แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 05:30 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: เจ็บใจ ทำยังไงดี?  (อ่าน 4654 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 30 มกราคม 2012, 15:20 »

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เคยเจอแซงคิวแบบหน้าด้านๆ หรือเคยถูกต่อว่าให้เสียหน้าแบบไม่สมเหตุสมผล หรือเคยถูกบีบบังคับให้รับงานหนักอยู่คนเดียวโดยไร้ผลตอบแทน คุณคงเคยผ่านประสบการณ์อยากทำร้ายคนมาบ้าง

คนเราเมื่อเป็นฝ่ายถูกกระทำบ่อยๆ ย่อมเพิ่มแรงเก็บกดอัดอั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงรู้แก่ใจว่าไม่ช้าก็เร็ว อาจต้องวู่วามทำร้ายคนในวันอากาศร้อน หรือในวันที่อารมณ์ถึงจุดเดือดพอ

มนุษย์จะไม่อยากทำร้ายใครถ้าไม่ เจ็บใจ เพราะจิตวิญญาณมนุษย์มีสำนึก มีมโนธรรม คือพูดง่ายๆว่าจะเป็นมนุษย์ได้ก็ต้องมีธรรมะของมนุษย์ติดตัวมา แบบที่เรียก "มนุษยธรรม" และนั่นก็แปลว่าความเจ็บใจต้องมีกำลังเหนือมนุษยธรรมมาก เราจึงเสียความเป็นมนุษย์พอจะทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน

เมื่อต้องหมดความเป็นมนุษย์ หรือกระทั่งมีความเป็นมนุษย์น้อยลง คนเราจะทรมานใจ รู้สึกแย่กับตัวเอง และไม่อยากเห็นตัวเองตกต่ำลง หรือกระทั่งเลวลงทุกวัน นั่นเองเป็นเหตุให้หลายคนในยุคโลกร้อน ตั้งคำถามกันว่า จะเลิกอยากทำร้ายคนได้อย่างไร?

ก่อนจะอยากเลิก คุณต้องเข้าใจเสียก่อนว่าความเห็นแก่ตัวของคนเรามันน่ารังเกียจขนาดไหน ขอให้มองว่า ความเจ็บใจไม่เคยบีบให้เราอยากทำร้ายตัวเอง มีแต่จะอยากทำร้ายคนอื่น และนั่นก็แปลว่าความเจ็บใจมีค่าน้อยกว่าชีวิตของเรา แต่อาจมีค่ามากกว่าชีวิตคนอื่น!

แค่ความเจ็บใจของเรา อาจทำให้คนอื่นเจ็บตัว หรืออาจทำให้คนอื่นเสียชีวิต ความเจ็บใจจึงเป็นผู้ร้ายตัวจริง มีผลให้เราต้องทนทุกข์ทางใจ ที่รู้ตัวว่าเหลือความเป็นมนุษย์น้อยลง หรือกระทั่งไม่เหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลย

ในโลกนี้มีมิเตอร์ที่สามารถวัดความเจ็บใจได้ตัวเดียว คือ ใจของเราเอง และเมื่อใช้ใจวัด เราจะพบว่าความเจ็บใจแบ่งได้เป็น ๓ ระดับ ได้แก่

๑) เจ็บใจน้อยหน่อย ระดับนี้อาจแค่ใช้สายตาแสดงความขุ่นเคือง รบกวนจิตใจให้เขาระคาย หรือวางอำนาจด้วยท่ากร่างๆให้เขาเกรง แค่นี้เราก็อาจรู้สึกว่าได้ทำร้ายจิตใจเขา สมควรกับความเจ็บใจเล็กน้อยของเราแล้ว

๒) เจ็บใจมากหน่อย ระดับนี้จะอดด่าไม่ได้ หรืออาจถึงขั้นผลักอกให้เซไป ถ้ารบกวนโสตประสาท หรือรบกวนสมดุลทางร่างกายให้เขาอายได้ เราก็อาจจึงรู้สึกว่าทำร้ายร่างกายหรือจิตใจเขา สมควรแก่ความเจ็บใจมากหน่อยของเราแล้ว

๓) เจ็บใจที่สุด ระดับนี้ถึงขั้นทนไม่ไหว ต้องทุบตีหรือทำร้ายจนเขาได้รับความเจ็บปวดทางกาย หรือกระทั่งบีบคอเขาให้หายใจไม่ออกจนสิ้นลม อย่างนี้ถึงค่อยรู้สึกว่าทำร้ายชีวิตเขา สมควรแก่ความเจ็บใจเป็นที่สุดของเราได้

ความเจ็บใจ ไม่ว่าจะเล็กน้อย ปานกลาง หรือหนักสุดนั้น ต่างก็มีจุดร่วมกันคืออยากทำร้ายบุคคลผู้สร้างความเจ็บใจขึ้นในเรา ถ้าเราจัดการกับความรู้สึกเจ็บใจได้ การทำร้ายก็จะไม่เกิดขึ้นเลย แม้ในระดับการใช้สายตาหรือภาษากายให้ระคายกัน

ความสุขสงบ ความพอใจในภาวะสำนึกระดับสูง ย่อมอยู่ติดตัวผู้เอาชนะความเจ็บใจได้ตลอดเวลา แต่ถ้าคุณแพ้ คุณสร้างความเคยชินที่จะทำตามอำนาจความเจ็บใจบังคับ ก็จะพบความจริงประการหนึ่ง คือ ในที่สุดเราจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของความเจ็บใจอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นคนขาดมนุษยธรรม และทำให้ตนเองไม่ต่างจากผีดิบ ที่พร้อมจะทำร้ายคนโดยไม่กะพริบตา เพราะไม่เหลือสำนึกผิดชอบชั่วดีใดๆอีกต่อไป

ถึงเวลานั้นคุณอาจไม่ฝันร้าย เพราะทั้งชีวิตคือฝันร้ายสำหรับตัวเองและคนอื่นอยู่แล้ว!

เมื่อความเจ็บใจมีอยู่ ๓ ระดับ วิธีเอาชนะความเจ็บใจก็มีอยู่ ๓ ระดับเช่นกัน

๑) เจ็บใจน้อยหน่อย ให้อาศัยการสะสมเมตตา โดยย้อนกลับมาพิจารณาอาการทางใจ ที่มีความขุ่นเคือง ว่าเหมือนไฟร้อน หรือเหมือนไข้อ่อนๆ หากระงับลงได้ก็จะดี เหมือนไฟดับลงย่อมเยือกเย็น หรือเหมือนไข้หายย่อมสบายขึ้น กระชุ่มกระชวยมีกำลังวังชาขึ้น คิดแค่นี้ใจจะเบาสบาย และเมื่อรักษาความสบายไว้มากพอ จะรู้สึกดีที่มีเมตตามากขึ้น เจ็บใจยากขึ้น

๒) เจ็บใจมากหน่อย ให้อาศัยการสะสมอภัยทาน โดยพิจารณาว่าตอนเขาทำให้เราเจ็บใจ เขาเองยังไม่เจ็บใจ แต่แม้เรามีความชอบธรรมที่จะทำให้เขาเจ็บใจ เราก็ไม่ทำ ถือเป็นการเอื้อเฟื้อให้เขาได้สบายใจต่อ จัดเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ คิดแค่นี้ใจจะอิ่มเต็ม และรู้สึกว่าความดีที่ยิ่งใหญ่อยู่ข้างเรา หรือเกิดขึ้นในเรา เอากันที่ตรงนั้น อย่าไปจ้องแก้แค้นเอาคืนให้จิตหยาบเปล่าๆ

๓) เจ็บใจที่สุด ให้อาศัยการสะสมศีล โดยพิจารณาว่าคนที่อยู่ในกรอบของศีล คือคนที่ยืนอยู่ในเขตปลอดภัย เขาทำอันตรายเราได้มากที่สุดแค่ทางกาย แต่จะไม่มีใครดับความสว่างจากกลางใจเราได้เลย วิธีเป็นคนมีศีลคือตั้งใจไว้ก่อนว่าจะไม่ทำร้าย ไม่ฆ่าใคร จากนั้นเมื่อเกิดสถานการณ์ยั่วยุขึ้นจริงๆ ก็ห้ามใจให้ได้ตามที่คิดไว้ก่อน ยิ่งทำได้มากขึ้นเท่าไร โลกรอบตัวคุณจะเหมือนยิ่งสว่างจ้า ขยับออกมาไกลเขตมืดมากขึ้นทุกที ตามวันเวลาในชีวิตที่ผ่านไปครับ

โดยดังตฤณ
จากบทความ "ทำยังไงดี"?
นิตยสาร Miracle of Life ฉบับ เดือนกรกฎาคม ๕๓
ที่มา http://bit.ly/z2U79e
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!