แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 12:10 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: แค่ไหนถึงได้ไปสวรรค์แน่?  (อ่าน 2608 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 28 มกราคม 2012, 22:30 »


พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้เที่ยงที่จะถึงสวรรค์
คืออริยบุคคลนับแต่โสดาบันขึ้นไป
เมื่อเป็นโสดาบันบุคคลแล้วเป็นอันปิดอบายถาวร
แม้ปรารถนาจะมาบำเพ็ญบารมีต่อในโลกมนุษย์
อย่างน้อยตายไปก็ได้พักบนสวรรค์ก่อน

จิตของโสดาบันบุคคลมีดีอย่างไรจึงปิดอบายได้?
ก็เพราะธรรมดำอันจะนำไปสู่นรกขาดสิ้นแล้ว
ไม่เป็นผู้ละเมิดศีล ๕ ด้วยใจแล้ว
จึงมีความผ่องแผ้วอยู่ หมดความผูกพันกับอบายแล้ว

แล้วถ้ายังเจริญสติไม่ได้ถึงความเป็นโสดาบันบุคคลล่ะ?
กัลป์ยาณชนทั้งหลายควรมีดีแค่ไหน
จึงเป็นอันตัดสินได้ว่าจะปิดอบายอย่างน้อยสักชาติ
มีโอกาสขึ้นสวรรค์ เป็นพยานว่าชั้นฟ้ามีจริงยามตาย

พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีที่พึ่งให้ตนเองได้
คือผู้ที่มีจิตตั้งมั่นแล้วในศรัทธา ในทาน และในศีล
ถ้าศรัทธาตั้งมั่น ทานตั้งมั่น และศีลตั้งมั่น
ก็เปรียบเหมือนผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในสุคติภูมิหรือนิพพานเท่านั้น

เพื่อย่นย่อให้เห็นภาพง่าย
เราดูแค่ "จิตมีปกติเป็นดีหรือเป็นร้าย" ก็ได้
เพราะปกติของจิตเป็นอย่างไร
ภาวะที่รอรับเราอยู่แน่ๆก็เป็นอย่างนั้น

เอาจุดที่ยั่วโมโหได้ที่สุด เราหลุดหรือเรายังอยู่กับสติได้?

ถ้าใจดีตอนหิว ถ้าไม่แอบด่าตอนโกรธ
ก็พยากรณ์ได้ว่าคุณจะไม่ฝันร้าย ตายไปไม่มีทางเจอนรก!

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
สิ่งที่คงเป็นคำถามขึ้นมาในใจทันทีคือ "มันยากนะ"
จะให้ใจดีตอนหิว จะให้ไม่แอบด่าตอนโกรธ

ก็ยากน่ะสิครับ! ถ้าง่ายก็คงไปสวรรค์กันหมด

เอาของยากมาเป็นเครื่องหมายของความดีให้พยายามไปให้ถึง
อย่างน้อยมีเป้าสูงๆไว้ให้เล็ง
ไม่งั้นไม่รู้จะเอาอะไรเป็นจุดหมายปลายทางในการใช้ชีวิตดี จริงไหม?

ถ้าจิตเป็นเมตตาตั้งมั่น และขณะถูกกระทบมีสติอยู่
ก็จะเกิดความ "ขี้เกียจด่า"
คร้านที่จะเอาจิตไปจมอยู่กับความสกปรกทางภาษาในหัว
ถ้าใครขี้เกียจด่าแม้ในใจได้เรื่อยๆทุกครั้ง
ก็แปลได้สถานเดียวว่าเรา "ฝึกจิต"
จนกระทั่งจิตตั้งมั่นบนทางสวรรค์นิพพานแน่แล้ว

และเพื่อที่จะฝึก
ช่วงแรกๆต้องฝึกเปลี่ยนเสียงด่าให้เป็น "เสียงแห่งความเห็นใจ"
เช่น เขาโตมาอย่างนั้น ถ้าจะเปลี่ยนเขา ต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตทั้งหมด
และเปลี่ยนตั้งแต่ก่อนเกิดมาอยู่กับพ่อแม่คู่นี้ทีเดียว
เนื่องจากกรรมเก่าเป็นตัวการผูกมัดเขาไว้กับความเป็นอย่างนี้ ฯลฯ

ถ้าไม่เปลี่ยนเสียงด่าให้เป็นอื่น เราก็จะเคยชินไปเรื่อย
แต่หากฝึกเปลี่ยนดูบ้าง
ก็จะพบว่าความเคยชินใหม่จะค่อยๆเกิดขึ้นแทนที่ทีละน้อย
โดยที่เราไม่ต้องรู้สึกฝืน แล้วก็ไม่รู้สึกยากเย็นอะไรเลย
ขอเพียงมีเวลามากพอให้กับการฝึกเอาจากแบบทดสอบในชีวิตจริงนี้เถอะ

ถ้ายังไม่มีแก่ใจฝึก และพบว่าทำยังไงก็ไม่ทัน เสียงด่ามันกึกก้องอยู่ข้างใน
อันนี้ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับครับว่า "เรายังมีเสียงจากอบายในหัวอยู่"
บอกตัวเองอย่างนี้บ่อยๆ รับรองจะมีแก่ใจอยากฝึกขึ้นเยอะ

และทำความเข้าใจไว้เป็นภาพรวมด้วยนะครับ
ถ้าตอนโกรธ แค่คิดอกุศล ไม่ได้ด่าหยาบคาย ยังไม่ถือว่า "แอบด่า"
เพราะถ้าไม่ด่า ก็สะท้อนว่าไม่มีจิตคิดประทุษร้าย
การคิดอกุศลเป็นสิ่งที่ห้ามยาก หรือห้ามไม่ได้เลย
เราควรจะมีท่าทีกับมันคือ ยอมรับอย่างมีสติรู้ว่ามันเกิดขึ้นในใจ
ไม่คิดต่อ และเห็นมันแสดงความไม่เที่ยงไปเอง
เห็นอย่างนี้ได้ นอกจากจะไม่เป็นโทษ
ยังกลับจะเป็นคุณที่ให้ปัญญากับเราอย่างใหญ่หลวงอีกด้วย!

ดังตฤณ
สิงหาคม ๕๔
ที่มา http://bit.ly/xjCR2E

 
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!