แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 04:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๑๐๖ สักวันฉันจะ (ไม่) เป็นแมลงเม่า  (อ่าน 3321 ครั้ง)
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2011, 11:47 »

ถาม - คนรอบข้างหลายคนลงทุนในหุ้น มีกลุ่มหนึ่งที่กำไรอยู่เสมอ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งขาดทุนตลอดไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม เลยคิดว่าอาจจะเป็นเพราะไม่เหมาะกับการลงทุนแบบนี้ เลยอยากรู้ว่าดวงมีผลมากไหมครับสำหรับการลงทุนให้ได้กำไร

คำถามเกี่ยวกับการลงทุน เป็นสิ่งที่ได้รับจากลูกค้าเสมอๆ แม้ไม่ติดอันดับเท่าปัญหาหัวใจและหน้าที่การงาน แต่ก็นับว่าไม่น้อยเลยค่ะ หลายคนอยากลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อจะได้มีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ต้องทนทำงานที่ฝืนใจ หรือได้มีโอกาสไปทำในสิ่งที่ต้องการ ช่วยเหลือเจือจานคนรอบข้างได้ถนัด ฯลฯ แต่ก็มีบางท่านที่รู้สึกว่าการลงทุนในหุ้นคล้ายๆ กับการพนัน ซึ่งก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่ามีคนจำนวนหนึ่งลงทุนในหุ้นแบบเสี่ยงดวงมากๆ จนดูใกล้เคียงกับการพนันพอสมควร ทำนองว่า “ยิ่งเสี่ยงสูง ยิ่ง (เป็นที่คาดหมายว่า) มีโอกาสกำไรสูง (High risk, high (expected) return)” ซึ่งความหมายมาดนั้นจะสมดังคาดหมายหรือไม่ก็อยู่ที่กรรมของแต่ละคนค่ะ

ในประเด็นที่ว่า “การลงทุนในหุ้นเป็นบาปไหม” ขอยกคำตอบที่คุณดังตฤณได้ตอบไว้ใน รายการ Money Talk ตอน ธรรมะกับการลงทุน (คำตอบของคุณดังตฤณทั้งหมดที่นำมาอ้างอิงในโหรา (ไม่) คาใจ ฉบับนี้นำมาจากรายการตอนดังกล่าวค่ะ)

“คำว่าบาปในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงว่าเราไปเบียดเบียนใครเขา อันนี้ชัดเจน ถ้าเราเล่นหุ้นแล้วเราไม่ได้เบียดเบียนใครเนี่ย คือตกลงภายใต้ข้อกติกาเดียวกันว่าทุกคนมีโอกาสที่จะฉกฉวย ด้วยความเสมอภาค อันนี้มันไม่ได้บาปนะ แต่ถามว่าตอนที่อยากมากๆ เนี่ย จิตเป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศล อันนี้ต้องตอบว่าเป็นอกุศล ถ้าเราปล่อยนะ ปล่อยให้ลักษณะของจิตเนี่ยมีความดำมืด ปล่อยให้จิตมีลักษณะขุ่นมัว พูดง่ายๆ คุณคิดถึงเรื่องหุ้นทั้งวัน ขนาดที่คนใกล้ตัวสามารถบอกได้ว่าหุ้นขึ้นหรือว่าหุ้นลงจากใบหน้าของคุณหรือว่าหัวคิ้วของคุณเนี่ย อันนี้มันฟ้องแล้วว่าจิตเนี่ยมันยึดมั่น จนมองอะไรไม่เห็นนะ ยึดมั่นการจะได้มาอย่างเดียว โดยที่ไม่พร้อมที่จะเสียไป อาการแบบนั้นแหละเขาเรียกว่าอภิชฌาหรือว่าเล็งโลภ

หรือว่าถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เลยก็คือนะ ใจเราเนี่ยมันเป็นน้ำร้อนอยู่ตลอดเวลา พูดอย่างนั้นก็แล้วกัน คือคำว่าบาปเนี่ยหมายถึงมีมลทิน มีความแปดเปื้อน มีความเลอะเทอะ มีความโสโครกอะไรต่างๆ อันเกิดจากการฉ้อฉล หรือการไปทำผิดคิดร้าย ไปปั่นหุ้น ไปหลอกลวงให้คนอื่นเขาเข้ามาเป็นแมลงเม่า ให้คุณได้รวยขึ้น แบบนี้เรียกว่าบาป แต่อาการที่เราเล็งตลอดเวลาว่าทำยังไงจะได้ๆ แล้วคิดเรื่องอื่นไม่ออก คิดเรื่องการให้ไม่เป็น แบบนี้เรียกว่าอกุศล คือใจมันร้อนอยู่ตลอด”



สรุปได้ว่าการลงทุนในหุ้นไม่ได้เป็นบาป ถ้าไม่ได้ไปปั่นหุ้นหรือหลอกลวงให้ใครมาลงทุนเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง แต่ว่าการหมกมุ่นอยู่กับความอยากได้ คิดแต่จะเอาเข้าตัวอย่างเดียว ทำให้จิตเกิดอกุศล มีความรุ่มร้อนอยู่ตลอดเวลา

ทีนี้มาถึงประเด็นว่าดวงบอกได้ไหมว่าเจ้าชะตาจะได้กำไรหรือขาดทุนจากหุ้น ส่วนนี้ต้องบอกว่า บอกได้ค่ะ เนื่องจากดวงคือแผนที่กรรม ที่บอกให้รู้ว่าเราจะพบกับวิบากดีหรือร้ายอย่างไรบ้าง (ส่วนทำกรรมอย่างไรจึงจะมีโอกาสได้มีดวงชะตาที่ได้กำไรหุ้นนั้น หาคำตอบได้ใน ธรรมะกับการลงทุน (คลิก) คำตอบเริ่มตั้งแต่นาทีที่ ๕.๔๐ ค่ะ) ส่วนในการจะตรวจดวงว่าเจ้าชะตามีโอกาสจะกำไรจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ เราจะพิจารณาจากดาวที่แทนความหมายของหุ้น นั่นคือดาวปุตตะ ดังนั้นดวงชะตาที่ดาวปุตตะมีสถานะดี สัมพันธ์กับดาวที่ให้ความหมายถึงความสำเร็จ หรือความมั่นคงทางการเงิน ดวงชะตาทำนองนี้ ถ้าได้ลงทุนในหุ้น ก็จะได้ผลกำไรง่ายเป็นพิเศษ

ยกตัวอย่างดวงของคุณผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีดาวปุตตะเป็นอุจน์ (แปลว่า ยิ่งใหญ่, มีกำลังมาก) ดาวปุตตะมาอยู่เรือนกดุมพะ (เรือนที่เกี่ยวกับรายได้และสถานะทางการเงิน) ซึ่งเป็นเกษตร (ในที่นี้แปลง่ายๆ ว่ามั่นคง) และอยู่ในสถานะที่ให้คุณกับลัคนาและตนุลัคน์ (ดาวแทนตัวเจ้าชะตา) สรุปง่ายๆ ว่าเจ้าของดวงซึ่งอายุเกือบ ๖๐ ปีท่านนี้น่าจะลงทุนก้อนโตในหุ้นแล้วได้กำไร จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางการเงิน คำตอบที่ได้จากเจ้าชะตาคือตั้งแต่ลงทุนมายังไม่เคยขาดทุนสักบาทเดียว (ขอแอบอิจฉาได้ไหมเนี่ย (^__^!) ว่าไปแล้วก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีดวงทำนองนี้ ซึ่งสะท้อนถึงบุพกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้จักพอและไม่โลภจนเกินไปก็สำคัญค่ะ มีลูกค้าหญิงซึ่งมีดวงชะตาเหมาะสมในการลงทุนทั้งหุ้นและทองคำ เธอบอกว่าซื้อขายแล้วได้ผลกำไรมากจริงๆ เสียด้วย คุณผู้หญิงท่านนี้ให้ข้อคิดไว้ดีมากคือ “เมื่อไหร่ที่โลภ เมื่อนั้นจะเจ๊ง”

ส่วนดวงของคนที่ลำบากเพราะการลงทุนนั้นก็มีไม่น้อยค่ะ เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งซึ่งเมื่อผูกดวงเสร็จเรียบร้อยก็ถามเธอประโยคแรกว่า “นี่คุณเจ๊งหุ้นมาหรือคะ” คำตอบคือ “เมื่อวานนี้สี่ล้านบาท” ตรวจดวงแล้วก็เห็นว่าคงต้องลงทุนหุ้นที่เน้นการปันผล โดยหลีกเลี่ยงการซื้อขายรายวัน หรือทำธุรกิจอื่นๆ ที่เข้ากับดวงคือมีบุญเก่าเกื้อหนุน และมีความพากเพียรในชาติปัจจุบันร่วมด้วยช่วยกัน ในส่วนของคำถามที่ว่า “เราจะสร้างกรรมในปัจจุบัน ให้สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างไร” ก็ขอยกคำตอบส่วนหนึ่งของคุณดังตฤณมาให้ได้อ่านกัน (ยาวสักหน่อย แต่มีประโยชน์แน่ๆ สำหรับคนที่สนใจค่ะ)

“ยิ่งเราเสี่ยงด้วยอาการอยากได้มากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่จะมีโอกาสได้มามากขึ้นเท่านั้น มีโอกาสเสียมากขึ้นเท่านั้นด้วย พอๆ กัน ด้วยความไม่รู้ของมนุษย์เนี่ย มันทำให้เราตัดสินใจอะไรออกไปแล้วเนี่ย เราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า ว่าผลออกมาจะเป็นเรื่องน่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ แต่ทีนี้ถ้ามองด้วยความรู้สึก นี่ย้อนกลับมาพูดเรื่องใจ ฟังดูแล้วมันเหมือนกับเป็นสัจธรรมที่ทุกคนเผชิญอยู่ หรือเคยมีประสบการณ์มากันหมดแล้วแต่ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ ไม่ได้เอามาตีแผ่กัน เป็นความรู้สึกจากภายในที่เกิดจากประสบการณ์ตรง

ขอให้ลองสังเกตดู เวลาที่คุณใจดี อยากให้อะไรใครมากๆ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนเลย คงเคยมีประสบการณ์กันมาทุกคน แล้วไม่ใช่ให้แค่ครั้งสองครั้ง แต่ให้อย่างต่อเนื่อง อาจจะมีโปรเจคระยะสั้นสักช่วงหนึ่ง คุณออกค่ายอาสาหรือว่าคุณไปทำให้ใครเขามีความสุขมากๆ พูดง่ายๆ ว่าใจเนี่ยมีการคิดให้มากพอ ถึงจุดหนึ่งเนี่ย คุณจะเกิดความรู้สึกเป็นสุขที่ได้ให้ แล้วความสุข ความรู้สึกที่มันมีความพึงพอใจ มันมีความชุ่มชื่นใจที่ได้ให้นั้นน่ะ ถ้าหากว่าลองสังเกตเป็นคำพูดจะตีความออกมาเป็นคำพูดแล้ว มันเหมือนกับว่าใจเราเนี่ยกำลังจะได้อะไรมา เหมือนคนที่กำลังจะได้อะไรมา เหมือนคนที่มีอะไรดีๆ อยู่แล้ว เข้าใจไหมฮะ ถ้าเราให้ไม่เป็น ถ้าเราจะเอาอย่างเดียว ไม่ว่าจะไปรีดนาทาเร้นใครก็ตาม หรือว่าจะมาเอาจากตลาดหุ้นก็ตามเนี่ย ใจที่คิดเอาอย่างเดียวมันจะรู้สึกหิว เพราะมันจะยังไม่รู้สึกว่าได้

อย่างที่ผมพูดตอนแรกว่าใจที่รู้สึกว่ามีจะต้องเป็นใจที่ไม่ต้องรอ ใจที่ไม่กลัวการผิดหวัง พอรู้สึกว่าไม่ต้องรอ พอรู้สึกว่ามันไม่ต้องกลัวการผิดหวัง มันรู้สึกว่ามีอยู่แล้ว แต่อันนี้เรายกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ถ้าหากว่าเรารู้จักให้ รู้จักให้ด้วยใจคิดอนุเคราะห์จริงๆ มีความสุขกับการเห็นคนอื่นยกระดับชีวิตด้วยการมีชีวิตของเราจริงๆ เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานพอที่ใจมันจะปรับตัวเอง จากลักษณะการเอาท่าเดียว เป็นการรู้จักหยิบยื่นให้คนอื่นเป็นปกติ มันจะเหมือนมีน้ำรินออกมา มันจะเหมือนมีความสุขที่มันกระจายออกมา มันจะเหมือนประกายที่ออกจากตัวคุณเนี่ยเป็นประกายของคนรวย คนที่มันมี คนที่มันพอ คนที่มันรู้สึกว่าตัวเองเนี่ยกำลังจะได้อะไรดีๆ มาหรือว่าได้มาแล้ว

อันนี้เมื่อเรามีประกายความรู้สึกแบบนั้น มีรัศมีความสุขแบบนั้นขึ้นมาเนี่ยนะ ความเป็นอยู่ของคุณจะดีขึ้นจริงๆ อันนี้พิสูจน์กันด้วยประสบการณ์ตรงจากหลายๆ คนที่เขาเล่าให้ฟังนะฮะ คือเมื่อไหร่ที่เราให้ รู้จักให้ จนกระทั่งคนอื่นเขาได้ประโยชน์จากเราไปจริงๆ แล้ว ถึงระดับหนึ่ง ให้เป็นเวลายาวนานต่อเนื่องพอด้วยใจที่มันจริง ด้วยใจที่มันบริสุทธิ์เนี่ย อยู่ๆ ความเป็นอยู่ของเราเนี่ย ทำไมมันดูเหมือนดีขึ้น ทำไมอุปสรรคที่มันเคยติดขัดมาช้านาน ทำไมอะไรที่เคยรู้สึกว่าขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองหรือว่าทำให้จิตใจมันมืดบอดยังไงไม่ทราบ ไปเลือกหุ้นผิดทุกทีเนี่ยนะ มันเปลี่ยนเป็นว่า เอ๊ะ เอะใจ เอะใจขึ้นมา น่าเล่นหุ้นตัวนี้ ไอ้อาการเอะใจนั่นแหละ คืออาการเริ่มต้นของเซ้นส์ของคนมีบุญ


นี่ผมพูดถึงคนมีบุญที่มีเซ้นส์นะ อาการเอะใจมันจะมาก่อน แล้วพอเอะใจแล้วถูกเนี่ย มันจะเกิดความมั่นใจขึ้นมาในตัวเองว่าเนี่ยน้ำหนักทางใจ น้ำหนักทางความรู้สึกเนี่ย มันน่าจะแม่น แล้วก็แม่นจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีบุญมากพอ ที่มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเนี่ยมีอยู่แล้ว อะไรดีๆ ที่มันจะเข้ามาไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกปลอมของชีวิตตัวเอง เพราะว่าตัวเองรู้จักให้คนอื่นมาถึงระดับหนึ่ง นี่คือการแก้กรรมที่แท้จริง

การแก้กรรมก็คือการเปลี่ยนนิสัยของตัวเองจากดีแต่เอา เป็นชอบให้ ชอบที่จะเจือจาน ชอบที่จะเผื่อแผ่นี่คือความหมายจริงๆ ของการทำทานบารมีทางพุทธศาสนา มันเห็นผลตั้งแต่ปัจจุบัน เริ่มต้นจากความรู้สึกว่าตัวเองมี มีพอที่จะให้คนอื่น ไอ้ความรู้สึกมีนั้นมันจะกระจาย มันจะเป็นคลื่นกระเพื่อม คลื่นของกรรมที่กระเพื่อมออกไปสู่ความจริงนอกตัวที่อยู่รอบตัวคุณ ว่ารอบตัวคุณทุกอย่างจะดูดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างจะเหมือนกับมีความสว่างขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ความหวังนะ แต่เป็นความจริงว่าทุกอย่างมันสว่างขึ้น


ถ้าหากว่าคุณจะทดลองง่ายๆ ลองทดลองดูอย่างนี้นะ ณ เวลาที่ใจคุณเกิดความกระวนกระวาย เกิดความรู้สึกรุ่มร้อน เกิดความรู้สึกว่า พูดง่ายๆ นะโลภโมโทสัน อยากจะเอาท่าเดียวเนี่ย คุณลองเอาความรู้สึก เปลี่ยนความรู้สึกตรงนั้นด้วยการหยิบยื่นอะไรให้ใครบ้าง ด้วยใจที่ไม่อยากได้อะไรตอบแทนจากเขานะ ตอนที่ใจคุณคลายออกไปแล้ว ตอนที่ใจคุณรู้สึกว่ามันไม่มีความโลภโมโทสัน มันมีความรู้สึกโล่งอก มันมีความสบายพอที่จะรับความรวย เหมาะพอที่จะรับความรวย ลองเอาไปแทงหุ้นใหม่ ลองเอาไปดูหุ้นใหม่ ความรู้สึกทางใจหรือว่าเซ้นส์ที่เห็นหุ้นแต่ละตัวเนี่ยมันจะต่างไปอย่างสิ้นเชิง อันนี้ขอให้ทดลองดูง่ายๆ อย่างนี้ก็แล้วกันนะ นี่แก้กรรมด้วยการแก้นิสัยตัวเอง"



การลงทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคตมีความสำคัญนะคะ เพราะเราทำงานไปจนตายไม่ได้ ต้องมีสักวันที่ต้องหยุดทำงานเพราะร่างกายเขาไม่ไหวแล้ว นอกจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังมีวิธีการเพิ่มพูนสินทรัพย์แบบอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ซื้อทองคำหรือเพชรพลอย สะสมวัตถุโบราณ หรืองานศิลปะ หรือพันธบัตร หรือเงินฝากต่างๆ ที่ถึงแม้จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ยาก แต่ถ้าเงินต้นมีจำนวนมากพอ เจ้าของเงินก็อาจจะใช้จ่ายจากดอกเบี้ยได้โดยไม่เดือดร้อน ฯลฯ สำคัญที่สุดก็คือก่อนที่จะลงทุนในทรัพย์ชนิดใดก็ตาม เราจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูลและยอมรับในความเสี่ยงของสิ่งนั้นๆ เสียก่อน จะได้ไม่เกิดเหตุให้ต้องขาดทุนและเสียกำลังใจค่ะ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือต้องระวังความโลภ เพราะไม่มีใครสามารถหาเงินจนเอาชนะความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุดได้ แต่ถ้าหาเงินให้เพียงพอที่จะไปทำอะไรๆ ได้ดังที่ต้องการ ถ้ามีโอกาสร่ำรวยก็ดีเพราะจะทำให้สามารถช่วยคนอื่นได้มากขึ้น แบ่งปันได้มากขึ้นอีก นอกจากนี้ยังไม่ควรมุ่งหน้าหาเงินจนลืมการพัฒนาจิตใจ ด้วยการกอปรกุศลกรรมให้ครบทั้งทาน ศีล และภาวนา เพราะท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สมบัตินอกกายภายนอกนั้น อย่างไรเสียเราก็ต้องทิ้งมันไปในยามที่ความตายมาพราก ดังนั้นทรัพย์ที่มีคุณค่ายิ่งกว่าคือ “อริยทรัพย์” อันเป็นทรัพย์ภายใน ติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ ตราบจนถึงวันที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกค่ะ


: )


☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับ ท่านที่สนใจดูดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!