แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 04:51 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: นิทานโทสะ ตอน อย่ามาว่าฉันนะ!  (อ่าน 3262 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 20 พฤษภาคม 2010, 11:04 »

ถ้าใครโดนคนรอบข้างช่วยกัน ปะหน้าว่าเป็น “นักปฏิบัติธรรม” เป็นคน “ธัมมะ ธัมโม” แล้วล่ะก็...เชื่อได้เลยว่าเขาเหล่านั้นจะต้องได้รับการคาดหมาย คาดหวังจากคนอื่นว่า ต้องเป็นคนดี จิตใจงดงาม และที่สำคัญ...ต้อง “โกรธ ไม่เป็น”
หารู้ไม่...หึหึ

รุ่นพี่ผมก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่โดนคนทั่วไปมองเห็นว่าเป็นคน “ธัมมะธัมโม” เป็น นักปฏิบัติธรรม เพราะแกชอบอ่านหนังสือธรรมะ นั่งสมาธิ เข้าวัดเข้าวา และอื่น ๆ อีกมากที่จะทำให้ใคร ๆ ประทับตราแกในเรื่องนี้

มีเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไป ไม่ค่อยรู้ คือรุ่นพี่ผมคนนี้แกเป็นคนใจร้อน ขี้โมโห ชนิดโทสะอยู่ปลายจมูก ชนิดที่ใครอย่ามาจี้ถูกจุดเชียว เดี๋ยวพระเพลิงจะไหม้เอา

ตัวพี่เขาก็รู้จักนิสัยตน เองเช่นกัน จึงสนใจนั่งสมาธิ ภาวนาเพื่อขัดเกลาตนเอง...แต่ก็นั่นแหละนะ เจ้าตัวโทสะนี่ มันติดนิสัย สันดานกันมานานหลายชาติหลายภพแล้ว ไม่ใช่ว่าจะมาภาวนากันนิดหน่อย แล้วจะเป็นคนดี จิตใจเยือกเย็น ชนิดโกรธใครไม่เป็นซะเมื่อไหร่

วันหนึ่งรุ่นพี่ผมกำลังคุยกับเจ้านายด้วยปัญหาเรื่อง งานอะไรสักอย่าง ผมก็จำไม่ได้แล้ว รู้สึกว่ามีความขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง คนที่พูดคุยด้วยความขัดแย้งย่อมมีโทสะรองเป็นพื้นอยู่แล้ว รอว่าใครจะเป็นฝ่ายจุดติดก่อน

และเจ้านายผม ก็เป็นฝ่ายจุดเพลิงโทสะลูกน้องโดยไม่รู้ตัว

“...ยังนั่งสมาธิ อยู่หรือเปล่า”
ที่ถามอย่างนี้เพราะอยากจะติงว่า คนธัมมะธัมโม ทำไมถึงเถียงแกไม่เลิกสักที หรือว่านั่งสมาธิจนเพี้ยนไปแล้ว

หารู้ไม่ว่า คำถามแบบนี้แหละ คือเชื้อเพลิงโทสะชั้นดีสำหรับบางคนเลยทีเดียว
“ยัง ทำอยู่!” เสียงดังลั่น พร้อมพูดใส่ต่อเป็นชุด...
“ที่ ผมนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมน่ะ ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนดีนะ...เพราะผมมันเลว ไม่ดี อารมณ์ร้าย ถึงได้มาภาวนา...หัวหน้าอย่ามาคิดว่าผมทำแบบนั้นแล้วผมจะเป็นคนใจเย็น เป็นคนดีไม่เถียงใครนะ...เพราะผมไม่ดีนี่แหละ ถึงได้มาภาวนา”

เสียงดังลั่นไปทั่วห้องทำ งาน ขนาดคนเป็นหัวหน้ายังหัวหด หน้าเสีย ไม่คิดว่าจะซวยไปแหย่ถูกจุดได้ขนาดนี้

ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนว่า พวกที่ชอบนั่งสมาธิ กดข่มกิเลสตัวเองเป็นประจำนี่ เวลาที่กิเลสมันหลุดออกมาได้แล้ว มันจะร้ายกว่าคนทั่วไป เพราะถูกข่ม ถูกขังมานาน

ถ้าเรา ปล่อยให้กิเลสมันทำงานไป โดยมีสติคอยตามรู้ ตามดู ไม่กดข่มบังคับ รักษาศีลห้า ระวังไม่ให้มันหลุดทางกาย วาจา คอยดูกิเลสทำงานไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นธรรมชาติการเกิด – ดับของมัน

โทสะก็เหมือนกิเลสตัว อื่น...มันเกิดเพราะมีเหตุ และดับเมื่อหมดเหตุ

ถ้าไป รังเกียจมัน ก็เท่ากับมีโทสะซ้อนโทสะเข้าไปอีก เป็นการเพิ่มเชื้อไฟอย่างไม่หยุดหย่อน ยิ่งถ้าไปกดข่ม บังคับก็ไม่ต่างจากเอาฝาไปปิดในหม้อน้ำที่กำลังเดือดปุด ๆ มันหลุดมาได้เมื่อไหร่ ความแรงของมันย่อมคูณสามคูณสี่ เข้าไป

อดทนตามดูมันไปเรื่อย ๆ ถ้าสติไว โทสะไม่ทันออกฤทธิ์มากมันก็ดับแล้ว... หากสติอ่อน รู้ไม่ค่อยทัน ย่อมโดนกิเลสทำร้าย แม้ตัวโทสะดับแล้ว บางทียังมีอาการอัดอก รุม ๆ ในใจต่อเนื่อง

เหมือนกับกองไฟ ต่อให้มันหมดเชื้อแล้ว ความร้อนก็ยังแผ่กระจายอยู่อีกระยะหนึ่งก่อนมันจะจางหาย...ถ้าไม่มีใครไป เติมเชื้อให้มันอีกนะ...


โดย ชลนิล
ที่มา http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&catid=40%3Alite-calm-down&id=131%3A2009-08-08-16-35-28&Itemid=59
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!