
ไม่ได้คาดหมายว่าใครจะมาทำอะไรให้อยู่ตลอดเวลา

หลายคนบ่นว่าทำบุญทำทานมา
ก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ให้จริงๆเสียที
นั่นก็เพราะยังให้ไม่สม่ำเสมอ
คนเราจะรู้สึกว่าเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ
ก็ต่อเมื่อสามารถทำได้ทุกวัน ทำได้เป็นปกติ
ถ้าหากต่อเนื่องจริง
คุณจะรู้สึกถึงความเป็น "ของจริง"
ที่แตกต่างจากอะไรชั่วคราวปลอมๆ

เมื่อหนักแน่นมาก สติของคุณจะเจริญได้เร็ว
กล่าวคือเมื่อไหร่ใจแป้ว คิดมาก หดหู่
กลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวโดดเดี่ยว
ไม่มีใครเหลียวแล
ก็จะเข้าใจและรู้ทันว่าสภาพแบบนั้น
เป็นเพียงภาวะชั่วคราวหนึ่งของจิต
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร มีแต่ภาวะของจิตแบบหนึ่งเกิดขึ้น
เป็นเพียงหนึ่งในหลายต่อหลายภาวะของจิต
ที่เกิดขึ้นแล้วดับลงตลอดวันตลอดคืน
ก็จะสว่างและกระจ่างขึ้นมาอีกแบบ
กลายเป็นความรู้สึกปกติที่จะสว่างและกระจ่างอยู่อย่างนั้น
ไม่รู้จะน้อยใจไปทำไม เสียเวลาจริงๆ

ดังตฤณ
ตุลาคม ๕๔

ที่มา http://tinyurl.com/bp7mdd4
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!