แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
24 สิงหาคม 2019, 22:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: วันแห่งความรัก  (อ่าน 2808 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 30 มกราคม 2012, 15:16 »

การมีวันแห่งความรักระดับโลกได้นั้น
นับเป็นเรื่องดีครับ
ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติเราจะเห็นวันแห่งความรักนี้
เป็นรักที่เอียงเอนไปในทางชู้สาวมากกว่าความรักแบบอื่นก็ตาม

มีคนพยายามแปรวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรักสากล
รักพ่อแม่พี่น้อง รักเพื่อน รักเจ้านาย รักเจ้าหนี้ ฯลฯ
แต่ในทางปฏิบัติมันก็ไม่เคยเป็นไปได้จริง
ทุกปีจะมีคนพูดถึงวันวาเลนไทน์
ในฐานะของวันที่คู่รักทั่วโลกจะให้เวลาจู๋จี๋กัน
และพัฒนาขึ้นมาเรื่อย
จนกลายเป็นว่าในอดีตไม่เคยจู๋จี๋
ก็ควรได้เวลาจู๋จี๋กันในวันนี้แหละ
ใกล้ถึงวาเลนไทน์เมื่อไร
จึงมักมีการเร่งกระชับสัมพันธ์
เอาคำมั่นสัญญากันเร็วๆว่าปีนี้เธอเสร็จฉันเถอะ
ว่ากันว่าถ้าเธอไม่ตกลงก็ถือว่าไม่รักกันจริงอีก

อย่างไรโลกก็ยังมีวันแห่งความรักร่วมกัน
ใครจะใช้คำว่า "รัก" ไปในทางไหนก็แล้วแต่
ผมก็รู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีคำว่ารัก
เพราะตามความเป็นจริง
ในทางปฏิบัติที่มนุษย์กระทำต่อกันยุคนี้
ผมว่าส่วนใหญ่รู้สึกถึงแต่ละวัน
โดยความเป็นวันแห่งความเกลียดชังมากขึ้นไปทุกที
ไม่รู้จักกันก็เกลียดได้
คนน่าเกลียดน่าหมั่นไส้เต็มถนนไปหมด
ออกจากบ้านก็เหมือนพร้อมจะทะเลาะกับใครต่อใคร
โดยไม่จำเป็นต้องรู้จัก
หรือรักษามารยาทแบบคนแปลกหน้ากันอีกต่อไปแล้ว

ผมไม่เคยเห็นใครแกล้งมีความรักได้
ความรักที่แท้จริงเกิดขึ้นได้จากการที่คนเรา
พบความสุขบางอย่างที่เป็นของจริง
และความสุขดังกล่าวติดจิตติดใจเป็นเงาตามตัวไปทุกที่ทุกเวลา
จากนั้นจึงค่อยเกิดความมีแก่ใจอยากเผื่อแผ่ความสุข
ไปให้กับคนรอบข้างโดยไม่หวังว่าจะมีอะไรตอบแทนกลับมา
เพราะรู้สึกว่าความสุขที่ตนมีเป็นของฟรี
และอาการที่ใจจะเป็นสุขเต็มที่ได้
ก็คือแผ่ผายขยายความสุขนั้นไปกว้างๆ
ยิ่งกว้างเท่าไรยิ่งสุขขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่เก็บแคบไว้เหมือนคนหวงความสุข
คุณจะพบความจริงทางจิตว่าการหวงความสุข
ย่อมชักความสุขให้หดสั้นมากระจุกอยู่ข้างในน่าอึดอัด
ไม่รู้วิธีสร้างความสุขทางใจด้วยวิธีให้เปล่าเสียบ้าง

สุขแบบไหนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นของฟรีได้?
สุขแบบออกไปเที่ยว ก็ต้องเสียเงิน เสียเวลาออกข้างนอก
สุขแบบซื้อของถูกใจมาใช้ ก็ต้องจ่ายเงิน ต้องให้เวลาดูแลรักษา
สุขแบบเล่นกีฬา ก็ต้องออกแรง ต้องยอมฝืนความขี้เกียจก้าวออกไปเล่น
สุขแบบสวดมนต์ ก็ต้องเปล่งเสียง ต้องมานั่งฝึกสวดให้ใจอบอุ่นกับบทสวด
สุขแบบพักอยู่เฉยๆ ก็ต้องคอยเปลี่ยนเรื่องฟุ้งซ่านไม่ให้เบื่อเกินทน
ฯลฯ

ดูเหมือนทุกความสุขต้องแลกกับการลงทุนบางอย่าง ไม่มากก็น้อย
ลึกๆเราถึงไม่เคยรู้สึกว่าได้อะไรมาฟรี
และคนที่จะมาแชร์ความสุขกับเรา
จึงควรร่วมลงทุนลงแรง หรือหยิบยื่นอะไรบางอย่างตอบแทนเรา

ผมพบว่าความสุขอันเกิดจากการเปลี่ยนมุมมอง
เป็นความสุขที่ใกล้เคียงกับคำว่า "ฟรี" มากที่สุด
เพราะอย่างไรคนเราก็ต้องมีมุมมองอยู่แล้ว
ทุกอย่างที่เราต้องลงทุน คือสวนทางกิเลส
ที่บังคับให้อยากมองตามความเคยชิน
ไปเป็นมองตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง
ไม่ต้องขยับกระดิกแม้แต่นิ้วก้อยด้วยซ้ำ

มองตามความจริง
คือมองว่าอะไรๆก็ไม่เที่ยง
มองว่าอะไรๆเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้
มองว่าอะไรๆไม่เคยเป็นของเรา
มองว่าอะไรๆมาอยู่ในมือเราเพื่อให้ใช้สร้างกรรม
มองว่าอะไรๆจะต้องพลัดหลุดจากมือเราไปเสมอ
มองว่าแม้แต่บุญที่เราสร้างสมมา
เมื่อเผล็ดผลให้เราเสวยสุขหมดแล้ว ก็ต้องสร้างกันใหม่
ไม่มีสมบัติอมตะติดตัวเราถาวรเลย

แค่ "มองเห็น" ความจริงต่างๆข้างต้น
คุณจะรู้สึกเหมือนจิตเป็นอิสระจากการ "อยากยึด"
ซึ่งก็เท่ากับเป็นอิสระจากต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง
สำรวจจิตใจตนเอง
จะรู้สึกถึงความเบา โล่ง สบาย กว้างขวาง
ยิ่งกว้างขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งสุขขึ้นเท่านั้น
และคุณจะพบว่าวิธีทำให้ความรู้สึกกว้างขวางขึ้น
ก็คือเผื่อแผ่ความสุขแบบเดียวกันนี้ไปให้คนรอบตัว
อาจเริ่มจากง่ายที่สุด คือปรารถนาให้เขาสุขเหมือนเรา
ยากกว่านั้นหน่อยคือไม่เสียความสุขที่มีให้กับความโกรธเคืองใคร
ยากขึ้นอีกนิดคือพยายามช่วยเขาแก้ปัญหาทางใจให้สบายขึ้น
และยากที่สุดคือพยายามหยอดทีละนิด
ให้เขาคิดมาในทางเดียวกับเรา
เห็นความจริงตามพระพุทธเจ้า
ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง ไม่น่ายึดไว้ว่าเป็นใคร เป็นของใคร

นี่แหละครับ มูลเหตุความรักที่แท้จริง
บางทีเราไม่ต้องสิ้นกิเลสเสียก่อน
ก็ลิ้มรสความรักอันแสนบริสุทธิ์ชนิดนี้ได้
โดยไม่คาดหวังด้วยซ้ำ
ว่าความรักของเราจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงคนอื่น
ในเมื่อมันเปลี่ยนแปลงตัวเราได้แล้วคนหนึ่งจริงๆ

ดังตฤณ
กุมภาพันธ์ ๕๔
ที่มา http://bit.ly/wgAYb4
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!