แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
19 สิงหาคม 2019, 13:06 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ทำอย่างไรให้เจริญขันติบารมีได้ดี  (อ่าน 2728 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2011, 11:14 »

ถาม - ทำอย่างไรให้เจริญขันติบารมีได้ดีขึ้นคะ

เรื่องขันติ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคือการบังคับ ขืนใจตัวเอง
ให้มันนิ่ง ให้มันสงบ ให้มันระงับ ให้มันไม่โต้ตอบออกไป
ซึ่งนั่นเป็นปฏิกิริยาที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นเลย
เป็นปฏิกิริยาที่ผิดพลาดที่เกิดตามธรรมดา ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
คือไปกด ไปข่ม ไปบังคับตัวเองไว้ ไปห้ามตัวเองไว้
เหมือนกับตอนที่คุณพยายามฝึกสมาธินั่นแหละ
ตอนที่คุณเกิดความฟุ้งซ่าน แล้วไม่อยากฟุ้งซ่านขึ้นมา คุณทำยังไง
คุณไปกดมัน คุณไปเกร็ง คุณไปพยายามบังคับว่าจงอย่าคิด จงสงบ
พอมันคิด มันไม่สงบได้อย่างใจ คุณก็เกิดความเศร้าใจ
เกิดความเป็นทุกข์ว่า เออ เราไม่สามารถบังคับให้มันสงบได้

เหมือนกัน เวลาที่คุณจะเจริญขันติบารมี
คุณจะไปบังคับใจตัวเองว่าจงอย่าคิด จงอย่าโกรธ จงอย่าโต้ตอบ จงอย่าพูด
ซึ่งอาการแบบนี้คุณเห็นไหม อาการทางใจเป็นยังไง
ใจจริงๆ น่ะมันอยากโต้ตอบ มันอยากพูด มันอยากด่า มันอยากที่จะแสดงความขึงขังจริงจัง
หรือแสดงอำนาจบาตรใหญ่ออกไป อยากจะเบ่งทับบ้างนะ
อาการแบบนี้เป็นของจริงที่เกิดขึ้นในใจ
แต่คุณไปพยายามบีบบังคับไว้ กดข่มไว้ ไม่อยากที่จะให้มันแผลงฤทธิ์ออกมา
โอเคมันดี ดีในแง่ที่ว่าเราไม่ปลดปล่อยให้มันออกมาเพ่นพ่าน
กลายเป็นบาปเป็นกรรม กลายเป็นการผูกเวรต่อไป
แต่มันเป็นข้อเสียคือจะทำให้คุณเกิดความอึดอัด
เพิ่มความอึดอัดมากขึ้นทุกวันๆ ที่บำเพ็ญขันติบารมีแบบกดข่ม
วิธีที่ดีที่สุด ตอนแรกน่ะกดข่มน่ะโอเค ทุกคนต้องผ่านมา
แต่ควรจะมีพัฒนาการให้มันแอดวานซ์ (advance) ขึ้นไปนะครับ

คุณสังเกตบ่อยๆ นะว่าถ้าหากเรามีความโกรธ เรามีความผูกใจอยู่กับใคร
ความคิดถึงเขาคนนั้นหรือว่าเธอคนนั้น
มันจะผุดขึ้นมากลางใจของเราหรือว่าในหัวของเราบ่อยๆ ในแต่ละวัน
แล้วแต่ละครั้งมันจะเกิดความรู้สึกคันอกคันใจ
พูดง่ายๆ ว่ามโนภาพของเขาหรือเธอ มันเกิดขึ้นปุ๊บในหัว
ในอกในใจนี่มันจะคันขึ้นมาทันทีหรือมีความกระวนกระวายขึ้นมาทันที
หรือมีความอึดอัด มีความคับข้องขึ้นมาทันที
ถ้าหากสังเกตได้ตามจริงอย่างนี้ อันนี้เริ่มต้นแล้ว
เป็นจุดเริ่มต้นที่คุณจะสร้างขันติบารมีอย่างถูกวิธี
นั่นก็คือเมื่อเกิดความคันคะเยอขึ้นมา เมื่อเกิดความคันคะยิกขึ้นมา ขึ้นมาในกลางอก
หรือมีอาการกระวนกระวาย ทุรนทุราย อยากพุ่งไปด่า พุ่งไปจับโทรศัพท์มาโทร โทรหาแล้วด่าเดี๋ยวนั้น
ดูอาการที่มันเกิดขึ้น กระวนกระวายก็ดี พุ่งๆ ก็ดี ที่มันเกิดขึ้น
ยอมรับตามจริงว่ามันเกิดขึ้น ยอมรับตามจริงว่ามีอาการพุ่งๆ อยู่ มีอาการทุรนทุรายอยู่
เมื่อยอมรับตามจริงแล้วเกิดอะไร คุณจะเกิดความเห็นขึ้นมา
ว่าอาการทุรนทุรายหรือว่าอาการพุ่งๆ นั้น
มันแสดงความไม่เที่ยงให้ดูเกือบทันที เกือบทันทีที่คุณยอมรับ
นั่นเพราะอะไร เพราะว่าทันทีที่คุณยอมรับอาการเสียๆ ที่เกิดขึ้นทางใจและทางกายนี้นะ
มันเป็นทันทีที่สติเกิดขึ้น สติเป็นธรรมชาติของกุศล
มันมาแทนที่โทสะ มันมาแทนที่โมหะ
มันมาแทนที่ทุกอกุศลที่มันเกิดขึ้นในกายในใจเรานี้ได้เสมอ

อันนี้ทวนใหม่นะ พูดง่ายๆ เราเอากุศลมาแทนอกุศลนั่นเอง
กุศลคืออะไร กุศลคือสติ สติคืออะไร สติคือการยอมรับตามจริงอยู่เดี๋ยวนั้นแหละ
ว่ามีอาการทุรนทุรายขึ้นมาในใจของเรา มีอาการรู้สึกอึดอัดขึ้นมา มีอาการรู้สึกแน่นอกขึ้นมา
อาการที่เกิดขึ้นตามจริงในกายนั่นแหละ ที่เรารู้ตามจริงนั่นแหละ เป็นเหตุให้เกิดสติ
แล้วสตินั่นแหละคืออกุศล กุศลมันก็มาแทนที่
มาละลายความรู้สึกผูกใจหรือว่ามีอาการอึดอัดคัดแน่นอก ขึ้นมาทันที
ขันติบารมีที่ถูกต้อง พูดง่ายๆ คือเราควรจะเอาสติมาใช้เป็นตัวตั้ง
ไม่ใช่เอาความฝืนใจมาเป็นตัวต่อสู้กับไอ้ความโกรธ ความโลภ ความหลง
อะไรก็แล้วแต่ที่มันจะเกิดขึ้นมา

ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าผมพูดอะไร สังเกตง่ายๆ จำง่ายๆ นะครับ
ว่าอาการทางใจกับทางกายของคุณเป็นยังไง
ร่วมมือกันแล้วเกิดความทุนรนทุรายขึ้นมาอย่างไร
ยอมรับตามจริงว่ามันเกิดขึ้น อย่าไปกด อย่าไปบังคับ อย่าไปฝืนมัน
ปล่อยให้มันเกิดขึ้น แต่คุณดูมันไปด้วย
ดูว่าเมื่อเรารู้ตามจริงอยู่ เมื่อเรายอมรับตามจริงอยู่
มันแสดงความไม่เที่ยงให้ดูไหม หรือว่ามันตั้งอยู่ได้นานแค่ไหน
สังเกตอยู่อย่างนี้ คุณจะรู้สึกว่าขันติของคุณดีขึ้นมาก
เพราะมันไม่ต้องไปข่ม มันไม่ต้องไปอดทน
แต่มันเอาความสามารถในการระลึกรู้ มาเป็นตัวช่วย
ช่วยผ่อนคลายไม่ให้มันอึดอัดจนเกินไป ช่วยผ่อนคลาย ไม่ต้องฝืนใจตัวเอง
ช่วยผ่อนคลายไม่ต้องไปเก็บกักความร้อนเอาไว้ แบบทุนรนทุรายเหมือนอย่างที่ผ่านมานะครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=617:2011-06-29-03-12-17&catid=41:dungtrins-answer&Itemid=59
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!