แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
17 กุมภาพันธ์ 2019, 02:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๕๕๗ ทำยังไงดีเมื่อแฟนมีแฟนใหม่ แต่เรายังมีหน้าที่การงานที่ต้องทำด้วยกันอีก  (อ่าน 8742 ครั้ง)
Punchi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 5


« เมื่อ: 19 เมษายน 2010, 12:29 »

เปิดบริษัทกับแฟนมานานสิบกว่าปี ซึ่งก็มีปัญหาทะเลาะกันเรื่องงานปนกับเรื่องส่วนตัว จนต้องเลิกกัน แต่ก็ยังคงทำธุรกิจด้วยกันอยู่  (แต่ดิฉันยังไม่สามารถตัดใจจากเค้าได้ ซึ่งเค้าก็รู้อยู่)

จนตอนนี้เค้ามีแฟนใหม่ ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกเสียใจและไม่สามารถที่จะทำงานกับเค้าอีกต่อไป เพราะไม่อยากรับรู้เรื่องราวของเค้า ถ้ายังทำอยู่ ต้องเห็นหน้ากันทุกวัน มันทรมาน ยิ่งเห็นเค้าคุยโทรศัพท์ รีบกลับบ้านทุกวัน ยิ่งทำให้จิตตก

แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเลิกทำธุรกิจกับเค้า ก็เหมือนตัวเองหมดสิ้นทุกอย่าง เงินเก็บก็ไม่ได้มีมากมาย เพราะเงินทั้งหมดเอาเข้าบริษัท จะไปเริ่มต้นใหม่ในวัยสี่สิบกว่า ก็รู้สึกว่าหมดแรงหมดพลังไปแล้ว

ตอนนี้ยังหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้น่ะค่ะ รู้ว่าต้องเลือกซักทางที่ทำให้เราสามารถเดินต่อไปได้ แต่ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเลือกทางไหนดี

- ทำงานต่อไป แล้วพยายามทำใจ อย่างน้อยก็ยังมีงานอยู่ : ก็พยายามแล้วค่ะแต่การที่ต้องเจอกันแบบนี้ ทำให้ความแค้นมันสะสมมากขึ้นทุกวัน หรือไม่ก็จิตตก หดหู่

- ลาออก : ไม่ต้องพบกันอีกแล้วก็คงดี จิตใจคงสงบขึ้น อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรมากระทบ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียทุกอย่าง บริษัทที่ก่อร่างสร้างตัวกันมา แล้วในวัยขนาดนี้จะหางานที่ไหนได้ง่ายๆหรือคะ

หาทางออกยังไม่เจอ  ต้องขอคำแนะนำจากเพื่อนๆในบอร์ด ช่วยชี้แนะด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 เมษายน 2010, 12:53 โดย Yaowalak » บันทึกการเข้า
Yaowalak
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 183

~ทุกสิ่งล้วนชั่วคราว~


« ตอบ #1 เมื่อ: 27 เมษายน 2010, 11:55 »


ค้นกระทู้เก่าๆ มา พบคนที่เคยมีปัญหาคล้ายกัน
คุณ Punchi ลองอ่านที่กระทู้นี้นะคะ

http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=499.msg1379#msg1379

ขอให้ผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้ด้วยดีค่ะ 
บันทึกการเข้า

หากทุกคนมีธรรมในใจ ปัญหาใดๆ ก็ยุติลงได้ด้วยธรรม
กร
เกิดมาเพื่อจะเรียนรู้ทางที่จะไม่เกิดอีก
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 318



เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 29 เมษายน 2010, 23:37 »

ไหนๆ พี่ก็เคยสร้างธุรกิจกับเขามาแล้ว
ระหว่างนี้ หากไม่สบายใจจริงๆ
ก็ลองมองหาโอกาสอื่นๆ ไปพลางๆ สิครับ
วันไหนเจอโอกาสดีๆ ผ่านเข้ามา
ก็อาจจะไปลงทุนทำเองก็ได้
ไม่จำเป็นต้องไปหางานประจำเสมอไป
แต่พี่ก็ยังมีโอกาสอยู่นะครับ
ถ้าเรายังทำงานมาต่อเนื่อง
การหางานประจำก็ไม่น่ายากครับ

ด้านเรื่องส่วนตัว ผมมองว่า ถ้าเราอยู่คนเดียว
ก็ดีอีกแบบ เพราะไม่มีห่วงภาระรุงรัง
มีอิสระในการหาทางพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ด้วย
ลองหัดภาวนาดูสิครับ 
บันทึกการเข้า

ไม่ว่าปัญหาอะไรเข้ามา เดี๋ยวมันก็ผ่านไป
ทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำใจ
ปัญหามันก็อยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดได้ก็ดับได้
Punchi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 5


« ตอบ #3 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2010, 00:18 »

ขอบคุณทั้งสองท่านสำหรับคำแนะนำนะคะ

เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ได้ไปฝึกเจริญสติที่วัดมา 5 วันค่ะ 
ช่วงเวลาที่อยู่ที่วัด  ได้ฟังเทศน์และฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง   คิดว่าช่วงเวลานั้น  ดิฉันมีความเข้าใจมากขึ้น  ยังไม่ถึงกับสามารถปล่อยวางได้   แต่ก็คิดว่าพอจะเข้าใจว่าควรจะวางใจให้ถูกที่อย่างไร   พอกลับมาบ้าน ก็พยายามเจริญสติไปกับการใช้ชีวิตประจำวันให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถระลึกรู้ได้ 

แต่พอไปถึงที่ทำงาน  แค่เห็นเค้าเช็คข้อความและส่งข้อความจากมือถือ  สติก็กระเจิดกระเจิง  ปรุงแต่งไปแล้วว่าเค้ากำลังอ่านและส่งข้อความกับแฟน ( เพราะเรารู้ว่าปรกติแล้ว  ในเวลาทำงานเค้าจะใช้การส่งข้อความมากกว่าคุย )   หลังจากนั้น อะไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว   แม้จะไม่ปรุงแต่งต่อไป แต่ใจก็เป็นทุกข์  นึกไม่ออกว่าจะต้องทำอะไรต่อไป นั่งจมอยู่กับความรู้สึกหมดแรง ไม่อยากขยับเขยื้อนแม้แต่เม้าส์ที่อยู่กำอยู่ในมือ 

แล้วใจนึงก็เริ่มคิดว่า อยากกลับไปอยู่วัดอีก  เพราะทำให้ไม่คิดอะไร ไม่ต้องเจออะไรที่ทำให้เป็นทุกข์แบบนี้
แต่อีกใจก็บอกว่า  การกลับไปอยู่วัดเพื่อไม่ให้เจอกับสิ่งที่มากระทบ   เป็นการหนีปัญหามากกว่า 
ใจที่อยากหนีก็พยายามจะบอกว่า  เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับโลกของความจริง  หนีกลับไปตั้งหลักก่อนดีกว่า
คิดสลับกันไป ๆ มา ๆ อย่างนี้

พิมพ์ถึงตรงนี้แล้ว... ย้อนกลับไปอ่านกระทู้ที่ตั้งไว้
ทำให้เห็นว่าตนเองช่างเป็นคนโลเล ไม่สามารถตัดสินใจที่จะเดินทางไหนได้จริง ๆ
ทั้งที่รู้ว่ามีทางเลือกอยู่  แต่ไม่ยอมเลือกซักทาง...


มีอะไรที่จะช่วยแนะนำสำหรับคนที่มีลักษณะอย่างนี้ได้บ้าง   จะขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ
 
บันทึกการเข้า
Punchi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 5


« ตอบ #4 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2010, 10:46 »

รบกวนเพิ่มเติมอีกนิดนึงค่ะ 
ต้องแจ้งวันเดือนปีเกิด ในกระทู้นี้ หรือว่าผู้ดูแลระบบสามารถดูได้จาก ฐานข้อมูลของสมาชิกคะ 
เวลาตกฟาก ประมาณแปดโมงเช้าค่ะ
บันทึกการเข้า
Yaowalak
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 183

~ทุกสิ่งล้วนชั่วคราว~


« ตอบ #5 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2010, 15:22 »

คุณ Aims ใช้โหราศาตร์ประกอบการตอบคำถามบ้างเท่านั้น
แต่ไม่รับดูดวงโดยตรงนะคะ ต้องขออภัยด้วยค่ะ 

-------------------------
กติกา

๓. ทีมงานบางท่านอาจใช้หลักโหราศาสตร์เป็นแนวทางในการตอบปัญหาบ้าง
แต่ด้วยวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบปัญหาทางโหราศาสตร์โดยตรง
จึงขอไม่รับคำถามที่ถามเรื่องดวงแต่เพียงอย่างเดียว
และอาจจะไม่ได้มีการใช้โหราศาสตร์ประกอบในการตอบปัญหาให้กับทุกกระทู้นะคะ

-----------------------

อ่านกติกาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ 

http://www.star4life.com/forum/index.php?topic=304.0
บันทึกการเข้า

หากทุกคนมีธรรมในใจ ปัญหาใดๆ ก็ยุติลงได้ด้วยธรรม
Punchi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 5


« ตอบ #6 เมื่อ: 11 พฤษภาคม 2010, 19:38 »

ถ้าทำให้ทางคุณ Yaowalak  เข้าใจผิด  ดิฉันต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

เพราะตั้งแต่ตั้งกระทู้ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องของการดูดวง  ที่เข้ามาปรึกษาที่เว็บนี้จากการแนะนำของเพื่อนว่าได้รับคำแนะนำที่ดี น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวดิฉันเอง   

แต่เนื่องจากเมื่อวาน  ได้เข้าไปอ่านกระทู้ล่าง ๆ สังเกตเห็นหลาย ๆ กระทู้ใส่วันเดือนปีเกิดไว้   หรือพูดถึงเรื่องการลบวันเดือนปีเกิดออกจากกระทู้   จึงเข้าใจเอาเองว่าเราควรจะต้องใส่วันเกิดเพื่อการตอบคำถามที่ตรงกับตัวเราเองมากขึ้น   ไม่ได้มีเจตนาจะมาดูดวงจากที่นี่แต่อย่างใดเลย   

การที่ดิฉันได้รับคำตอบแค่นี้ ก็ควรจะเพียงพอแล้ว   ต้องขอขอบคุณและขออภัยจริงๆ ค่ะ
บันทึกการเข้า
Punchi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 5


« ตอบ #7 เมื่อ: 1 มิถุนายน 2010, 11:23 »

ไปปฏิบัติธรรมมาอีกหลายครั้งทุกวันหยุด
แต่กลับมาทีไร ก็ต้องมีเหตุให้คนมาเล่าเรื่องของเค้ากับแฟนให้ฟังทุกครั้งไป เหมือนกับจะทดสอบ
แล้วเราก็กลับมาสติแตกกับตัวเองทุกครั้ง 
จนคิดอยากจะปิดบริษัทเลิกกิจการไปเลย  แต่มันก็ไม่ง่าย  ไหนจะสงสารลูกน้อง ไหนจะต้องใช้หนี้อีก

ทรมานจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจริง ๆ ค่ะ
แม้จะรู้ว่าการฆ่าตัวตายจะยิ่งต้องไปเจอกับความทุกข์ทรมานในนรกอีกหลายชาติ  แต่ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แบบนี้อีกแล้ว
ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดเวร หมดกรรมเสียทีหนอ

ไม่รู้จะทำยังไงจริง ๆ แล้ว................
บันทึกการเข้า
mayrin
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 201


« ตอบ #8 เมื่อ: 2 มิถุนายน 2010, 14:09 »


ถ้าคิดว่าการที่เราไปอยู่วัดแล้ว ทำให้ไม่คิดอะไรเพราะไม่มีสิ่งมากระทบ
เหมือนการที่เราหนีปัญหาก็ดูจะมีความจริงอยู่ส่วนหนึ่งค่ะ
เพราะบรรยากาศในวัดย่อมสงบเย็นช่วยเกื้อกูลจิตเรา
มีกำแพงวัดเป็นปราการ
ลดความรุนแรงจากการไหลประทะเข้ามาของกระแสกิเลสอันเชี่ยวกรากภายนอก

แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม ถ้าจิตเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน
คอยพะวงคว้านหาคล้อยตามภาพในอดีต แม้ยามเผลอสติเพียงชั่วพริบตา
ก็พร้อมที่จะกระเทือนไหวปรุงแต่งไปตามสิ่งที่มากระทบอยู่ตลอดเวลาแล้ว
ทุกข์ก็บังเกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน

เมื่อทราบว่า จิตเราขาดกำลังที่จะต้านทาน
ยังมีความอ่อนไหว อ่อนแอ ต่อสิ่งกระทบแม้เพียงเล็กน้อย
ก็พึงป้องกันเหตุอันจะเกิดเสีย

ปิดช่องทางอันจะทำให้ทุกข์กำเริบ สิ่งใดที่พึงเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง
ไม่จดจ้องมอง ไม่รับรู้ รับฟัง เรื่องราวของเขาโดยไม่จำเป็น ยุติจิตที่สอดส่ายค้นหา
ไม่ให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เป็นประตูให้ทุกข์คืบคลานเข้ามา

ทุกครั้งที่เผลอไผล ก็รีบดึงสติของตัวเองกลับมา
หายใจเข้าออกแรงๆ ให้รู้ตัวโดยไหว
ถามตัวเองว่า เรากำลังทำอะไรอยู่
ถ้ารู้สึกว่าจิตฟุ้งซ่านเกินระงับ ก็เอนตัวพักบนเก้าอี้ แล้วหลับตาลง
ค่อยๆ ผ่อนคลาย หายใจเข้าช้าๆ และผ่อนลมหายใจออก
มีสติรู้อยู่ที่ลมหายใจของเรา รู้ว่า เรากำลังหายใจเข้า ออก
มีลมผ่านเข้าออกทางช่องจมูก
สักพักหนึ่งจิตเราก็สงบระงับ เบาสบายขึ้น

จะเห็นว่า เรายังมีลมหายใจ หายใจเองได้อยู่
แม้ไม่มีเขา  ก็ไม่ได้ทำให้ลมหายใจของเราหมดไป
ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะนำชีวิต อนาคต
และความสุขทั้งมวลของเราไปฝากไว้กับผู้ชายคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นเพียงคนรักในอดีตทำไม
ปัจจุบัน เขาไม่ใช่คนรักของเรา ไม่ใช่สามีของเราแล้ว ไม่ใช่ผู้ที่เราควรไปอาลัยหา

ก่อนหน้าที่มาจะเป็นสามีเรา เขาก็เป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
ซึ่งครั้งนั้นเราก็มีชีวิตของเราอยู่มาได้ด้วยลมหายใจตัวเอง และมีชีวิตที่เป็นปกติสุข 

แล้วทำไมเราจะอยู่ต่อไปไม่ได้?

การเป็นสามีภรรยา ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีวันพรากจาก
เพราะอย่างไรในวันหนึ่งข้างหน้า
เขาและเราเมื่อหมดลมหายใจ ต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตน
เราไม่อาจยื้อยุดฉุดมือเขาไว้ได้ แม้แต่หญิงคนใหม่ของเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน
หญิงคนนั้นก็มีโอกาสอยู่กับเขาแค่ชั่วเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่าจะยาวนานเพียงใด
เพราะมัจจุราชไม่ได้บอกกล่าวแก่ใครล่วงหน้า ทุกอย่างเป็นตามกรรมของแต่ละคน

เรื่องของเขา ชีวิตของเขา กรรมของเขา เราไม่ควรไปให้ความสนใจแบกรับ

เราพึงทำกิจของเราให้พร้อม ไปสู่สถานที่ที่มีโอกาสสร้างกุศล
หมั่นเพียรสร้างหยอดกระปุกบุญ แม้เพียงครั้งและเล็กน้อย
เต็มเสบียงกุศลของเราให้เต็ม และหมั่นระลึกกรรมดีที่ได้เคยกระทำมาให้บ่อยขึ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ
ปัญหาทุกอย่างย่อมมีวันสิ้นสุด ขอเพียงเรามีกำลังใจไม่ท้อถอยในการสร้างกรรมดีค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!