แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
22 สิงหาคม 2019, 20:54 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๕๙๔ สับสนกับความรู้สึกของตัวเองมากๆค่ะ  (อ่าน 7707 ครั้ง)
berrykiss1
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2010, 20:13 »

สวัสดีค่ะ

ดิฉันคบหากับแฟนอย่างลึกซึ้งมาจนเกือบจะครบสองขวบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน เรามักจะมีมีเรื่องให้ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 หน
ไม่เขาก็ดิฉันเป็นฝ่ายเริ่ม ยิ่งช่วงแรกที่คบกัน ทะเลากันแทบทุกวัน
บางครั้งก็เรื่องไร้สาระ เรื่องหึงหวง เรื่องความไม่เข้าใจ และความน้อยใจของดิฉัน
และตอนจบ ดิฉันก็เป็นฝ่ายร้องไห้ง้อเขาทุกครั้งไป

สาเหตุที่ทะเลาะกัน ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจกัน เขาไม่ยอมพูดเวลาดิฉันคับข้องใจ หรือถามคำถามออกไป

ตลอดระยะเวลาสองปี ดิฉันสับสนมาตลอด บางครั้งก็อยากเห็นหน้า คิดถึง บางครั้งก็อยากเลิกรา ให้เราจบกันไป

พยายามมองโลกในแง่ดีกว่าทั้งหมดนี่คือกรรมที่เราเคยก่อไว้ในอดีตชาติ และนี่เรากำลังชดใช้กรรมนั้นอยู่

หลายวันที่ผ่านมา ดิฉันยิ่งสับสนหนักขึ้น อยากจะตัดใจจากเขาให้ขาด ดิฉันไม่อยากนั่งรอ รอ รอ เขา
ดิฉันไม่อยากเป็นฝ่ายรออีกต่อไป แต่ใจก็ไม่แข็งพอที่จะตัดใจออกจากเขา

เอาจิตเราไปผูกเขานี่มันยากตัดใจจริงๆนะคะ

ทั้งๆที่พอจะศึกษาธรรมะและนั่งกรรมฐานมาบ้าง ยังรู้ไม่เท่าทันจิตตนเอง

ที่ตัวเองต้องเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ได้ดั่งใจ ที่เราโมโห ไม่พอใจ เพราะมันไม่ได้ดั่งใจเราทั้งนั้น
ทั้งๆที่เขาก็เป็นของเขาแบบนี้ เรานี่สิ บ้าและเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งฟุ้งซ่าน ทั้งคิดมาก

เวลาที่พิมพ์ในขณะจิตใจก็สับสนนะคะ บอกไม่ถูกกับความรู้สึกตัวเอง
คงเพราะไม่เคยเอาจริงเอาจังกับการดูจิตตัวเอง ทั้งๆที่กรรมฐานก็เคยสอนให้รับรู้ทุกอารมณ์จิตที่เกิดขึ้น
ทุกข์ ก็ให้รู้ทุกข์ คิดถึงก็ให้รู้คิดถึง แต่เหมือนดิฉันรู้ทฤษฎีแล้วนำเอาออกมาปฏิบัติจริงไม่ได้

ใจมันคิดแต่ว่า ทำไมนะ ทำไมไม่เป็นงั้น ทำไมไม่เป็นงี้ ทั้งๆที่รู้ว่าคิดไปก็ไมได้คำตอบ คิดไปก็ทุกข์อยู่คนเดียว
ใจเรา จิตเราก็ทุกข์อยู่อย่างนี้ หนักเข้าก็คิดว่าตัวเองกำลังชดใช้กรรม

ไม่รู้จะขอคำแนะนำอย่างไรดี หรือไม่รู้จะขอคำปรึกษาเช่นไร
บางครั้งก็เหมือนกัน แค่อยากระบายความรู้สึกออกไปบ้าง บางหนก็อยากจะตัดใจจากเขาให้ได้เสียจริงๆ

คิดสารพัดที่จะบอกลาเขา แต่เอาเข้าจริงก็ทำไม่ได้ ล้มไม่เป็นท่าทุกที

เขาอายุ 47 เป็นพ่อม่ายลูกติดสอง ส่วนดิฉันอายุ 33 เราทั้งคู่ต่างไม่ได้ทำงานนะคะ
ดิฉันแทบจะไม่เคยทำงานมาตลอดชีวิต ปัจจุบันอยู่กับพ่อแม่ค่ะ

หรือเพราะมีเวลาว่างมากเกินไป จิตใจเลยฟุ้งซ่าน
แต่พอจะขยับจะทำอะไร ใจก็หาข้ออ้างไม่ทำเสียทุกที

เวลาทุกข์หนักๆ เสียใจหนักๆ ก็คิดจะนั่งกรรมฐาน แล้วก็นั่งไปพักนึง ให้จิตรู้เท่าทันตัว
แต่พอมีความสุขก็เริงร่า ลืมทุกข์ที่เคยมี


แล้วก็หลงระเริงกับโลกมนุษย์นี้เหมือนเดิม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เมื่อตอนอายุ 20 ต้นๆ เคยคิดจะฝักใฝ่ทางธรรม
อย่างน้อยที่สุดก็ขอย่นระยะเวลาการเกิดแก่เจ็บตายให้ได้มากที่สุด

แต่พอมาเจอะเจอกิเลส ที่เอาความสุขฉาบฉวยมาหลอก ก็หลงกล ยินยอมเดินลงเหวอย่างเต็มใจ
ทั้งๆที่รู้ว่า ข้างหน้าคือเหว ดิฉันก็ยังยินดีจะเดิน
ดิฉันเป็นอะไรไปนี่ ทำไมถึงให้ผู้ชายคนนี้มีอิทธิพลในชีวิตมากมายขนาดนี้
ทำไมดิฉันต้องทำอะไรๆเพื่อเขามากมาย ทำไมต้องร้องไห้ ทำไมต้องเสียใจ

ตอนนี้ต้องการเพียงแค่ ไม่เป็นทุกข์เพราะเขา หรือทุกข์น้อยที่สุด

ความต้องการก็คือความอยากอีกล่ะ และคงทำให้เป็นทุกข์อีกเช่นเคย

ขอบคุณทีมงานนะคะ ที่กรุณาสละเวลาอ่าน

และขอบคุณที่จะกรุณาชี้แนะบางอย่างให้ดิฉัน

ขอบคุณค่ะ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 4 กรกฎาคม 2010, 21:43 โดย Yaowalak » บันทึกการเข้า
mayrin
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 201


« ตอบ #1 เมื่อ: 1 กรกฎาคม 2010, 15:37 »


ถ้าทราบตอนจบว่า ต้องเป็นฝ่ายร้องไห้ง้อเขาทุกครั้งไป
ซึ่งเป็นความปวดร้าวใจ และทำให้ตัวเองรู้สึกอ่อนแอ ด้อยลง
ก็พยายามหลีกเลี่ยงเหตุอันนำไปสู่ผลนั้นค่ะ

บางครั้งผู้ชายก็ไม่ชอบการตอบคำถามที่ซักไซ้เค้นเอาเรื่อง
หรือดูเหมือนคนถามจะหวาดระแวงจะไม่ไว้ใจเขา
แสดงออกถึงความหึงหวงจนทำให้รู้สึกอึดอัด
หรือถ้าเขาคิดว่า ตอบแล้วเป็นที่กระเทือนใจ เกิดผลลบ เขาก็จะเงียบ

ซึ่งเมื่อเขาเงียบ เราก็คงหยุดค่ะ เพราะมันอาจเป็นสัญญาณอันตราย
นำไปสู่ความบาดหมางที่เพิ่มพูน รอให้มีโอกาสที่อยู่ในภาวะสบายๆ ด้วยกันทั้งคู่
แล้วค่อยๆ เลียบเคียงถามแบบคุยเรื่อยๆ  ในเรื่องที่สงสัย โดยไม่แสดงออกว่าต้องรู้ให้ได้
ก็จะได้คำตอบอย่างง่าย โดยที่ไม่ต้องคาดคั้น

บางทีเรื่องบางเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรมากมายอย่างที่เราวิตก
เพียงแต่เราปล่อยวางไม่จับเอาประเด็นเล็กๆ น้อยเรื่องหยุมหยิม มาวนคิดน้อยอกน้อยใจ

ถ้ามีเวลาว่างก็ออกกำลังกาย เริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ  เช่นวิ่งเหยาะอยู่กับที่
หรือ ถ้ามีโอกาส ก็ออกไปวิ่งในสวนสาธารณะ ดูต้นไม้ ดูนก ดูสายน้ำ   สูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า
จิตเราก็จะผ่อนคลาย รู้สึกว่าในโลกน่าอยู่ขึ้น ขณะที่เราใช้เวลาตั้งมากมายคิดหมกมุ่นในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แต่ได้เห็นคนอื่นในสวนสาธารณะ คนเฒ่าคนแก่ ที่เวลาในชีวิตเหลือน้อยกว่าเรามากนั้น  ทำกิจกรรมต่างๆ
เช่น เล่นโยคะ รำมวยจีน ทำสิ่งที่บังเกิดประโยชน์แก่ตน
เราก็จะเกิดแรงบันดาลใจ อยากทำสิ่งใหม่ๆ อยากจัดสรรเวลาให้ตัวเองไม่ว่างเปล่า

เอาใจออกห่างจากสิ่งรักที่ยึดกำไว้ หัดจิตให้รู้สึกการเสียสละ  เริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ
เช่น ให้อาหารปลา หยอดกระปุก หยอดเงินใส่ตู้บริจาคการกุศล
เลี้ยงขนมเด็กๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็ก ช่วยพาคุณย่า คุณยาย ที่ต้องการความช่วยเหลือข้ามถนน ฯลฯ
น้ำใจไมตรีที่เผื่อแผ่ให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีค่ามากขึ้น
และตัวเองก็สามารถเป็นที่พึ่ง ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่นได้ค่ะ

สร้างวินัยให้ตัวเอง ลองกำหนดตารางเวลาดูว่า วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง
เช่น ตื่นเช้า 6.00 น. วิ่งออกกำลังกาย   7.00 รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ
แล้วก็พยายามทำให้ได้ตามนั้น แรกๆ ซึ่งก็จะรู้สึกฝืดฝืนในครั้งแรก
ถ้าพยายามก็จะเริ่มเป็นนิสัย และพัฒนาขึ้นไปตามลำดับ

หางานให้จิตทำบ้าง อย่าปล่อยให้ฟุ้งซ่าน
อ่านหนังสือที่ส่งเสริมปัญญาของเราทั้งทางโลกและทางธรรม

ถ้ายังนั่งสมาธิไม่ได้ ก็เริ่มจากสังเกตลมหายใจเข้า ออก ให้ระลึกรู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออกอยู่
ให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง นอน ก็ให้รู้สึกตัวอยู่ สติของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปตามลำดับค่ะ

นำคำสอนของครูอาจารย์และท่านผู้รู้มาให้ลองพิจารณาค่ะ 

ลมหายใจที่ปลายจมูก หลักสมาธิวิปัสสนา - พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005976.htm

มาภาวนากันเถิด - อมรา มลิลา
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/007035.htm

อุปาทาน
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/007390.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 1 กรกฎาคม 2010, 15:48 โดย mayrin » บันทึกการเข้า
berrykiss1
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« ตอบ #2 เมื่อ: 1 กรกฎาคม 2010, 20:39 »



ขอบคุณ คุณ mayrin  มากเลยนะคะ
อ่านแล้วรู้สึกดี มีกำลังใจขึ้นมากมาย

แต่ถ้าดิฉันไปออกกำลังกาย หรือไปวิ่งสวนสาธารณะ หรือออกไปทำกิจกรรมข้างนอก
เขาก็จะเป็นฝ่ายหวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และเป็นเหตุนำมาสิ่งการมีปากเสียง

ปกติถ้าดิฉันหรือเขาจะไปไหนมาไหน อีกฝ่ายจะโทรรายงานตลอด
เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มคบหากันแล้วนะคะ

หากดิฉันออกไปข้างนอกเพียงลำพัง เขาก็จะระแวง
กล่าวหาว่าดิฉันแอบไปพบใครหรือเปล่า มีกิ๊กใช่หรือไม่

ทั้งๆที่ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันมีเขา จิตใจและร่างกายไม่เคยคิดผิดศีลข้อ 3
จิตใจไม่เคยวอกแวก สายตาไม่เคยเหลือเผื่อมองใคร
ซึ่งดิฉันก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเขาถึงไม่ค่อยมีเหตุผลในเรื่องนี้เอาซะเลย

เช่นนะคะ ดิฉันต้องออกไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่โลตัส ก็จะบอกเขา
แต่เขาก็ยังต้องให้ดิฉันถ่ายรูปใบเสร็จรับเงินที่ลงเวลาและวันที่ สาขา ส่งทาง SMS ให้เขาดู
บางครั้งดิฉันก็รู้สึกเหมือน ตัวเองบ้าหรือเปล่าเนี้ย... เค้าไม่ไว้ใจเราขนาดนี้
เรายังยอมทำตามที่เขาบอกอีกหรือ

อดทนมาหนแล้วหนเล่า แต่ก็ยังยอมทนอยู่...
หลายวันที่ผ่านมา วนคิดแต่เรื่องนี้ แล้วก็หาคำตอบไม่ได้
จนต้องกินยาไมเกรนก่อนนอน มาหลายคืนแล้วนะคะ


ดิฉันเคยข้องใจว่า.. ที่เขายังอยู่ เขาต้องอดทนบ้างมั้ย
ที่เรายังอยู่ด้วยกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ทำอะไรผิดใช่มั้ย


บางครั้งรู้สึกตัวเองไม่มีค่าเอาซะเลย

ส่วนเรื่องนั่งสมาธิทำได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ก็จะพยายามกำหนดให้รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองนะคะ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดีๆ
ขอบคุณมากค่ะ

บันทึกการเข้า
mayrin
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 201


« ตอบ #3 เมื่อ: 8 กรกฎาคม 2010, 11:17 »


การที่เราเป็นฝ่ายถูกหวาดระแวงไม่ไว้ใจ  ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำสิ่งใดผิด แม้แต่จะคิดก็ตาม
ทำให้เรารู้สึกเครียด  อึดอัดเป็นทุกข์เหมือนถูกบีบให้อยู่ในที่แคบๆ ขาดอิสระ

เราไม่ชอบความรู้สึกเหล่านี้
เพราะทำให้ตัวเองดูไร้ค่า เหมือนเขาไม่ยกย่องเกียรติ ดูแคลนในน้ำใจ

เมื่อเราทราบแล้วว่า การกระทำดังกล่าวของเขาก่อทุกข์แก่เราเพียงใด
เราก็ตั้งใจใหม่ว่า จะไม่กระทำกรรมเดียวกันนั้นแก่ใครก็ตาม
ให้ได้รับความทุกข์เฉกเช่นเดียวกับที่เราได้รับมาค่ะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เป็นที่รักของเรา
เราจะให้เกียรติเขา ไม่สร้างความหวาดระแวงหึงหวงจนเกินควรนั้น

การต้องโทรรายงานของทั้งสองฝ่าย ลองเปลี่ยนเป็น
โทรเล่าให้ฟังด้วยจิตเบาและน้ำเสียงแบบสบายๆ ว่าจะไปที่นั่นที่นี่
เธออยากได้อะไรไหม ....
หรือ ตอนนี้อยู่ที่..   เสื้อตัวนี้สี... ของชิ้นนี้... ชอบไหม จะซื้อไปฝาก
ก็จะทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดแบบเด็กนักเรียนหนีโรงเรียน
หรือ มีสายตา ดุๆ กำลังเล็งมาจับผิด

เริ่มจากที่ตัวเราก่อนค่ะ  น้ำเสียงเอื้ออาทรและจิตที่เต็มล้นด้วยความเมตตาที่ส่งให้
จะทำให้ทั้งเขาและเรา มีความรู้สึกที่อ่อนโยนต่อกันมากขึ้น

คนที่รักกัน จิตใกล้ชิดกันย่อมซึมซับความดีงามของกันและกันได้ง่ายค่ะ

เมื่อเรามอบความไว้วางใจให้เขา เป็นคนที่พร้อมจะรับความทุกข์สุขร่วมกับเขาได้
เขาก็จะเริ่มเกิดความรู้สึกเชื่อมั่น สิ่งใดที่เขาไม่สบายใจ หรือเป็นทุกข์ ต้องปกปิด
ก็จะเริ่มเปิดกว้างกับเรามากขึ้นค่ะ

อย่าให้เกิดความรู้สึกระหว่างกันว่า ต่างคนต่างต้องอดทนอยู่
เพราะมันจะมีวันที่ความอดทนแต่ละฝ่ายสิ้นสุดลงค่ะ
ซึ่งทั้งเขาและเราคงไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น

ที่เรายังอยู่ด้วยกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ทำอะไรผิดใช่มั้ย

ตรงนี้เป็นความคิดของเรา เขาอาจไม่ได้คิดเช่นนั้นค่ะ

สำหรับผู้ชายบางคนแล้ว ไม่ว่าผู้หญิงจะทำอะไรผิดหรือไม่ผิดก็ตาม
ถ้าเขาหมดใจ ต้องการไปจริงๆ แล้ว เขาก็จะเห็นทุกอย่างผิดบิดเบี้ยวไปจากเดิม
และสามารถมีได้ทุกเหตุอันไม่พึงใจ
ดังนั้นบางทีเหตุผลของการเลิกรา ไม่ใช่เป็นเพราะฝ่ายหญิง ไม่ดี หรือ ฝ่ายหญิงผิดเสมอไป

บันทึกการเข้า
berrykiss1
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 3


« ตอบ #4 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2010, 21:12 »


ขอบคุณ คุณเมรินมากนะคะ

รู้สึกจิตเบาขึ้นเยอะเลย

ขอบคุณมากค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!