แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กุมภาพันธ์ 2019, 20:16 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: นกน้อยในไร่แห้ว  (อ่าน 3352 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 30 มกราคม 2012, 13:26 »

คำถามที่มักมีคนถามผมเสมอคือ ผมเริ่มต้นการเขียนจากแรงจูงใจอะไร

ที่อยากเขียนส่วนหนึ่งเพราะผมจบวารสารศาสตร์ จากธรรมศาสตร์ มันมีสัญชาตญาณรักการขีดๆเขียนๆ มานาน ไม่ได้เขียนเป็นอาชีพ ก็เขียนแบบสมัครเล่นก็ได้ ใครจะทำไม

จริงๆ ก็ไม่มีใครเขาจะมาทำไมหรอก เขียนเท่ๆ ไปงั้นเอง ^^ ถ้านึกอยากเอาหลังเท้าสะกิดผมเล่นด้วยความเอ็นดู ก็สงวนเท้าไว้ก่อนก็แล้วกันนะ เดี๋ยวเท้าท่านจะมีราคี แหะแหะ

แรกเริ่มเดิมที บล็อกที่ผมเขียนก็มีคนรู้จักไม่มากนัก จากที่เคยเขียนแล้วมีคนอ่านวันละสี่ซ้าห้าคน ก็เริ่มมีคนเข้ามาอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ฟังรายการวิทยุที่ผมเคยจัด อีกส่วนก็เป็นชาวบล็อกเกอร์ด้วยกันเองมาช่วยอ่าน ชะรอยว่ากลัวผีจะหลอกคนเขียนจนจับไข้หัวโกร๋นไปเสียก่อน

พอเริ่มมีคนชอบเอาไปส่งต่อให้เพื่อนทางอีเมล์บ้าง เอาลิงค์ไปบอกต่อกันบ้าง ยิ่งพอได้รวมเล่มเป็นหนังสือ “ธนาคารความสุข” บล็อกเล็กๆ ของผมก็เริ่มมีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนกันเข้ามาอ่านเพิ่มขึ้นไปอีก จากที่อ่านและออกความเห็นปกติ ก็เริ่มมีคนเขียนมาปรึกษาปัญหาจิปาถะชนิดไม้จิ้มฟันยันดาวเทียม แต่หนึ่งในปัญหายอดฮิตที่มีคนถามบ่อยและมากที่สุด คุณคงเดาได้ว่า คือเรื่องอกหัก นั่นแหละ

เคยมีคนวิเคราะห์ว่า ผมมักจะมีวิธีแนะนำคนที่อกหักได้ดุเด็ดเผ็ดเจ่อเหมือนเอาทิงเจอร์ราดลงบนแผล แสบนิดสะกิดหน่อยแต่ถ้าทนได้ก็หายเร็ว แต่มิวายที่บางคนจะย้อนผมว่า “ก็พี่ไม่ได้เป็นคนอกหัก ก็พูดได้สิ”

สำหรับคนที่จบจากคณะในสายสื่อสารมวลชนแบบผม เราจะมีศัพท์เรียกกันว่า พวกนกน้อยในไร่ส้ม แต่โดยส่วนตัวเคยรู้สึกว่าถ้าผมเป็นนกจริงๆ แล้วไซร้ ไอ้นกแบบผมคงไม่ได้อยู่ในไร่ส้ม แต่อยู่ในไร่แห้ว

ถ้าจะบอกว่า ผมเริ่มต้นรู้จักความรักพร้อมกับการมีไร่แห้วเป็นของตัวเอง ก็ไม่ผิดนะ เริ่มจากเป็นพวก Old Sunlight รู้จักไหม พวกแก่แดดน่ะ

คือไปแอบชอบเพื่อนที่เคยเรียนห้องเดียวกันสมัยประถมที่เชียงใหม่ แต่ไม่เคยกล้าบอก พอเข้ามาเรียนมัธยมในกรุงเทพฯ ก็ดันมาเรียนโรงเรียนชายล้วน อันนี้เรียกได้ว่าแห้วสนิทศิษย์ส่ายหน้า

ตอนเรียนม.สาม อุตส่าห์มีโอกาสไปเจอสาวในโรงเรียนกวดวิชา และรวบรวมความกล้าเข้าไปชวนสาวสวยๆ คุยแต่ไม่ว่าจะกี่คนก็ดันเห็นผมเป็นเพื่อนไปเสียหมด เลยเริ่มรู้ว่าเรามีหน้าตาเป็นอาวุธก็ตอนนี้เอง ^^

นับแต่นั้นมาสถานะความเป็นชาวไร่แห้วของผมก็มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ตามชั่วโมงบิน กระทั่งมีแฟนกับเขาเป็นตัวเป็นตนคนแรกแล้ว ยังโดนบอกเลิกโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็ยิ่งการันตีชั่วโมงบินของการชินกับความช้ำใจ

ว่ากันว่าชีวิตมักมีหนทางของมันเสมอ นอกจากจะเชี่ยวชาญในการแห้วแล้ว ผมก็เริ่มเรียนรู้การเป็นชาวสวนปลูกใบบัวบกไว้ซดแก้ช้ำในอีกแปลงหนึ่ง ควบคู่ไปกับแปลงสวนแห้ว

ตลอดระยะเวลาการสมหวัง ผิดหวัง ช้ำใน ลองผิดลองถูกมานานร่วมๆ ๒๐ ปี ผมเริ่มเรียนรู้ว่า การรักษาอาการอกหักนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการยอมรับความจริง แล้วอยู่กับมันอย่างมีสติและปัญญา

ยอมรับความจริงว่าเวลาของคนคู่นี้มันหมดแล้ว จะด้วยเหตุประการใดก็ช่างหัวเผือกเถอะ อย่ามัวแต่ไปวิเคราะห์เจาะลึก เพราะเจาะให้สึกถึงแกนโลก ก็ไม่ทำให้อะไรมันกลับมา ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกดี หรือทำให้ใครเปลี่ยนใจได้หรอก

อยู่กับมันอย่างมีสติ คือไม่ปฏิเสธว่าการพลัดพรากจากของรักจากคนรักเป็นทุกข์ อันนี้พระพุทธเจ้าท่านการันตีให้ ท่านแจกแจงไว้ให้แล้วว่า ทุกข์น่ะมันมีตั้งแต่การเกิดแล้ว

ท่านบอกว่า การเกิด การแก่ การเจ็บ การตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน เป็นทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ เป็นทุกข์ และการอยากแล้วไม่สมอยาก ก็เป็นทุกข์

ฉะนั้นทุกข์เพราะอกหักก็ไม่ใช่ของใหม่ และใช่ว่าถ้าเราจะไม่รักใครเลย จะเงยคางเชิดหน้าอยู่บนคานทองอันผ่องศรี ก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะหนีทุกข์พ้น เพราะมันก็มีทุกข์อื่นๆ รอเราอยู่

แต่การยอมรับทุกข์ด้วยสติ ไม่ได้แปลว่าเราควรปล่อยให้ตัวเองร่วมหัวจมท้ายอยู่กับความทุกข์ เพราะการรู้ทุกข์กับการจมทุกข์ มันไม่เหมือนกันนะครับ

รู้ทุกข์ คือการมีสติรู้สึกถึงทุกข์ด้วยใจที่เป็นกลาง ด้วยใจยอมรับ คือหนทางที่จะปลดปล่อยตัวเองออกจากทุกข์โดยไม่ปฏิเสธการมีอยู่ของมัน เหมือนคนที่ตกน้ำแล้วมีสติประคองตัวจนขึ้นฝั่งพ้นน้ำ ไม่ใช่ปฏิเสธว่าไม่มีน้ำ ไม่จริงๆ อิฉันไม่ได้จมน้ำ แต่พูดไปก็สำลักน้ำไปแบบนั้น

ที่เหลือก็เป็นแต่การมองสิ่งที่เกิดเป็นเรื่องธรรมชาติ ว่าทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปทั้งนั้น เราไม่ใช่คนเดียวในโลกที่ต้องเจอความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พูดให้ถูกกว่านั้นไม่มีใครเลยที่เกิดมาแล้วจะไม่เจอกับการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก คนที่รัก

อีกทั้งการอกหักอาจจะเป็นทุกข์ แต่คนที่อกหักไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปกับเรื่องอกหัก หากมีสติและปัญญาที่มีคุณภาพพอ เว้นเสียแต่เราจะยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้จมและไหลไปในทุกข์ ซึ่งก็เท่ากับเราเลือกเอง

สุขสันต์วันที่เรายังเลือกได้ว่า จะเป็นนกอยู่ในไร่แห้วอย่างนี้ไปจนตาย... หรือจะบินไปไร่ส้ม นะครับ

 
โดย aston27
ที่มา http://bit.ly/xiU3gn
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!