แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 13:25 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: จะจำอย่างพาล หรือจะลืมอย่างบัณฑิต?  (อ่าน 1701 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 7 พฤษภาคม 2013, 18:05 »

ลืมความรู้ถือว่าไร้ความสามารถ ลืมคำด่าถือว่ามีความสามารถ!

การรับฟังคำติติงของบัณฑิตคือสิ่งที่บัณฑิตใส่ใจประพฤติ
แต่การเก็บคำด่าของคนพาลมาคิดมากนั้น
ย่อมไม่ช่วยให้เราหนีโลกของพาลชนไปได้พ้น
ในที่สุดเราก็ต้องเป็นพาลตามเขา
ถือเป็นความไร้สามารถในการทำตนให้เป็นบัณฑิตได้

ในมุมมองของคนพาล
การด่าใครได้นี่แปลว่าเราดีพอจะเห็นความเลวของคนอื่น
การหรือหมายถึงการมีฐานะเหนือกว่าคนที่ถูกด่า
สังเกตเถิดว่ายิ่งได้ด่าคนที่มีศีลมากกว่า
ประพฤติตนดีกว่า ทำประโยชน์กับโลกมากกว่า
แทนที่จะละอาย
กลับรู้สึกว่าตนเองมีดีและสูงส่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

มนุษย์ต้องผ่านวันผ่านคืนในการขัดเกลาตนเองมากมาย
กว่าจะเปลี่ยนตัวเองจากความเป็นพาลชน
ให้ขยับขึ้นมาเป็นบัณฑิต ไม่มีใครเป็นบัณฑิตแต่เกิด
ส่วนใหญ่เริ่มจากการเป็นพาลกันทั้งนั้น
จะพาลมากหรือพาลน้อย
ก็ขึ้นอยู่กับบุญเก่าส่งมาอยู่กับพ่อแม่แบบไหน

ถึงจุดหนึ่งของความเป็นบัณฑิต
ทุกคนจะพบว่าความสามารถในการด่าแบบไม่ตรงประเด็นนั้น
เป็นเรื่องง่าย เด็กอนุบาลจนถึงคนแก่ที่หลงๆลืมๆที่ไหนก็ทำได้
แต่ความสามารถในการชมให้ถูกจุดต่างหาก
ที่ยาก และต้องผ่านด่านทิฐิหลายชั้น
ใจต้องดีจริง ถึงจะสูงพอจะเห็นผ่านกำแพงมานะ
ว่าใครมีดีอย่างไร แม้แต่คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม
หลายครั้งจึงต้องบอกว่าถ้าชมได้
ก็แปลว่ามีดีพอจะเห็นความดีของคนอื่น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมที่ทำให้ถูกใส่ไคล้
คือการละเมิดศีลข้อมุสาวาท
เราอาจจะเคยโกหก ส่อเสียด พูดหยาบ หรือเพ้อเจ้อ
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ฉะนั้น ถ้าโดนเข้าบ้างก็อย่าแปลกใจ
ทางพุทธท่านให้ตั้งใจว่าครั้งนี้เราจะ "ใช้กรรม"
โดยไม่ "ก่อกรรม" แบบเดิมๆเพิ่ม

จะเห็นว่าโลกที่เต็มไปด้วยถ้อยคำด่าว่ากันนั้น
ไม่ค่อยเหมือนโลกมนุษย์เท่าไหร่
ถ้าใครฝึกที่จะเห็นเป็นคลื่นกระแทกที่ลอยลมมาแล้วลอยลมไป
เข้าหูซ้ายแล้วก็ผ่านออกหูขวาเสียได้
ไม่หลงหน้ามืดไปร่วมวงมัวเมากับเขาด้วย
ก็นับเป็นผู้มีธรรมคุ้มครองตนจริง
เห็นใครผิดก็ว่าตามผิด ตำหนิตามควรให้เขากลับตัว
หรือกระทั่งประท้วงให้สละตำแหน่ง
แต่ไม่ใช่เห็นใครพลาดแล้วรีบดิ่งเข้าไปรุมกระทืบซ้ำ
หรือสาปแช่งอย่างไม่ต้องมีเหตุผลประกอบ

กรรมเล็กๆที่เริ่มทำกันในอินเตอร์เน็ตได้
จิตก็ถูกปรุงแต่งให้อยากรุมประทุษร้าย รุมกระทืบ
รุมประชาทัณฑ์ในโลกความเป็็นจริงได้เหมือนกัน
และกรรมที่ร่วมรุมประชาทัณฑ์ด้วยอารมณ์
จะเหวี่ยงเจ้าของกรรมไปสู่ความเป็นผู้เผลอทำผิดคิดพลาด
แล้วโดนรุมกินโต๊ะเข้าให้บ้าง
เป็นภาพย้อนกลับเข้าตัวที่น่ากลัวครับ
รู้สึกได้ตั้งแต่เริ่มลงมือทำแล้ว
แต่อำนาจความคะนองปิดกั้นไว้

โลกเหลือเขต "ไม่เพ่งโทษ" น้อยแล้ว
เพราะชีวิตยุคอินเตอร์เน็ต
ที่สร้างข้อมูลและบริโภคข้อมูลได้ง่ายๆนั้น
ฟ้องชัดว่าเสรีภาพไม่มีขีดจำกัดที่จะเพ่งโทษได้
ด่าได้ โพนทะนาไปในวงกว้างได้โดยใครก็ได้
มันเกิดอะไรขึ้น
มนุษย์จะเผยธาตุแท้ในทางร้ายหรือทางบวกของตนเอง

ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๕๕

ที่มา http://bit.ly/11ep8qE
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!