แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:44 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ผมเป็นเกย์  (อ่าน 16291 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 652



« เมื่อ: 6 กุมภาพันธ์ 2008, 02:16 »

ตั้งแต่วัยเด็กมาแล้วที่ผมไม่เคยยี่หระกับภาพโป๊เปลือยปลุกใจเสือป่า ไม่เคยยี่หระกับการกินเหล้าเข้าเธค
ตามเพื่อน ผมตั้งหน้าตั้งเรียน ๆ ๆ และเรียนเพียงอย่างเดียว ใจของผมมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ผมต้องการเป็นบุคคล
สำคัญระดับชาติ ช่วงเวลาในวัยรุ่นของผมจึงไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่มักจะหมดเวลาไปกับการสังสรรค์ จีบ
สาว เดินห้าง นั่งร้านกาแฟ วันเวลาของผมหมดไปกับการปูพื้นฐานของตัวเองเพื่อก้าวไปให้ถึงความฝัน ผม
ศึกษาวิถีการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งกลยุทธทางการทหาร ผมศึกษาทุก ๆ อย่างที่ผู้ต้องการพัฒนา
ประเทศชาติพึงกระทำ


ผมสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะบริหาร ผมพบว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นอิสระเหลือเกิน ผมมีเพื่อนใหม่
ที่หลากหลาย แต่ละคนมีพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน ผมเริ่มสนุกกับการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ของผม ผมคิดว่า
ผมอาจจะชอบเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจริงจากคนเหล่านี้ก็ได้ ผมจึงไม่ปล่อยให้ตัวเองขลุกอยู่แต่บ้าน ตำรา
เรียน และอินเตอร์เน็ตเหมือนเดิม


ผมพบว่าผมรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งพูดถึงสาว ๆ แรก ๆ ผมคิดว่าผมไม่เข้าใจว่า
ทำไมหนุ่มทุกคนจะต้องสนใจสาว ๆ ด้วย อยู่ด้วยกันเองมีความสุขพออยู่แล้ว เวลาผ่านไปพักใหญ่ผมถึง
เข้าใจว่า ที่จริงแล้วผมเป็นเกย์ ผมมาถึงบางอ้อตอนที่ผมออกอาการหึงหวงเพื่อนของผมเมื่อเขาเขียนจด
หมายรักถึงสาว ๆ ผมยอมรับว่าผมงงและสับสนพอสมควร ผมหลงรักเพื่อนผู้ชายของตัวเอง ผมเริ่มเข้าใจ
ตัวเองขึ้นมาตามลำดับว่า ทำไมผมไม่เคยสนใจผู้หญิง ไม่ว่าสวยเซ็กซี่ขนาดไหน และทำไมผมสนใจมองดู
แต่ผู้ชายที่หล่อ ๆ ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว


ผมใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างลำเค็ญจิตใจ จากการที่ผมต้องต่อสู้กับจิตใจตัวเองที่ทนไม่ได้กับการที่
หนุ่ม (ของผม) เอาแต่สนใจสาวสวย บางครั้งผมหลบหน้าเพื่อนบางคน เพราะผมเจ็บปวดเกินไปที่จะอยู่ใกล้
พวกเขา ผมคิดว่าเขาเข้าใจว่าผมเป็นอะไร แต่เขาไม่ได้แสดงอาการรังเกียจผม รวมทั้งไม่เอาผมไปพูดใน
เชิงเสียหายกับคนอื่น ผมขอบคุณเขาอยู่เงียบ ๆ ในใจ


ผมเรียนจบมหาวิทยาลัย และบินไปเรียนต่อต่างประเทศทันที ผมต้องการลบฝันร้ายของชีวิตออกไปให้เร็ว
ที่สุด แต่ผมไม่รู้เลยว่าประเทศที่ผมไปนั้นเปิดเผยในเรื่องการเป็นเกย์กว่าเมืองไทยมาก มีคนผิดเพศเดินอยู่
ขวักไขว่ในมหาวิทยาลัยที่ผมไปเรียน และยิ่งไปกว่านั้น ผมถูกจีบด้วยหนุ่มหล่อนายหนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนตก
นรกทั้งเป็น มโนธรรมในจิตใจของผมต่อสู้กับความต้องการจากก้นบึ้งของหัวใจ


ผมตอบรับน้ำใจไมตรีของหนุ่มหล่อรายนั้น ผมพยายามปฏิบัติตัวให้เหมือนกับเพื่อนธรรมดา ๆ แต่ในบางครั้ง
ก็อาจจะเกินเลยไปบ้าง ผมกล้ำกลืนรับสภาพแห่งความขัดแย้งในใจของผมที่หนักอึ้งขึ้นทุกวัน ๆ ในที่สุด
ความคับแค้นทวีความรุนแรงจนผมเป็นคนขี้โมโหไปโดยปริยาย ในที่สุดผมใช้ความขี้โมโหของตัวเองเป็น
เกราะกำบังตนเองให้ออกจากอำนาจแม่เหล็กแห่งราคะ ผมระเบิดอารมณ์อยู่เสมอ ๆ ซึ่งขณะนั้นผมไม่มี
ทางเลือก ผมต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน ผมนึกในใจว่าเมื่อไหร่ที่ผมกลับเมืองไทยผมจะไปบวช


ตั้งแต่เล็กจนโตผมมีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา ผมเชื่อมั่นในศาสนาของผม และเชื่อว่าพระพุทธเจ้าจะ
ให้คำตอบแก่ผมได้ทุกอย่าง ความคิดของผมในตอนนี้ไม่เหลือร่องรอยของคนที่เคยต้องการเป็นคนสำคัญ
ของชาติอีกต่อไป ผมคิดอย่างเดียวว่าผมจะเอาตัวให้รอดจากหายนะแห่งจิตใจนี้ไปได้อย่างไร ผมคิดอยู่
เพียงอย่างเดียวจริง ๆ ถ้าผมเอาชนะมันไม่ได้ ผมต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถแน่นอน ซึ่งผมไม่มีวันยอมให้เป็น
อย่างนั้นง่าย ๆ ผมจะสู้กับมัน สู้กับจิตใจของผมเอง และแน่นอน พระพุทธศาสนาคือคำตอบเดียวของผม


ผมสอบวิชาสุดท้ายเสร็จแล้ว เพื่อนบางคนเตรียมตัวออกเดินทางท่องเที่ยวก่อนที่จะกลับบ้าน แต่ผมเตรียม
ตัวกลับบ้านทันที ผมโทรศัพท์กลับมาบอกทางบ้านว่าผมอยากบวช แม่ผมตอบรับด้วยน้ำเสียงยินดี แม่คงจะ
ลอบสังเกตอยู่เงียบ ๆ และคงจะทราบว่าผมมีปัญหาบางอย่างที่ไม่อาจจะเปิดเผยได้ ผมขอบคุณแม่ที่ไม่ได้
คาดคั้นเอาความจริงอะไรกับผม นี่เองคือความประเสริฐของผู้ที่เป็นพ่อแม่


ผมกลับมาถึงเมืองไทยและบอกกับแม่ของผมว่าผมมีความทุกข์เหลือเกิน ผมมีความผิดปกติทางจิตใจบาง
อย่าง แม่รับฟังและลูบหัวผม แม่บอกว่าผมอาจจะยังไม่ต้องบวชก็ได้ แม่จะได้มีเวลาดูแลผมอย่างใกล้ชิด
และในสมัยนี้มีฆราวาสจำนวนมากที่ปฏิบัติธรรมได้ผลอย่างดีโดยที่ไม่ได้บวช ยังอยู่บ้านกับพ่อแม่ ยังทำงาน
เหมือนคนปกติทั่วไป ผมเห็นด้วยกับแม่ ถ้าผมอยู่บ้านผมก็จะได้ดูแลพ่อแม่ของผม และได้ปฏิบัติธรรมไป
ด้วย


ผมเริ่มการปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสมาธิ ผมทำด้วยความเพียรพยายามอยู่ ๓ เดือน ระหว่างที่ผมนั่งอยู่นั้น ผม
ไม่สามารถต่อสู้กับกระแสจิตใจของตัวเองได้เลย ความทุกข์ใจ ความคับแค้น ความเจ็บปวดต่าง ๆ นานาวิ่ง
เข้าหาและโถมทับจิตใจของผม โดยที่ผมเองหมดทางสู้อย่างสิ้นเชิง บางครั้งผมถึงกับร้องไห้ออกมา จิตใจ
ของผมชำรุดมาก ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี


ผมเข้ารับการแนะนำจากพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในด้านวิปัสสนา ท่านชี้แนะแนวทางว่าให้ผมลองปฏิบัติด้วย
การเดินจงกรม ผมไม่ได้ถามท่านแต่ผมคิดว่าผมคงไม่เหมาะกับการนั่ง แต่เหมาะกับการเดินมากกว่า ผมลง
มือปฏิบัติทันที ทุก ๆ วันตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมจะกลับบ้านเดินจงกรม ผมเดินวันละหลาย ๆ ชั่วโมง นับ ๆ
ดูแล้วผมเดินวันละเป็นสิบ ๆ กิโลเลยทีเดียว


บางครั้งที่ความทุกข์ใจมันก่อตัวหนาแน่นมาก แม้จะเดินแล้วก็ยังไม่ได้ผลอะไร ผมจะเดินเร็วขึ้น ๆ บางครั้ง
ถึงกับต้องวิ่งกันเลยทีเดียว เวลาผ่านไป ๒ เดือน ผมคิดว่าความทุกข์ของผมมันลดกำลังลง และบังเอิญผม
ได้พบหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือธรรมะของหลวงพ่อเทียน ท่านสอนการปฏิบัติธรรมด้วยการเคลื่อน
ไหวร่างกายอย่างมีสติ


ผมจึงเริ่มเข้าใจว่าความทุกข์ใจนั้นเป็นเสมือนมายา มันเหมือนจริงมากและหลอกล่อเรา
ให้ทุกข์ใจ กังวลใจ การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีสติเป็นการละลายความทุกข์ใจออกไปได้จริง ๆ ทีละเล็ก
ละน้อย จนกระทั่งหมดไปในที่สุด ท่านเปรียบทุกข์ว่าเป็นเหมือนปลิงที่มาเกาะดูดเลือดเรา เราไม่จำเป็นต้อง
ไปดึงมันออก เพราะมันจะไม่ยอมปล่อยตัวออกจากเราแน่ แต่เพียงเรานำปูนกินหมากกับใบยามาผสมกับน้ำ
แล้วบีบลงบนตัวปลิง ปลิงมันจะหลุดออกไปด้วยตัวมันเอง โดยที่เราไม่ต้องออกแรง



ผมจึงเริ่มเข้าใจว่าการจะเอาทุกข์ออกจากชีวิตจิตใจของผมได้นั้น ผมไม่ต้องพยายามห้ามความคิดตัวเอง
หรือห้ามความเป็นเกย์ของผม ผมเพียงแต่เคลื่อนไหวกายอย่างมีสติเท่านั้น ผมทำต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ทุก
วันผมเดินจงกรมอย่างไม่เกี่ยงงอน และมันช่วยผมได้จริง เวลาผ่านไป ๖ เดือน ผมพบว่าความทุกข์ทางใจ
ของผมที่เคยมีนั้นมีน้ำหนักอ่อนลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งแทบจะไม่เหลืออยู่เลย แม้กระทั่งในเวลาทำงานผมก็ยัง
ปฏิบัติธรรมไปด้วย ผมหมายถึงเวลาที่ผมเริ่มมีความทุกข์กังวลเกิดขึ้น ผมจะเคลื่อนไหวร่างกายทันที ผมจะ
ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำบ้าง ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจบ้าง หรือไม่ก็วิ่งขึ้นลงบันไดบริษัทเสียเลย ครั้งหลัง ๆ มานี้ แม้
สิ่งที่เคยทำให้ทุกข์นั้นปรากฏอยู่ในใจ แต่เพียงผมกระพริบตาเท่านั้น มันก็หายวับไป ผมคิดว่าผมไปได้ดี
ทีเดียวในทางสายนี้


วันนี้ผมกลับไปพบเพื่อน ๆ ของผมได้อย่างสดชื่นเบิกบาน ผมรู้ได้เองด้วยใจของผมเอง ผมไม่ได้เป็นเกย์อีก
แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะพิสูจน์ความเป็นชายของผมด้วยการจีบสาว ผมคิดว่าผมจะปฏิบัติธรรมต่อไป ที่
จริงแล้วการปฏิบัติธรรมนั้นได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปเสียแล้ว ผมเริ่มเข้าใจในสิ่งที่
พระอาจารย์หลายท่านเคยกล่าวว่า ธรรมะคือความธรรมดา หรือธรรมะคือธรรมชาติ ผมจึงสรรเสริญคุณธรรม
ของพระพุทธเจ้าที่สุดในชีวิตจิตใจของผม ธรรมของท่านได้ช่วยชีวิตของผมไว้ ผมเอ่ยปากอธิษฐานด้วยชีวิต
จิตใจของผมว่าผมขอตอบแทนคุณพระพุทธศาสนา คุณของพ่อแม่ และคุณของครูบาอาจารย์ จนกว่าชีวิต
ของผมจะจบสิ้นไป


แนะนำหนังสืออ่านประกอบ

"การทำความรู้สึกตัว ภาค ๑" หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ (พันธ์ อินทผิว)

http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_thien/lp-thien_02.htm


โดย เสนาดำเนิน
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?4.fighter
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!