แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 04:58 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ตัดต่อเวร  (อ่าน 1482 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 18:08 »

เวรที่ยืดเยื้อ เริ่มต้นจากเวรที่อภัยได้แล้วไม่อภัย!

ถ้ามีประสบการณ์ทำนองนี้นะครับ
ประมาณว่ามีเรื่องนิดเดียว
แต่รู้สึกผูกใจเจ็บเหลือเกิน อภัยกันไม่ได้
มองหน้ากันไม่ติดถาวร
กรณีแบบนี้สันนิษฐานได้ว่ามีเหตุอยู่สองแบบ

แบบแรกคือรู้จักกันไม่เท่าไหร่แต่คาดหวังมากไปหน่อย
พอผิดหวังแบบทำให้เสียความรู้สึก
ความรู้สึกที่เสียไปเลยถอนความคาดหวังไปทั้งยวง
เกิดอาการสวิงจากคาดหวังมากเป็นผิดหวังมาก
แปรความรู้สึกบวกเป็นอารมณ์ลบอย่างแรงต่อกันไปเลย

แบบที่สองมีเบื้องหลังที่ลึกลับ
อธิบายด้วยเหตุผลธรรมดาไม่ได้ด้วยวิธีใดๆ
แค่สบตากันเหมือนมีไฟนรกประทุ
ทำให้นึกถึงคำว่าแค้นข้ามชาติขึ้นมาได้
หลังจากนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหนจะทำอะไร
อีกฝ่ายเป็นต้องรู้สึกขัดหูขัดตา ไม่ชอบใจไปหมด

ถ้าเจอประสบการณ์แบบที่สองนะครับ
คุณอาจเจอ "เวรที่ยืดเยื้อ" ของจริงเข้าให้แล้ว
ประเภทสบตาปุ๊บเป็นศัตรูกันปั๊บนี่
ยากเหมือนกันครับที่จะหาเหตุดีๆมาทำให้รู้สึกเป็นมิตรกันได้
ต่างฝ่ายต่างลืมไปแล้วว่าเคยผูกใจเจ็บแค้นเรื่องใดกันมา
จึงไม่ทราบจะย้อนกลับไปอภัยกันให้ถูกเรื่อง ถูกประเด็น
เห็นแต่ว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆในชาตินี้ก็เป็นชนวนให้อยากตีกันแล้ว

เมื่อเกิดเวร รีบตัดเวรเสียแต่เนิ่นๆแหละดี
เพราะเวรเป็นของสั่งสมกำลังให้พอกพูนได้
เริ่มจากเรื่องขี้หมา พัฒนาเป็นศึกชนช้างได้ทันในช่วงชีวิตเดียว

หลายคนมักบ่นว่าให้อภัยแล้ว
แต่ช่วยไม่ได้ที่ใจมันอาฆาตไม่เลิก
อันนี้ก็อาจเอาปัญญาทางพุทธเข้ามาช่วย
เห็นให้ได้ว่าโดยความรู้สึกแล้ว
เราอาจเหมือนมีสองใจสู้กันเอง
ใจหนึ่งพยายามคิดอภัย
แต่อีกใจกลับอยากผูกอาฆาตไม่เลิก

ตรงนี้ให้บอกตัวเองว่า "จิตไม่ใช่ตัวตนของเรา"
ถ้าเป็นตัวตนของเรา เราคงบังคับได้
เมื่อมองอย่างนี้บ่อยเข้า ผ่านเดือนผ่านปีจนรู้สึกเห็นจริงเห็นจัง
ก็จะเลิกโทษตัวเอง
เห็นเป็นเรื่องของจิตที่ต้องเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง
ตามธรรมดาของอนัตตา

จากนั้น เพียรเพิ่มเหตุให้จิตใส และลดละเหตุให้จิตขุ่น
การอภัยไม่ใช่เหตุเดียวที่ทำให้จิตใส
ตรงข้าม การกัดฟันฝืนอภัยดื้อๆในหลายครั้งอาจเป็นเหตุให้ขุ่นขึ้น
เพราะฝืนใจแล้วไม่รู้สึกว่าเหลือใจให้ฝืน

ตอนโกรธจัดๆอาจต้องหาเครื่องช่วยบ้าง
ก่อนออกจากบ้านเอาทุนไว้ก่อนด้วยการท่องอิติปิโส
ทำให้ใจผูกอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ออกนอกบ้านแล้วก็เลี้ยงความสุขไว้ด้วยการท่องพุทโธ
ซึ่งเข้ากันได้กับใจอันเป็นไปในอิติปิโส
โกรธเมื่อไหร่ก็พุทโธๆๆแบบนึกถึงความสุขเข้าไว้
ให้เกิดสุขแทนที่ความทุกข์ความร้อนอันเกิดแต่โทสะ
นี่แหละกำลังหนุนให้มีแก่ใจอยากอภัย

เมื่ออภัยให้ใครได้ จะเหมือนม่านหมอกบางอย่างหายไป
และรู้สึกเป็นจริงเป็นจังว่าถ้าผูกใจเจ็บ
ก็เท่ากับผูกตัวไว้กับโรคอะไรโรคนหนึ่งจริงๆ
จิตเดิมผ่องใสอยู่ดีๆ
พอมีอาการผูกใจเจ็บเข้ามาครอบงำ
ก็กลายเป็นโรคเศร้า โรคหม่น
โรคหมองเปล่าๆปลี้ๆเสียอย่างนั้น

การ "ก่อเวร" เกิดจากเจตนาเบียดเบียนก่อน
การ "ต่อเวร" เกิดจากเจตนาไม่เลิกรา
การ "ตัดเวร" เกิดจากเจตนาไม่เอาเรื่อง
สรุปคือเวรจะก่อตัว จะต่อติด หรือจะตัดขาด
ก็เริ่มต้นจากกรรมทางใจ
ผลของกรรมทางใจทอดยาวไปแค่ไหนไม่มีใครรู้

อนึ่ง การอภัยไม่ได้เป็นประกันว่าเรื่องราวทุกอย่างจะยุติ
แต่เป็นประกันว่าใจเราจะเบาลง และไม่ต้องก่อกรรมเพิ่ม
พูดง่ายๆคือถึงเรื่องฝั่งเขาไม่ยุติ ขอให้กรรมฝั่งเรายุติก็แล้วกัน
ชาติหน้าถ้าต้องเจออีก ไฟแห่งเวรจะได้ไหม้เขาคนเดียว
ไม่ต้องมาพลอยไหม้เราด้วยครับ

ดังตฤณ
ธันวาคม ๕๔

ที่มา http://tinyurl.com/c8tzga2
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!